8
ไร้กำลังจะแย่งชิง
การเดินทางเข้าวังหลวงพร้อมกับบิดาทำให้หวังกุ้ยฮวาได้เปิดหูเปิดตานัก ทหารและขุนนางแทบทุกคนที่พบระหว่างทางล้วนแต่ต้องหยุดทักทายหวังหยวน ความเคารพและเลื่อมใสของผู้คนทิ่มแทงลงกลางใจ ยิ่งทำให้นางรู้สึกเสียใจที่พาครอบครัวมาตายเพราะแผนการของบุรุษโสมมผู้หนึ่ง
เผิงอิงหลานให้บ่าวนำโสมูเาออกจากคลังของจวนเพื่อเป็ของกำนัลให้กับเหอซูเมิ่ง เห็นแล้วหวังกุ้ยฮวาก็รู้สึกว่าท่านแม่ปราดเปรื่องนัก ของมีค่าเช่นนี้ต่อให้เหอกุ้ยเฟยอยากปฏิเสธก็ไม่กล้า แต่การค้าครั้งนี้ต้องไม่สูญเปล่า นางจะต้องขายพี่สาวไปพร้อมกับโสมหัวนี้ให้ได้โดยเร็ว
คุ้ม!
คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!!
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง บังเอิญนัก พวกเ้ามาหาเสด็จแม่กุ้ยเฟยหรือ”
หวังกุ้ยฮวามองความ ‘บังเอิญ’ ของหลี่เยียนด้วยความแปลกใจ จากนั้นจึงเสไปมองพี่สาวซึ่งหลบอยู่ข้างหลังนางด้วยท่าทางเอียงอาย
วันนี้หวังกุ้ยผิงยังคงสวมชุดสีแดงเหมือนในงานชมบุปผา เมื่อเห็นว่าพี่สาวจับจ่ายซื้อผ้าสีสดมากขึ้นหวังกุ้ยฮวาเลยเลือกผ้าสีทึบมาตัดชุดแทนจะได้ไม่เหมือนกัน ถึงอย่างนั้นวันนี้นางก็ยังคงสวมชุดสีชมพู ดูกลมกลืนแต่ไม่ดึงดูดสายตาเท่าหวังกุ้ยผิง
เวทีนี้ไม่ใช่ของนาง นางคร้านจะชิงสายตาผู้อื่นมาไว้ที่ตน
“ท่านแม่ของหม่อมฉันได้โสมมาจากพ่อค้าชาวตะวันตกเพคะ นึกได้ว่าวันก่อนพระองค์เปรยว่าโสมในตำหนักของเหอกุ้ยเฟยหมด วันนี้เลยเข้าวังเพื่อนำมามอบให้”
“ส่วนหม่อมฉันเพียงมาเป็เพื่อนน้องรองเท่านั้นเพคะ”
หากเป็องค์ชายผู้อื่นการสอดปากเช่นนี้ของหวังกุ้ยผิงเรียกว่าไม่มีมารยาท อย่างไรเสียนางก็มาในฐานะผู้ติดตาม ศักดิ์ฐานะไม่อาจเทียบองค์ชาย
ทว่าต่อหน้าอันอ๋องผู้นี้...เป็หวังกุ้ยฮวาด้วยซ้ำที่ไม่คู่ควร
“เช่นนั้นก็ตามมาเถิด ข้ากำลังจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่พอดี”
ระยะทางจากวังหน้าสู่ตำหนักกุ้ยเฟยในวังหลังค่อนข้างไกล แต่หวังกุ้ยฮวาไม่ได้สนใจแม้บุรุษผู้นำทางกับสตรีผู้ติดตามจะสนทนากันด้วยเสียงดังบ้างเบาบ้างข้ามศีรษะนาง อาจจะมีบ้างที่แกล้งลดฝีเท้าลง แต่หวังกุ้ยผิงกลับไม่เปิดโอกาสให้นางถอยไปจนอยู่ข้างหลัง
ก็ยังดีที่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรในวัง หากหวังกุ้ยฮวาถอยไปอยู่ด้านหลังคงมีคนผิดสังเกตบ้าง
ตำหนักของกุ้ยเฟยโอ่อ่าสมกับความโปรดปรานของฮ่องเต้ ไม่ทราบว่าเป็ความโปรดปรานของสตรีเ้าของตำหนัก หรือเป็เพราะสกุลเหอ
อย่างไรก็ตามเหอซูเมิ่งกลับวางตัวดีกว่าหลานชาย เมื่อบ่าวเข้าไปแจ้งเรียบร้อยก็ต้อนรับหวังกุ้ยฮวาราวกับเป็บุตรสาวที่คลอดมาจากท้องตน
“คราวหน้าคราวหลังไม่จำเป็ต้องฟุ่มเฟือยเช่นนี้ แค่คุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองแวะมาคุยกับข้าแก้เหงาก็พอแล้ว”
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เหอกุ้ยเฟยก็สั่งให้บ่าวรีบนำโสมไปเก็บทันที
“ท่านแม่กล่าวว่าอย่างไรก็ต้องมีของติดมือเพคะ เพราะเวลาที่อันอ๋องไปเยือนจวนสกุลหวังก็ยังนำของมีราคาไปมอบให้พี่รองอยู่บ่อยๆ”
“จะว่าไปแล้วข้าเพิ่งได้กำไลหยกมาจากทางใต้ ดูเหมาะกับวัยของเ้าพอดี” กล่าวพลางรูดกำไลจากท่อนแขนส่งให้ หวังกุ้ยฮวารับไว้เพราะเกรงว่าจะตกก่อนจะร้องถามอย่างประหม่า “กุ้ยเฟยเพคะ ให้หม่อมฉันเช่นนี้จะดีหรือเพคะ กำไลคู่นี้ต้องมีราคาควรเมืองอย่างแน่นอน”
นางรู้ว่าเป็กำไลบรรณาการจากแคว้นใต้ แต่ถ้าไม่ร้องดังก็เกรงหวังกุ้ยผิงจะไม่ทราบ
หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง บ่าวรับใช้ในตำหนักดีไม่ดีเป็คนของผู้อื่น หากเหอซูเมิ่งปล่อยให้ผู้คนรู้ว่าองค์ชายสิบไปเยือนจวนสกุลหวังเพื่อเกี้ยวพาหวังกุ้ยผิงจะผิดแผนเอา
โสมหนึ่งหัวแลกกับกำไลหยกหนึ่งคู่ ยังไม่นับว่าเสียเปรียบเกินไป
“จะไม่ดีได้อย่างไร ถือเสียว่าชดเชยให้ที่อันอ๋องมักจะลืมพกของฝากไปฝากเ้าก็แล้วกัน” เหอซูเมิ่งลูบมือของหวังกุ้ยฮวาเบาๆ จากนั้นจึงหันไปหาองค์ชายสิบ “คราวหน้าอันอ๋องก็อย่าลืมเล่า หยิบของติดมือไปให้มากสักหน่อย มอบให้แต่คุณหนูใหญ่จะดูไม่ดี”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่”
หลี่เยียนรับคำด้วยท่าทีดื้อรั้น มองเห็นสีหน้าหม่นหมองที่หวังกุ้ยผิงพยายามเก็บซ่อนก็นึกอยากถลาเข้าไปโอบกอด ทว่าดวงตาคมปลาบของมารดาก็ทำให้ต้องตึงฝ่าเท้าอยู่กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อน
“จะว่าไปแล้วอันอ๋องต้องฝึกยิงธนูไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังไม่ไปอีกเล่า พาคุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองไปเปิดหูเปิดตาด้วยอย่างไร”
“พี่ใหญ่ไปกับอันอ๋องเถิดเ้าค่ะ ข้าไม่ค่อยสันทัดการรบเท่าไร เกรงว่าจะไปเกะกะขวางทาง”
หวังกุ้ยฮวารู้ว่าเมื่อไรควรรุกเมื่อไรควรถอย เหอกุ้ยเฟย้าให้ผู้คนเห็นว่าอันอ๋องมีความเกี่ยวข้องกับจวนเสนาบดี แต่นางไม่ยินยอม อีกทั้งหลี่เยียนอดทนมามากพอแล้วคงไม่้าให้นางอยู่ขวางทางต่อ
“แล้วน้องสามเล่า” หวังกุ้ยผิงเกรงว่าจะถูกทิ้งจึงยังไม่จากไป หวังกุ้ยฮวาผลิยิ้มอ่อนแล้วกล่าว “ข้าว่าจะอยู่สนทนากับเหอกุ้ยเฟยอีกสักพักเ้าค่ะ พี่รองไปอยู่เป็เพื่อนอันอ๋องเถิด”
“เช่นนั้นก็ตามนี้ มาเถิดคุณหนูใหญ่”
หลี่เยียนตัดบท ลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปโดยไม่รอคำท้วงจากเหอกุ้ยฮวา หวังกุ้ยผิงละล้าละลังอยู่สักพักแล้วจึงวิ่งตามออกไปเมื่อองค์ชายสิบส่งเสียงย้ำอีกหนึ่งคำรบ
หวังกุ้ยฮวาพรูลมหายใจแ่ ตั้งใจให้เหอซูเมิ่งเห็นความผิดหวังของตน
“เป็อะไรไปเล่าคุณหนูรอง ถ้าเสียใจเพียงนี้เหตุใดถึงไม่ตามออกไป”
“หม่อมฉันไร้กำลังเพคะ ต่อให้ยื้อตัวมาได้แต่ใจก็ไม่ตามไปด้วยกัน พระองค์ก็เห็นว่าอันอ๋องมิได้ชมชอบหม่อมฉันเท่าไร ต่อให้พยายามอย่างไรก็ไม่ได้เป็คนที่้า”
ยามนี้หวังกุ้ยฮวายิ่งดูบอบบาง เมื่อกล่าวว่าตนตกเป็รองไม่อาจข้ามสตรีิีอีกนางก็คล้ายกวนตะกอนในใจของเหอซูเมิ่งให้ฟุ้งกระจาย นางแอบรักฮ่องเต้มานานเพียงใด มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่รู้
“ถ้าเช่นนั้น... เ้าคิดอย่างไรกับการอภิเษกเข้าวังอันอ๋อง”