แน่นอนว่าการฝึกฝนของหยางเทียนเสวี่ยหลินย่อมช่วยเหลือเต็มที่ โอสถเพิ่มพูนลมปราณถูกนางซื้อหาจากระบบเกมและนำมามอบให้เขาได้ใช้เพื่อย่นระยะเวลาในการฝึกฝนของเขาดังนั้น ผ่านมาอีกเพียงสองหมื่นปีหยางเทียนจึงฝึกฝนจนสามารถเลื่อนระดับลมปราณขึ้นมาที่เทพเทวาขั้นสิบได้ตาม้าเขาจึงออกจากถ้ำทิพย์บูรพา
ยามนี้เขาอายุสามแสนหกหมื่นปีแล้วนับเป็เทพาุโยิ่งองค์หนึ่ง
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่”เขาเรียกขานทันทีที่พบเห็นมหาเทพหยางหลงและมหาเทวีเสวี่ยหลิน
“เทียนเอ๋อร์ !”เสวี่ยหลินเรียกนามของเขาด้วยความดีใจ หยางเทียนรีบก้าวเข้าไปหามารดาอ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดมารดาไว้แน่น เขาคิดถึงบิดามารดาของเขาจริงๆ
“เ้าอยู่ในระดับเทพเทวาขั้นสิบแล้ว !ลูกแม่เก่งกาจยิ่งนัก” นางเอ่ยอย่างปลื้มใจในตัวเขาอย่างยิ่ง
“เพราะได้เสด็จแม่ช่วยเหลือลูกจึงฝึกฝนได้สำเร็จโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยหลินได้แต่แย้มยิ้มกับคำอ้อนของบุตรชาย
“เสด็จพ่อ” เขาเรียกขานก่อนจะผละจากมารดาเข้าไปกอดมหาเทพหยางหลงไว้แน่นครู่หนึ่งจึงค่อยคลายอ้อมกอด
“เ้าเก่งมาก ลูกพ่อ”มหาเทพชมเชยบุตรชาย
“ลูกเก่งเหมือนเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ ทำเป็พูดดี เ้าลูกคนนี้”มหาเทพตอบกลับอย่างมีความสุข
“เทียนเอ๋อร์ ตอนนี้เ้ามีลูกแมวหิมะคู่ใหม่แล้วนะ”เสวี่ยหลินเอ่ยบอก
“พวกมันมีนามอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”เขาถามอย่างตื่นเต้น เขาเติบโตมากับแมวหิมะ สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของมารดามาตลอดเลี้ยงลูกแมวหิมะมาหลายคู่แล้ว นิสัยรักแมวของมารดาจึงติดตัวเขามาเช่นเดียวกับมหาเทพหยางหลง
หยางเทียนทราบดีว่าแมวหิมะที่เป็สัตว์อสูรระดับต่ำนั้นไม่มีความสามารถอะไรเป็พิเศษสิ่งที่พวกมันโดดเด่นที่สุดคือความน่ารักน่าเอ็นดูของมัน ทว่าแม้มันจะน่ารักเพียงใดแต่ไม่ค่อยมีเทพเซียนใดเลี้ยงดูมันเพราะมันไร้ซึ่งความสามารถนี่แหละ
หากเขากลับจดจำคำสอนของมารดาขึ้นใจ
“แมวหิมะไม่มีความสามารถอะไรหรอกลูกมันมีแค่ความน่ารักเท่านั้นแหละ แต่ความน่ารักของมันทำให้แม่กับพ่อสบายใจเหล่าเทพเซียนเช่นพวกเรามีคนแวดล้อมมากมาย หากเราไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้ใดบ้างที่จริงใจกับเราทั้งยังยากจะพิสูจน์ให้เห็นความจริงใจนี้โดยง่าย”
“แต่กับแมวหิมะ พวกมันมีความจริงใจให้กับผู้ที่เลี้ยงมันเสมอเ้าสังเกตหรือไม่ว่าแมวหิมะทุกตัวที่พวกเราเลี้ยงไว้ พวกมันจะติดตามเราไปทุกที่ต่อให้พวกมันจะไปเที่ยวเล่นที่ใดในวังั์เป็เวลาหลายชั่วยามจนพวกเราหาพวกมันไม่เจอแต่พวกมันจะกลับมาหาพวกเราเสมอ นั่นเพราะโลกของพวกมันมีเพียงพวกเราพวกมันจึงมองว่าเราเป็พวกเดียวกับมัน เป็ผู้ที่มันสามารถไว้ใจ เชื่อใจได้ตลอดเวลา”
“และเมื่อลูกไม่สบายใจในเื่ใดพวกมันจะรับรู้ได้ทันทีและจะมาอยู่กับเ้า คอยปลอบใจเ้า พวกมันน่ารักถึงเพียงนี้แม่กับพ่อจึงรักพวกมันยิ่งนัก รักพวกมันเหมือนบุตรคนหนึ่งเลยทีเดียวเวลาที่พวกมันจากไป แม่จึงไม่เคยสามารถหักห้ามตนเองไม่ให้ร้องไห้เพื่อพวกมันได้เลยสักครั้ง”นี่คือสาเหตุที่มารดาของเขาร่ำไห้ยามแมวหิมะจากไปและเขาต้องคอยปลอบมารดาของเขาเสมอมา
“แม่เลี้ยงเ้าให้อยู่คู่กับพวกมันเสมอก็เพื่อสอนให้เ้ามีความอ่อนโยนเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเมตตาช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากหรือลำบากกว่าเรา อีกเหตุผลก็เพราะเ้าถือกำเนิดมาสูงส่งนักเ้าคือบุตรของมหาเทพที่เข้มแข็งที่สุดในสี่ทะเลแปดดินแดนเป็หลานชายที่รักยิ่งของมหาเทพผู้สร้าง สองเื่นี้ล้วนสามารถทำให้เ้าหยิ่งผยองยโสโอหัง ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นแม่จึงอาศัยแมวหิมะเพื่อคอยกล่อมเกลาเ้าให้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง”
“แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังต้องเลือกอีกว่าเ้าสมควรมอบให้ถูกที่ถูกเวลา และถูกคน ถ้าเราให้อะไรกับใครแล้ว มันไม่มีค่า สู้เราเก็บเอาไว้ดีกว่าเวลาเราให้คำแนะนำกับคนที่เขาไม่อยากได้ เขาเรียกว่า ‘จุ้นจ้าน’ ให้ทรัพย์กับคนที่เขาไม่อยากได้ทรัพย์จากเรา เขาเรียกว่า ‘ดูถูก’ ให้ความรักกับคนที่ไม่มีใจกับเรา เขาเรียกว่า‘รำคาญ’ *** เหล่านี้เ้าต้องตระหนักให้ดี”
นึกถึงตอนนี้หยางเทียนยิ่งซาบซึ้งกับความรักที่มารดามีให้เขายิ่งนัก
“พวกมันเพิ่งอายุครบห้าเดือนตัวผู้คือ ‘ลี่หยาน’ ตัวเมียคือ ‘ลี่อิน’ เ้าเข้าไปดูสิ พวกมันเล่นกันอยู่ในห้องแมวหิมะแน่ะ” เสียงของเสวี่ยหลินมารดาของเขาแว่วเข้าหู
เพราะเลี้ยงแมวหิมะตลอดมาเสวี่ยหลินจึงจัดห้องอันกว้างขวางแห่งหนึ่งในตำหนักั์ไว้สำหรับแมวหิมะโดยเฉพาะในห้องนั้นย่อมมีสิ่งของทุกอย่างครบครันสำหรับแมวหิมะที่นางและมหาเทพหยางหลงเลี้ยงไว้
“พ่ะย่ะค่ะแล้วลูกจะเข้าไปทำความรู้จักกับพวกมัน”
“แล้วจากนี้เ้าจะทำสิ่งใด”มหาเทพหยางหลงถามขึ้น
“ลูกคิดว่าจะไปนั่งฟังพี่ชายหยางิ่ว่าราชการพ่ะย่ะค่ะจะได้รับรู้เื่ราวต่างๆ และคอยช่วยเหลือพี่ชาย”
ยามนี้หยางิ่ไท่จื่อรับตำแหน่งเทียนจวินต่อจากหยางเจี้ยนที่สละบัลลังก์ให้บุตรชายแล้ว
“ก็ดี เ้าทำตามที่้าเถิดหากมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาพ่อได้ตลอดเวลา”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
หยางเทียนพักผ่อนเที่ยวเล่นอยู่เจ็ดวันจึงค่อยไปร่วมนั่งฟังหยางิ่เทียนจวินว่าราชการเมื่อเทียนจวินมีข้อติดขัดใด เขาก็สามารถชี้แนะแก้ไขจนลุล่วงไปด้วยดีทุกวันที่ไปร่วมรับฟังข้อราชการจึงทำให้เขาได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
“อีกสิบวันจะถึงวันคล้ายวันเกิดของข้าข้าจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ขึ้นสักครั้ง ขอเชิญเหล่าเทพเซียนทุกท่านให้มาร่วมพบปะสังสรรค์กันตามสบายครั้งนี้ข้าจะไม่ออกเทียบเชิญใดๆหวังเพียงให้ทุกท่านได้มาพูดคุยอย่างสนุกสนานในงานเลี้ยงของข้า”หยางิ่เทียนจวินกล่าวขึ้น
ถ้อยคำของเทียนจวินทำให้หยางเทียนนึกขึ้นได้เช่นกันว่ายามนั้นที่เขาเพิ่งออกจากการกักตัวฝึกฝนเทียนจวินเพิ่งเสร็จสิ้นการจัดงานเลี้ยงส่วนพระองค์ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
นี่ข้าออกจากการกักตัวมาได้หนึ่งปีแล้ว?วันเวลาช่างเร็วจริงๆ เขานึกในใจ
“ท่านแม่ พวกเราไม่ไปร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพของเทียนจวินได้หรือไม่งานนี้มีเทพเซียนไปร่วมกันมากแล้ว พวกเราไม่ไปก็ไม่มีผู้ใดตำหนิท่านแม่ได้”เสียงหวานใสกล่าวอ้อนวอน
“พวกเราสมควรไปนะ หรูเอ๋อร์ อีกยี่สิบปีข้างหน้าเ้าก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่นแล้วเสด็จพ่อของเ้าย่อมต้องจัดพิธีปักปิ่นให้เ้าจะได้คุ้นเคยกับงานเลี้ยงและงานพิธีใหญ่ครั้งนี้เทียนจวินทรงจัดงานโดยไม่มีเทียบเชิญ หวังให้เหล่าเทพเซียนทั้งหลายได้มาพบปะสังสรรค์นี่เป็โอกาสอันดีที่เ้าจะได้รู้จักเทพเซียนมากมาย เรียนรู้พิธีการต่างๆและจะได้รู้ว่าสมควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง” จิวอิง ปลอบหลี่เมิ่งหรูผู้เป็บุตรสาว
“แต่ท่านแม่ก็ทราบ องค์ราชินีไม่โปรดให้เหล่าสนมของเสด็จพ่อไปร่วมงานนี้ทั้งองค์หญิงหลิงฉีก็ไม่ชอบหน้าบุตรของสนมทุกคน ถ้าพวกเราไปก็อาจถูกองค์หญิงหลิงฉีกลั่นแกล้งได้นะเ้าคะ”
“ไม่ต้องกังวลหรอก หรูเอ๋อร์พวกเราอยู่ท้ายขบวนเสด็จ ทำตัวให้ไม่เป็ที่ระคายพระเนตรขององค์ราชินีกับองค์หญิงก็พอแล้วพระสนมชั้นจิ่วผินและเฟยทั้งสี่ย่อมไม่สนใจพวกเรา เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
หลี่เมิ่งหรูกล่าวอะไรไม่ออกได้แต่ทำตามที่มารดาสั่ง
ผ่านไปอีกสิบวันวันนี้เป็วันที่หยางิ่เทียนจวินจัดงานเลี้ยง เหล่าเทพเซียนมากมายต่างทยอยเข้าสู่งานนอกเหนือจากอาหารคาวหวานจากโรงครัวของเทียนจวินแล้ว แน่นอนว่าไม่อาจขาดชา ขนมหวานและของว่างจากร้านชาในตำนานอย่างร้านชาลี่ถังลี่มี่ที่ครั้งนี้มาให้บริการเพียงชาขนมหวาน และของว่างเท่านั้น เพราะเหล่าเทพเซียนทั้งหลายต่าง้าเดินพบปะพูดคุยกันไปทั่วงาน
เสียงของเซียนรับใช้เผ่าัที่ทยอยขานการมาถึงของเทพเซียนต่างๆดังขึ้นไม่ขาดสาย
“าากิเลนหลี่เหอราชินีกิเลนเจียวเหม่ย หลี่เจี่ยไท่จื่อ และองค์หญิงหลิงฉีเสด็จ”
เสียงขานการมาถึงของาาและราชินีเผ่ากิเลนดังขึ้นด้านหลังของพวกเขาย่อมเป็เฟยทั้งสี่ พระสนมในลำดับชั้นต่างๆ และบุตรหลานของพวกนาง
หลี่เมิ่งหรูเหลียวมองรอบด้านอย่างตื่นตาตื่นใจนี่เป็ครั้งแรกที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงใหญ่เช่นนี้ นางพลันรู้สึกได้ว่าไม่เสียทีที่ยอมตามใจมารดายามนี้นางและจิวเจี๋ยยวี๋ จิวอิง มารดาของนางอยู่รั้งท้ายสุดในกลุ่มของเอ้อร์สือชีซื่อฟู่หรือยี่สิบเจ็ดพระสนมชั้นสูงด้านหลังนางตามมาด้วยพระสนมในลำดับชั้นปาสืออียวี่ชีหรือแปดสิบเอ็ดสนมชั้นล่าง
“ท่านแม่พวกเราไม่ต้องไปนั่งรวมกับพวกเขาใช่หรือไม่เ้าคะ” หลี่เมิ่งหรูกระซิบถามมารดา
“ไม่ต้องหรอก นี่เป็งานเลี้ยงที่เทียนจวินอนุญาตให้เดินไปมาได้เ้าสังเกตสิ เทพเซียนชั้นสูงล้วนมีที่นั่งเฉพาะเสด็จพ่อของเ้าต้องไปนั่งรวมที่นั้น แต่พวกเราไม่ต้อง เ้าอยากเดินเที่ยวชมที่ใดหรือรับประทานอะไรก็ทำได้ตามใจ”
“ลูกอยากรับประทานของร้านชาลี่ถังลี่มี่เ้าค่ะได้ยินชื่อเสียงมาตั้งนานแล้ว ไท่จื่อไปแดนพายัพครั้งใดก็ต้องซื้อมาฝากทุกครั้งแต่พวกเราได้น้อยอย่างยิ่ง ลูกยังรับประทานได้ไม่มาก ของก็หมดเสียแล้วจะไปแดนพายัพเพื่อซื้อเอง องค์ราชินีก็ไม่อนุญาตให้ท่านแม่ออกไปนอกแดนอีสาน ลูกก็ไปไม่ได้อีกเพราะยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่น”หลี่เมิ่งหรูบ่นออกมา
“เช่นนั้น เ้าก็ไปเถิดอย่าได้ซุ่มซ่ามเชียวล่ะ นี่เป็งานเลี้ยงใหญ่ เทพเซียนมากมายเ้าต้องวางตัวให้เหมาะสม”
“เ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง”นางรับคำอย่างร่าเริง
หลี่เมิ่งหรูตรงดิ่งมาที่ซุ้มของร้านชาลี่ถังลี่มี่ทันทีมองเห็นเทพเซียนเข้าแถวกันอยู่ราวสิบคน นางรีบเข้าไปต่อแถวเพียงไม่นานก็มาถึงรอบของนาง
“รับอะไรดีเ้าคะ ท่านเซียนน้อย”นางกำนัลที่ยืนรอรับคำสั่งเอ่ยถามอย่างเอ็นดูนางเซียนน้อยผู้นี้น่ารักราวกับตุ๊กตานัก
“เอ่อ...ข้าสั่งไม่ถูกพี่สาวแนะนำข้าได้หรือไม่” หลี่เมิ่งหรูตอบอย่างประหม่านี่เป็ครั้งแรกที่นางได้มาที่ร้านชาชื่อดัง นางไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับร้านชานี้เลยทราบเพียงว่าที่นี่มีของอร่อย
“ท่านเซียนน้อยชอบรับประทานแบบไหนเ้าคะรสหวาน รสเข้มข้น หรือกลมกล่อม”
“หวานเ้าค่ะ”
“รอสักครู่นะเ้าคะ”
ได้ยินนางกำนัลผู้นั้นหันไปสั่งนางกำนัลที่ทำหน้าที่ชงชาและอีกนางที่อยู่หน้าตู้กระจกที่ใส่ของหวานรอเพียงไม่นานนางกำนัลผู้นั้นก็นำกล่องไม้อย่างดีมายื่นให้หลี่เมิ่งหรู
“ในนี้จะมีขนมหวานสามชิ้น ได้แก่ฟรุตทาร์ทไส้ครีมชาวานิลลา มิลเฟยมัตฉะและครีมโรลเค้กชาซิลเวอร์มูน ชาร้อนในชุดนี้คือ Milk Oolong ที่เป็ชาอู่หลงรสนุ่มที่มีกลิ่นหอมของนมเป็เอกลักษณ์และยังมี Napoleon Tea Ice Cream ซึ่งเป็ไอศกรีมแมคคาดาเมียคาราเมลผสมชาดำ”
ถ้อยคำหลายอย่างที่นางกำนัลผู้นี้กล่าวช่างแปลกหูหลี่เมิ่งหรูนักแต่ฟังแล้วก็รู้สึกว่าน่ารับประทานอย่างยิ่ง
“เมื่อรับประทานเสร็จแล้วไม่ต้องนำกล่องไม้ที่ใส่ชาและขนมหวานมาคืนนะเ้าคะท่านเพียงนำถ้วยชาและถ้วยขนมใส่ลงกล่องและปิดฝาให้เรียบร้อย แล้ววางไว้ไม่เกินหนึ่งอึดใจกล่องนี้จะกลับคืนมาที่ร้านชาลี่ถังลี่มี่เ้าค่ะ”
“รับประทานให้อร่อยนะเ้าคะ หากไม่พอท่านสามารถมารับได้อีกทุกอย่างเ้าค่ะ” นางกำนัลผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะยิ้มแย้มแจ่มใสให้นาง
“ขอบคุณพี่สาวมากเ้าค่ะ”
“เสด็จแม่เห็นองค์ชายหยางเทียนหรือไม่เพคะ เมื่อครู่ข้ายังเห็นท่านสนทนากับเทียนจวินอยู่เลย”องค์หญิงหลิงฉีถามราชินีเจียวเหม่ย
“แม่เห็นองค์ชายลุกออกไปเดินเล่นที่สวนด้านนอกไปเพียงลำพังด้วย เ้ารีบตามไปเถิด เ้ากับท่านรู้จักกันอยู่แล้วย่อมทำความคุ้นเคยได้ง่าย”
องค์หญิงหลิงฉีรีบเดินออกมาด้านนอกกวาดสายตามองหาองค์ชายหยางเทียน หากไม่พบเห็น
“องค์ชายประทับที่ใดเมื่อครู่ยังเห็นแว่บๆ อยู่เลย”นางรำพึงออกมาก่อนจะออกเดินเพื่อค้นหาองค์ชายหยางเทียน
ปลีกตัวมาที่มุมที่ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าใดหลี่เมิ่งหรูจึงพบที่เหมาะที่ศาลาเล็กแห่งหนึ่งในสวน นางนั่งลงก่อนจะเปิดฝากล่องออกและหยิบชาร้อนถ้วยหนึ่งที่ใส่มาในถ้วยชาใหญ่ให้ถึงสองถ้วยขึ้นมาจิบนางต้องหลับตาพริ้มกับรสชาติและกลิ่นหอมของชา ก่อนจะค่อยๆลืมตาและเริ่มหยิบขนมหวานในกล่องมาละเลียดชิมทีละอย่าง ทุกคำที่นางกัดและเคี้ยวหลี่เมิ่งหรูต้องหลับตาซาบซึ้งกับรสชาติของขนมหวานที่ลงตัวอย่างยิ่งเมื่อจิบชาตามไปด้วย ความอร่อยยิ่งทบทวียามนี้นางจึงทราบชัดเจนแล้วว่าเหตุใดร้านชาลี่ถังลี่มี่จึงมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนักและยังไม่มีร้านชาใดเทียบเทียมได้
หลี่เมิ่งหรูนั่งรับประทานชาและขนมหวานอย่างเพลิดเพลินท่ามกลางลมราตรีที่พัดเบาๆจนเย็นสบายห่างออกไปไม่ไกลเป็เทียนหอมหลายอันที่จุดไว้รายรอบให้แสงสว่างแก่สถานที่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเทียนหอมโชยมาตามลม นางสูดกลิ่นหอมทั้งจากชา ขนมหวานและเทียนหอมอย่างมีความสุข บรรยากาศรื่นรมย์อย่างยิ่ง
ตุ้บบบ
เสียงของบางอย่างหล่นลงที่พื้นทำให้หลี่เมิ่งหรูลืมตาขึ้นทันทีจึงได้พบเห็นกล่องไม้ที่ใส่ชาและขนมหวานนั้นคว่ำอยู่ที่พื้น ชาร้อนหกหมดสิ้นขนมหวานที่เหลือในกล่องเละเทะหกเปื้อนพื้นจนหมดสีหน้าของนางทอแววเสียดายชัดเจนก่อนจะเงยหน้ามอง หากเพียงสบตากับคนที่ปัดกล่องขนมของนางลงพื้นหลี่เมิ่งหรูก็ต้องพูดไม่ออกและยังต้องรีบยืนขึ้นอย่างสำรวม
“พี่สาวหลิงฉี” นางเรียกแ่เบา
“ผู้ใดเป็พี่สาวเ้าข้าไม่เคยมีน้องสาว”
เสียงขององค์หญิงหลิงฉีดังไม่ใช่น้อยสะกิดความสนใจของเซียนบุรุษผู้หนึ่งที่ออกมาเดินเล่นในสวนด้านนอก เซียนบุรุษนี้เดินมายังทิศทางที่ได้ยินเสียงก่อนจะพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่างสูงสง่าหลบอยู่หลังเงามืดของต้นไม้ใหญ่ จับตามองเหตุการณ์ที่อยู่ห่างตนเองไปไม่ไกล
“ขออภัยเพคะ องค์หญิงหลิงฉี”นางต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน
“งานเลี้ยงอยู่ด้านนั้น แต่เ้ากลับหลบมาอยู่ตรงนี้มานั่งรอให้เซียนบุรุษใดมองเห็นเ้ากระมัง ไร้ยางอายนัก”
“ไม่ใช่นะเพคะ ข้าเพียงหาที่เงียบๆนั่งรับประทานเท่านั้น”
“เฮอะ ที่เงียบๆ หากข้าเชื่อคำเ้าข้าคงโง่เต็มที เ้าตั้งใจมานั่งรอเซียนบุรุษ คงหวังจะให้มีใครรับเ้าเป็สนมกระมังยังไม่ทันปักปิ่น ก็ให้ท่าบุรุษเสียแล้ว ไม่ต่างจากมารดาเ้าจริงๆ”
“องค์หญิงหลิงฉี ท่านกล่าวเกินไปแล้วข้ามิได้เป็เช่นที่ท่านกล่าว มารดาข้าก็มิได้เป็ ท่านกล่าวหาข้าและมารดาเช่นนี้แล้วตัวท่านเล่า มาเดินอะไรแถวนี้ ในเมื่อท่านกล่าวว่าข้ามาให้ท่าบุรุษ แล้วท่านล่ะมาให้ท่าบุรุษเช่นกันกระมัง” หลี่เมิ่งหรูโต้กลับอย่างโกรธเคือง
เพียะ—
เสียงตบหน้าดังขึ้นทันทีใบหน้าของหลี่เมิ่งหรูสะบัดตามแรงตบก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้นแก้มขาวผ่องข้างหนึ่งปรากฏรอยแดงห้านิ้วชัดเจน
“สามหาว ! เป็แค่ลูกสนมริอาจมาตีฝีปากกับข้า ช่างไม่ประมาณตัว จำใส่สมองของเ้าให้ดีอย่าได้สร้างเื่เสื่อมเสียให้เผ่ากิเลนเด็ดขาด และอย่ามาให้ท่าบุรุษเช่นมารดาเ้า”
กล่าวจบแล้วองค์หญิงหลิงฉียกเท้าเหยียบขยี้ลงที่ข้อเท้าข้างหนึ่งของนางโดยแรง
“โอ๊ยยยยย” หลี่เมิ่งหรูร้องออกมา
มองเห็นหลี่เมิ่งหรูน้องสาวต่างมารดา ร้องออกมาด้วยความเ็ป เท้ายิ่งเหยียบขยี้แรงกว่าเดิมหากหลี่เมิ่งหรูไม่ร้องอีกแล้ว นางได้แต่เม้มปากอย่างอดทน
“ชิส์”องค์หญิงหลิงฉีสบถออกมาอย่างไม่พอใจก่อนจะสะบัดหน้าจากไป
หลี่เมิ่งหรูนิ่งอึ้งนางเจ็บไปทั้งกายและใจ ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอน้ำตาไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่ หากมือขาวผ่องปาดเช็ดมันอย่างรวดเร็ว มือลูบคลำข้อเท้าที่ถูกเหยียบครู่หนึ่งค่อยมาคลำแก้มข้างที่ถูกตบนางนั่งนิ่งอย่างพยายามข่มกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างเต็มที่ครู่ใหญ่จึงค่อยเป็ปกติ
มือขาวผ่องเก็บข้าวของที่ตกหล่นจนเรียบร้อยก่อนจะวางกล่องนั้นไว้บนโต๊ะหินในศาลายกมือร่ายเวทครู่หนึ่งและวาดฝ่ามือเหนือรอยเปรอะเปื้อนบนพื้น รอยเปื้อนนั้นจึงหายไปอดไม่ได้ที่จะต้องลูบคลำข้อเท้าที่ถูกเหยียบอีกครั้งก่อนจะค่อยๆพยุงตนเองให้ลุกขึ้น
ข้าควรทำอย่างไรดีถ้ากลับเข้าไปในงานตอนนี้ ทุกคนก็จะเห็นรอยแดงที่แก้มแล้วข้าจะบอกกับผู้อื่นว่าอย่างไร นางครุ่นคิดอย่างกังวล
พลันมีมือหนึ่งยื่นตลับหยกมาอยู่ที่เบื้องหน้าหลี่เมิ่งหรูจ้องมองอย่างแปลกใจก่อนเหลียวมองเ้าของมือและตลับหยกนี้หากนางกลับมองเห็นไม่ชัดเจนเพราะเขาหันหลังให้แสงจันทร์ทำให้ใบหน้าของเขาอยู่ในเงามืดทราบเพียงว่าเขาช่างสง่างามนัก สง่างามจนนางประหม่าไปหมดนึกรู้ได้ทันทีว่าบุรุษตรงหน้าสมควรเป็เซียนผู้สูงศักดิ์สักคน
“นี่เป็โอสถแก้รอยช้ำเ้าทาเสียก่อน รอยแดงจะได้หายไป แล้วทาต่ออีกสองสามวันแก้มที่บวมของเ้าจะหายเป็ปกติ รอยช้ำที่ข้อเท้าก็เช่นกัน” บุรุษผู้นี้บอกกล่าวน้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มนวลและสุภาพยิ่งนัก นางคาดเดาไม่ออกเลยว่าเขาเป็ผู้ใด
“ขอบคุณเ้าค่ะ”นางยื่นมือไปรับตลับหยกนั้นก่อนจะเปิดมันออกและทาโอสถนั้นที่แก้มของตน
ััของโอสถบอกนางว่านี่เป็โอสถชั้นเลิศอย่างยิ่งเพราะัันั้นช่างละเอียดเนียนนุ่ม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของสมุนไพรที่ใช้ปรุงมันขึ้นมา
“เ้านั่งลง”เขาบอกกล่าวก่อนจะหยิบตลับยามาจากมือของนาง หลี่เมิ่งหรูนั่งลงบนเก้าอี้หินในศาลาอย่างงุนงง
มือใหญ่ยื่นมาจับข้อเท้าของนางไว้เบาๆก่อนจะถอดรองเท้าปักของนางออก
“ท่านเซียน อย่าเ้าค่ะ ข้าทาเองได้”นางร้องห้ามอย่างใ ยื่นมือมาจับมือของเขาไว้
“ไม่เป็ไร เื่เล็กน้อยเ้าทาเองไม่ถนัดเท่าใดดอก ข้าช่วยทาให้จะดีกว่าจะได้ดูด้วยว่าข้อเท้าเ้าเป็อะไรมากหรือไม่” เขาบอกกล่าวอย่างไม่ใส่ใจทำให้นางจำต้องชักมือกลับ สีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
เขาถอดถุงเท้าผ้าของนางออกมือเปิดตลับยา ใช้นิ้วป้ายยามาทาที่รอยแดงที่ข้อเท้าของนางจนทั่ว เขาลงน้ำหนักที่ปลายนิ้วเล็กน้อยเพื่อนวดให้ยาซึมเข้าผิวได้ดีครู่หนึ่งรอยแดงช้ำจึงค่อยๆ ลดลงถุงเท้าผ้าถูกสวมใส่ให้ตามด้วยรองเท้าปักคู่สวยของนาง
“เรียบร้อยแล้ว” เขาบอกออกมา มือขาวผ่องคว้าจับมือเขาไว้ก่อนจะใช้ชายกระโปรงของตนเช็ดทำความสะอาดมือของเขาจนเรียบร้อย
“ขอบคุณนะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไร” บอกแล้วเขาจึงยื่นตลับยาให้นาง
“เอ่อ...แล้วข้าจะคืน...”
“ไม่ต้องคืนดอก เ้าเก็บไว้ใช้เถิดนี่ไม่ใช่โอสถล้ำค่าอะไร ข้าปรุงมันขึ้นมาเมื่อใดก็ได้”เขากล่าวพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้หินอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆ นาง
“ขอบคุณเ้าค่ะ เอ่อ...ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีนามใดข้าจะได้รู้จักผู้มีพระคุณ”
เห็นเขานิ่งไปครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยปาก“เรียกข้า หยางไท่”
ที่แท้ท่านเซียนผู้นี้เป็เผ่าันางนึกในใจ นั่นเพราะเผ่าัสายตรงทุกคนจะใช้แซ่หยางทั้งสิ้น
“แล้วเ้าล่ะ มีนามใด”
“ข้า หลี่เมิ่งหรู เ้าค่ะ”
“เ้าเป็บุตรสาวของาากิเลนหลี่เหอ?”น้ำเสียงของเขาแสดงความแปลกใจ
“เ้าค่ะ แต่ข้าเป็บุตรของจิวเจี๋ยยวี๋จิวอิงเ้าค่ะ ไม่ได้เป็บุตรขององค์ราชินี”
“เช่นนั้น นางเซียนที่ตบหน้าและเหยียบข้อเท้าเ้าคือผู้ใด”
“นางคือองค์หญิงหลิงฉี บุตรของราชินีกิเลนเจียวเหม่ยเ้าค่ะ”นางบอกเสียงแ่
มองเห็นเขาพยักหน้าอย่างคล้ายจะนึกออก
“ในเมื่อเ้าไม่ได้ทำผิดเช่นที่นางกล่าวหาก็อย่าปล่อยให้นางระรานเ้าเช่นนี้ มิฉะนั้นนางก็จะถืออำนาจกระทำกับเ้าเช่นนี้ตลอดไป” เขาบอกกล่าวเชิงสั่งสอน
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะธรรมเนียมของเผ่ากิเลน บุตรหลานของสนมไม่อาจตอบโต้บุตรหลานของราชินีได้แค่ข้าต่อปากต่อคำกับนาง เมื่อกลับถึงแดนอีสานแล้ว องค์ราชินีย่อมต้องลงโทษให้ข้าอดอาหารสามวันและไปนั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนสามวันสามคืนเ้าค่ะ”
เห็นเขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ“แล้วหลังจากเ้ารับโทษแล้ว เ้าจะทำอย่างไรต่อไป”
“กลับบูรพานิรันดร์เ้าค่ะทางบูรพานิรันดร์ให้นักเรียนหยุดเรียนได้เจ็ดวันเพื่อมาร่วมงานเลี้ยงของเทียนจวินและพักผ่อนอีกยี่สิบปีข้าก็จะสำเร็จการศึกษาจากที่นั่นแล้ว”
“ยามนี้เ้าอายุเท่าใด” เขาถามอย่างสงสัย
“สองหมื่นเก้าพันเก้าร้อยแปดสิบปีเ้าค่ะเมื่อข้าสำเร็จจากบูรพานิรันดร์ก็จะถึงพิธีปักปิ่นของข้าพอดี...เอ่อ...ถ้าท่านเซียนไม่รังเกียจที่ข้าต่ำต้อยข้า...เอ่อ...ขอเชิญท่านมาเป็เกียรติในพิธีปักปิ่นของข้าได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิ เมื่อถึงพิธีปักปิ่นของเ้าข้าจะไป” เขาตอบรับอย่างไม่ลังเล
“แล้วข้าจะส่งเทียบเชิญให้ท่านที่ใดเ้าคะ”นางถามกลับด้วยความดีใจ
*** ถ้าเราให้อะไรกับใครแล้ว "มันไม่มีค่า"สู้เราเก็บเอาไว้ดีกว่า
เวลาเราให้คำแนะนำกับคนที่เค้า "ไม่อยากได้"เค้าเรียกว่า "เสือก" ครับ
ให้ "เงิน" คนที่เค้ายังไม่อยากได้รับเงินเราเค้าเรียกว่า "ดูถูก" ครับ
ให้ "ความรัก"กับคนที่เค้าไม่มีใจ"เค้าเรียกว่า "รำคาญ" ครับ
ฉะนั้นเนี่ย "การให้"เป็สิ่งที่มีค่า แต่ถ้าให้คน "ผิดที่-ผิดเวลา" คุณค่ามันจะ "หมด"ไปทันที
ผู้เขียนหยิบยืมมาจากคำพูดของอ.จตุพล ชมภูนิช ***