รันเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการเล่นแร่แปรธาตุโดยหลงลืมเวลาดั่งเช่นเคย อาจเป็เพราะพลังของเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้โลกที่ทำให้เขาเป็เช่นนี้ ด้วยความที่เขามีพลังชีวิตไม่สิ้นสุดจึงทำให้เขามีความกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆที่ตนเองสนใจโดยไม่ใส่ใจกาลเวลาที่ผ่านไป
ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี รันก็สามารถเข้าใจหลักการการเล่นแร่แปรธาตุของโลกนี้ได้เกิน 90% แล้ว ซึ่งเกินเกณฑ์พื้นฐานสำหรับการนำไปใช้ได้จริง และที่เขาใช้เวลาเรียนรู้ได้เร็วกว่าศาสตร์อื่นๆต้องขอยกความดีความชอบให้กับความรู้จากโลกเดิมของเขา เขาจึงสามารถนำหลักการของมันมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ นั่นคือวิชาเคมีในระดับปริญญาตรีนั่นเอง มันเป็หลักสูตรภาคบังคับที่วิศวกรทุกคนจำเป็ต้องเรียนรู้
ด้วยเหตุนี้รันจึงสามารถเริ่มโปรเจคการสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกเวทมนตร์ได้อย่างเป็ทางการ เริ่มแรกเขาต้องแยกส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ออกเป็ส่วนๆ ได้แก่
หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)
หน่วยความจำหลัก หรือหน่วยจัดเก็บข้อมูล (Hard disk หรือ SSD)
หน่วยความจำสำรอง หรือหน่วยความจำชั่วคราว (RAM)
หน่วยจ่ายพลังงาน หรือพาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)
ส่วนที่เหลืออันได้แก่ เมนบอร์ด การ์ดจอ(Graphic card) หน้าจอ ส่วนอินพุต/เอาต์พุต เมาส์ คีย์บอร์ด และอื่นๆไว้ค่อยทำทีหลัง เพราะแค่การวิจัยสี่ส่วนหลักนี้ก็ทำให้รันกับกุมขมับแล้ว เมื่อคิดว่าเขาต้องเริ่มวิจัยพวกมันจากศูนย์ รันไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากับมันมากเท่าไร จึงเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะวิจัยส่วนอื่นๆนอกเหนือจากนี้
เมื่อวางแผนโปรเจคเสร็จรันก็เดินไปที่โกดังเก็บของเพื่อหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน มีสิ่งต่างๆที่น่าสนใจมากมายภายในโกดังแห่งนี้ มันมีทั้งแร่และวัสดุที่เขาคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในที่เดียวกัน มันเป็ของพิเศษที่มีเฉพาะในโลกเวทมนตร์แห่งนี้เท่านั้น การหาข้อมูลและการวิจัยสิ่งเหล่านี้ก็สำคัญเช่นกัน มันอาจจะช่วยให้โปรเจคของเขาดำเนินไปในทิศทางที่ง่ายมากขึ้น โดยไม่ยึดติดกับหลักการบางอย่างในโลกเดิมของเขา เพราะนี่คือโลกเวทมนตร์ไม่ใช่โลกแห่งวิทยาศาสตร์
เวลาได้ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันมีทั้งความเบื่อหน่าย ความสนุกสนาน ความผ่อนคลาย และความเครียดจากงานวิจัยในเวลาเดียวกัน อารมณ์เหล่านี้หมุนวนสลับกันไปมาอย่างลงตัว ไม่ได้ทำให้ชีวิตของรันต้องทุกทรมานหรือกดดันเหมือนงานในบริษัทที่เขาเคยทำ อาจเป็เพราะว่านี่คือสิ่งที่เขาเลือกเองและเป็สิ่งที่เขาอยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกบังคับให้ต้องทำเพราะภาระหน้าที่แต่อย่างใด
70 ปีต่อมา ในที่สุด ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกเวทมนตร์ก็ถือกำเนิดขึ้น ใช่แล้วมันคือ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ คอมพิวเตอร์ธรรมดาแต่อย่างใด หลังจากที่รันประกอบคอมเครื่องแรกได้เป็ผลสำเร็จ เขาก็หาได้พอใจกับมันไม่ เพราะความช้าไม่ทันใจวัยสรุ่นเืร้อนอย่างเขา แต่เอ๊ะไม่ใช่ว่าเขามีอายุเกิน 60 ปีแล้วหรือ แต่ช่างมันเถอะ เอาเป็ว่าพลังการคำนวนของมันยังไม่เป็ที่น่าพอใจสำหรับเขา ผู้ที่แสวงความสมบูรณ์แบบให้กับผลงานของตน
ดังนั้นรันจึงเริ่มวิจัยการสร้างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงเวลาปัจจุบัน และเขาก็สามารถสร้างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทำให้เขาพึงพอใจได้เป็ผลสำเร็จ พลังการคำนวณของมันมากถึง 500 ล้านครั้ง(คำสั่ง)ในหนึ่งวินาที แน่นอนว่าหากมันไปอยู่ในโลกเก่าของเขามันต้องติดท็อป 10 อันดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่แรงที่สุดในโลกอย่างไม่มีปัญหา
แล้วจะไม่ให้เขาพึงพอใจกับมันได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนี้คือผลงานที่เขาสร้างสรรค์มันขึ้นมาด้วยตัวเขาเองเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้มันจะใช้เวลาถึง 70 ปีก็ตาม แต่ใครจะสน เวลา 100 ปีที่นี่ก็เท่ากับ 1 ปีในโลกข้างนอกเอง
แต่เมื่อพูดถึงเวลา แล้วตอนนี้รันอายุเท่าไรแล้วนะ น่าจะ 121 ปีเห็นจะได้ นี่เขากลายเป็คุณทวดไปั้แ่เมื่อไรกัน!! ไม่เห็นจะรู้ตัวเลย กาลเวลาช่างโหดร้ายเสียจริง แม้ว่าร่างกายของเขาจะยังดูหนุ่มเหมือนคนอายุ 24-25 อยู่ก็ตาม แต่การที่มีคนมารู้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีอยู่ลึกๆ ในหัวใจดวงน้อยๆของเขา ลองคิดดูสิถ้ามีสาวหน้าตาดีมาเรียกคุณว่าคุณปู่คุณทวดแล้วคุณจะรู้สึกอย่างไร นี่มันแย่ชะมัด แต่ถ้าเขาไม่บอกอายุจริงก็ไม่น่าจะมีใครรู้นี่จริงไหม?
นั่นเป็ความคิดที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นรันยังคงเป็ชายหนุ่มอายุ 24 ปีตลอดกาล เข้าใจตรงกันนะ….อิอิ
ในขณะที่รันกำลังยุ่งอยู่กับการเขียนโค้ดบนหน้าจอคอมขนาดใหญ่ ท่ามกลางกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร สูง 2 เมตร วางเรียงต่อกันถึง 50 กล่อง กินพื้นที่กว่า 100 ตารางเมตรภายในห้องวิจัยใต้ดิน และแน่นอนว่ากล่องเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของรันนั่นเอง เขากำลังเขียนโปรแกรมสร้าง AI อย่างที่เขาได้ตั้งเป้าไว้ในตอนแรก แต่ขณะนั้นเองก็ได้มีเสียงอันนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังเข้ามาให้หัวของรันอีกครั้ง
“สวัสดี เ้าเด็กน้อย..ไม่สิ ตอนนี้เ้าน่าจะอายุเกิน 100 ปีแล้ว ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาวของโลกนี้แล้ว ข้าคงเรียกเ้าเป็เด็กน้อยไม่ได้แล้วสิ เอาล่ะข้าขอกล่าวทักทายเ้าอีกครั้ง หนุ่มน้อยรัน ผู้กอบกู้ของเรา ในที่สุดเราก็มีโอกาสได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง ตลอดหนึ่งร้อยปีมานี้ที่ข้าได้เข้าสู่การหลับไหล เ้าเป็อย่างไรบ้าง ข้าหวังว่าเ้าจะสบายดี”
อาคาเซียกล่าวทักทายรันโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว นั่นทำให้เขาถึงกับสะดุ้งเพราะจิตใจกำลังจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า รันจึงกล่าวด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งเล็กน้อย
“อื่ม…ไม่รู้สิ ผมก็คงสบายดีอย่างที่เห็น ยินดีด้วยกับการกลับมาของคุณ ท่านอาคาเซียต้นไม้โลกแห่งปัญญา อันที่จริงมันยังไม่ถึง 100 ปีอย่างที่คุณเพิ่งกล่าว มันเพิ่งผ่านมาแค่ 97 เองนะ เหลืออีกตั้ง 3 ปีแหนะ กว่าจะครบ 100 ปี” รันยิ้มกล่าวแบบกวนๆเล็กน้อย ยังไงซะ การที่มีคนคุยด้วยก็ดีกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
อาคาเซียเองก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับท่าทีแบบนั้นของรันเช่นกัน เธอยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
“ดีแล้วที่เ้าสบายดี ข้าคิดว่าเ้าอาจจะกลายเป็บ้าหรือสติไม่สมประกอบไปเสียแล้ว เมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็เวลากว่าร้อยปี ข้าเข้าใจดีว่าเผ่ามนุษย์นั้นค่อนข้างอ่อนแอในเื่นี้ ไม่เหมือนสองเผ่าอย่างเอลฟ์และดวอร์ฟที่มีอายุขัยและความทะนงตนสูง ทำให้พวกเขาสามารถอยู่คนเดียวเป็เวลาร้อยๆพันๆปีได้โดยไม่มีปัญหา
ในขณะที่มนุษย์นั้นผ่านไปแค่ 10 ปีก็เริ่มมีปัญหาแล้ว ผลกระทบอย่างแรกคงหนีไม่พ้นการสร้างนิสัยในการชอบคุยกับตัวเอง เพื่อป้องกันความเหงาความโดดเดี่ยวที่คอยกัดกินจิตใจของตนโดยธรรมชาติ การที่ข้าเห็นว่าเ้าสบายดีนั้นทำให้ข้ามีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
สมแล้วที่เป็ผู้กอบกู้โลกของเรา หากแค่จิตใจของตนยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะให้ข้าคาดหวังถึงการเอาชนะแมลงผู้ทำลายล้างโลกได้อย่างไรจริงไหม? ว่าแต่ตลอดร้อยปีมานี้เ้าทำอะไรไปบ้าง ได้เรียนรู้สิ่งที่สเตฟานมอบให้เ้าแล้วหรือยัง? เขาหวังเป็อย่างสูงที่ความรู้ของเขาจะสามารถช่วยเ้าบรรลุาครั้งนี้ได้”
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------