เวยวั่งซูกับซินหรูอี้เดินทางมาถึงจวนตระกูลอ๋าวแล้วก็ต้องทำตาโต เฉพาะกำแพงหน้าจวนตระกูลอ๋าวก็พื้นที่ยาวตลอดถนนสายหนึ่งในเมืองหลงเทียนได้แล้ว พื้นที่ด้านหลังจวนยังมีูเาเล็กๆ อยู่อีกหนึ่งลูก ซึ่งน่าจะอยู่ในอาณาเขตของตระกูลอ๋าวที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลงเทียนอย่างแน่นอน
ในคราวแรกคนเฝ้าประตูทำสีหน้ารังเกียจพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อซินหรูอี้แจ้งความประสงค์ว่าจะมาขอพบคุณชายสี่อ๋าวหลวนหลง บุรุษวัยกลางคนก็รีบเชื้อเชิญให้ไปรอด้านในโดยที่มีเด็กหนุ่มอีกคนรีบวิ่งไปแจ้งกับคุณชายสี่ทันที
“อ๋าวหลวนหลงผู้นี้เป็คุณชายสี่แต่ได้รับความเกรงใจไม่น้อย ข้าว่าเขาก็คือท่านเซียนหลวนหลงไม่ผิดตัวแน่แล้วล่ะหรูอี้ สกุลใหญ่เช่นนี้อย่างไรคงไม่ได้ความสำคัญกับคุณชายลำดับหลังๆ ถึงเพียงนี้หรอกหากไม่เป็เพราะคนผู้นั้นมีความสามารถสูงพอ”
เวยวั่งซูกล่าวจบก็ต้องขมวดคิ้วมองหน้าสตรีข้างกายด้วยความฉงน เพราะเวลานี้ซินหรูอี้กำลังปิดปากหัวเราะจนตาปิดพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง
“เป็ท่านนี่เองวั่งซู”
อ๋าวหลวนหลงคนเดิมไม่มีสหายนอกจวน เขามั่นใจเต็มที่ว่าคนที่มาขอพบย่อมเป็เซียนคนใดคนหนึ่งที่ลงจากแดน์มาพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าเป็เวยวั่งซูชายหนุ่มก็ยิ่งดีใจ เพราะอีกฝ่ายฝึกฝนเคล็ดวิชาน้ำแข็งส่วนตัวฝึกฝนในสายเทพัน้ำ วิชายุทธ์และการบำเพ็ญเพียรหลายอย่างมีพื้นฐานคล้ายคลึงกันมากจึงได้พบหน้ากันเป็ประจำบนแดน์
“หลวนหลง เ้า..”
“ฮ่าๆๆ ข้ากลั้นขำไม่ไหวแล้ว!! ขออภัยด้วยท่านเซียน คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้เห็นท่านในรูปลักษณ์เช่นนี้” ซินหรูอี้ปากไวตามเคยและไม่คิดสงวนกิริยา
นางไม่ได้รู้จักกับอ๋าวหลวนหลงมาก่อน แต่ก็ได้เห็นเขาในวันที่อีกฝ่ายยืนหน้าชาอยู่กลางฝูงชนเพราะท้อ์ของเขาหายไป ท่านเซียนหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำน่าเกรงขามเวลานี้กลับกลายเป็เด็กหนุ่มร่างบางมีความสูงพอๆ กับตนเท่านั้น
“หรูอี้!! เ้าอย่าเสียมารยาท! หลวนหลงเ้าอย่าถือสานางเลย นางก็เป็เช่นนี้ล่ะแต่นางเป็คนจริงใจ”
“ไม่เป็ไรพี่ชาย ข้าเห็นเงาสะท้อนของตนเองในคราวแรกก็ยังอดเวทนาตัวเองไม่ได้เช่นกัน ว่าแต่นางคือ..”
“ข้าซินหรูอี้ ฝึกฝนในสายสรรพสัตว์มีเสียงจิ้งหรีดเป็อาวุธ เ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวแล้วล่ะหนุ่มน้อย”
ซินหรูอี้ยังคงยิ้มเล็กยิ้มน้อยหยอกเย้าเด็กหนุ่มหน้ามนตรงหน้าอย่างนึกสนุก แต่พอเห็นใบหน้าเชิดหยิ่งสมฉายาที่ได้ยินมาจากข้างนอก หญิงสาวก็ต้องลอบเบ้ปากไปเล็กน้อย
“ที่แท้ท่านก็เปลี่ยนแค่เพียงรูปกาย นิสัยท่านก็คงหยิ่งทะนงเหมือนเช่นที่ข้าเคยเห็นยามอยู่บนแดน์ดังเดิม”
อ๋าวหลวนหลงไม่ได้โต้ตอบ เขาไม่ได้มีเจตนาจะดูิ่ผู้ใด แต่ด้วยการฝึกฝนอันเป็เอกลักษณ์ของวิชาเทพัผู้ยิ่งใหญ่ ตนจึงคุ้นชินกับท่าทางเช่นนี้
“เราสองคนตั้งแซ่กันขึ้นมาเองเพื่อให้เหมือนกับคนอื่นๆ เขา ยามนี้ข้าแซ่เวย”
“พี่ชายเวยกับพี่สาวซิน ข้าเข้าใจแล้ว พวกท่านเชิญที่เรือนพักข้าก่อนเถิด”
“จริงสินะแล้วทูต์ฝูซีที่มากับเ้าด้วยเล่า? เขามีหน้าตาเป็อย่างไร?” ซินหรูอี้เบิกตาโพลงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เขาเหมือนเดิมทุกประการ ก็มีเพียงข้านี่กระมังที่ต้องปรากฏตัวในรูปลักษณ์ใหม่เช่นนี้”
“เ้าอย่าเสียใจไป ก่อนหน้านี้เราได้พบท่านเซียนเป่าเป้ยมาแล้ว นางควรจะมีอายุ 35 ปีด้วยซ้ำแต่กลับมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัย 10 ขวบ” ซินหรูอี้พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้สุดแรงจนหน้าแดงก่ำ
“พวกท่านมีโอกาสได้พบกับเซียนท่านอื่นๆ แล้วเช่นนั้นหรือ? พวกเขาเป็อย่างไรบ้าง แล้วได้ข่าวเซียนน้อยเหยาจีบ้างหรือไม่?”
“เดี๋ยวเราไปคุยกันที่เรือนของเ้าจะดีกว่า ฝูซีจะได้ฟังไปพร้อมกันเลยทีเดียว” เวยวั่งซูลดเสียงลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบ่าวไพร่ในจวนสกุลอ๋าวหลายคนเดินเข้ามาใกล้แล้ว
………
“การเดินทางของเราสองคนจากเมืองหยุ่นไห่ทางชายทะเลมาถึงเมืองหลงเทียนผ่านเมืองอื่นมาถึงสามเมือง และได้พบกับท่านเซียนเป่าเป้ยเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เป็เพราะนางเป็บุตรีเยาว์วัยอันเป็ที่รักของสกุลเจียง นางจึงไปไหนมาไหนกับบิดาตลอดและได้รับรู้ข่าวสารมาไม่น้อย” เวยวั่งซูเริ่มเล่าเื่ราวที่ได้พบมา
“ทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนพบว่าหลายตระกูลใหญ่เริ่มฝึกฝนและพัฒนาระดับการฝึกฝนกันอย่างรีบเร่ง นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกตนลึกลับที่ไร้ตระกูลหนุนหลังเปิดสำนักหาพรรคพวกเขาร่วมในการฝึกฝนอีกไม่น้อย”
“เป็ธรรมดา มนุษย์ถูกปิดกั้นจากความรู้เื่การบำเพ็ญเพียรมายาวนาน พอมีโอกาสย่อมไขว่คว้าหาความแข็งแกร่งให้กับตน ส่วนท่านเซียนทั้งหลายพวกเขามีความทรงจำครบถ้วนทุกประการการฝึกฝนฟื้นตัวขึ้นมาจึงทำได้รวดเร็วและไม่ยากเท่าใด”
อ๋าวหลวนหลงมีประสบการณ์จากเื่นี้โดยตรง ที่เขาฝึกฝนก้าวหน้าได้รวดเร็วจนนำหน้าพี่ชายใหญ่ก็เป็เพราะประสบการณ์การบำเพ็ญที่ทำมายาวนานจึงรวบรวมสมาธิและจิตใจได้ดีกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่เช่นนั้นด้วยร่างของอ๋าวหลวนหลงคนเดิมที่มีทะเลปราณขนาดใหญ่ผิดปกติ ก็ยากนักที่จะก้าวหน้าขึ้นมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“แล้วเป่าเป้ยได้ยินข่าวของเหยาจีกับสี่เสินบ้างหรือไม่?”
“ยังไม่มีผู้ใดได้ข่าวของทั้งสองคนเลยท่านฝูซี แต่ข้ามีสถานที่หนึ่งที่คิดว่าเราจะต้องตามหา แต่เวลานี้มีเื่อื่นที่เราต้องใคร่ครวญกันให้ดีเสียก่อน” เวยวั่งซูเปิดเผยสีหน้าลำบากใจออกมาเล็กน้อย
“มา! ข้าเล่าเอง หากพวกท่านรอฟังจากเขากว่าจะคุยกันจบก็คงจะค่ำมืดไปเสียก่อนแน่” ซินหรูอี้ส่ายหน้ารำคาญใจ เป็เพราะเวยวั่งซูเป็พวกที่ต้องคิดก่อนพูด ดังนั้นกว่าเขาจะเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งก็ต้องรออยู่หลายอึดใจเลยทีเดียว
“เราชักชวนเป่าเป้ยให้มาหาท่านด้วยกัน แต่นางกลับบอกว่าสกุลของนางให้ความเคารพและบูชาเทพแห่งปลาหลี่ฮื้อ ตำราฝึกฝนบำเพ็ญก็เป็เพียงการปกปักรักษาและเสริมพลัง หากสกุลใหญ่ที่บ่มเพาะในสายโจมตีมารุกรานสกุลของนางจะเดือดร้อน ดังนั้นเวลานี้สกุลเจียงก็กำลังปรึกษากันเพื่อเข้าร่วมกับตระกูลใหญ่สักตระกูล นางจึงคิดจะฝึกฝนการบำเพ็ญเพื่อชีวิตรอดของตน ยังไม่อาจออกมาติดตามท่านได้”
“นี่ล่ะปัญหาที่แท้จริง ในเมื่อสกุลเจียงได้รับรู้ข่าวสารเช่นนี้ สกุลต่างๆ ก็ย่อมคิดได้เช่นกัน ท่านเซียนที่ลงมาพร้อมกับพวกเรากลุ่มที่ไม่มีพลังโจมตีก็จะวิ่งเข้าหากลุ่มที่แข็งแกร่ง สร้างสำนักและพรรคขึ้นมาใหม่และอีกไม่นานพวกเขาอาจต่อสู้ชิงความเป็ใหญ่กันเองด้วยซ้ำ”
ฝูซีถอนหายใจแ่เบา นี่คือจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกทั้งสามภพออกจากกัน และดูเหมือนว่ามันกำลังจะวนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
“เหลวไหล!! พวกเขาเคยสาบานต่อหน้ามหาเทพมู่ซีว่าจะให้ข้าตัดสินใจเื่การตามหาเมล็ดพันธุ์ท้อ์และจะติดตามข้า เวลานี้ถึงกลับกล้าคิดตระบัดสัตย์!!”
“เป็เพราะบนแผ่นดินนี้ไม่มีผู้ใดรู้จักต้นท้อ ไม่มีใครเคยเห็นผลท้อ ทุกคนจึงเชื่อว่าเหยาจีไม่อาจปลูกท้อ์บนแดนมนุษย์ได้เป็แน่ คำสาบานของพวกเราเป็เพียงการยินยอมให้ท่านตัดสินใจในเื่ต้นท้อที่ปลูกสำเร็จ ในเมื่อไม่มีต้นท้อ พวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องตามหาเหยาจี และหลงระเริงกับการเป็ตัวตนที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น”
อ๋าวหลวนหลงขมวดคิ้วแน่น นึกไปถึงเมื่อครั้งที่สกุลอ๋าวทำพิธีบูชาเทพัรวมทั้งเซ่นไหว้ศาลบรรพชน ตนเองก็พยายามหาผลท้ออยู่เช่นกัน เพราะในแดน์เพียงผลท้อธรรมดาก็เป็สัญลักษณ์แห่งความเป็มงคลที่จะต้องมีในทุกพิธีอยู่แล้ว
“สกุลอ๋าวของท่านนับว่าเป็หนึ่งในสายฝึกฝนด้านการโจมตี แต่กลับปิดตัวเงียบจึงไม่มีผู้ใดมาขอเข้าร่วมน่ะสิ! ท่านต้องวางแผนใหม่แล้ว เพราะหากท่านไม่สู้ก็ไม่แน่ว่าท่านอาจถูกกำจัดออกจากพวกเซียนบ้าพลังทั้งหลาย” ซินหรูอี้เท้าเอวปรายตามองฝูซีด้วยสายตาตำหนิ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝูซีผู้รอบรู้ดีจึงไม่แนะนำหลวนหลงให้ป้องกันตัว
“ใช่ว่าฝูซีไม่เตือน แต่เป็ข้าเองที่ดูเบาความคิดของเหล่าเซียนมากเกินไป พวกเราทุกคนรู้กันดีอยู่แก่ใจถึงาที่ทำให้สามภพต้องตัดขาด จึงคิดว่าทุกคนเพียง้าฝึกฝนและจะอยู่กันอย่างสันติเหมือนอย่างบนแดน์”
“บน์มีมหาเทพทั้งสามอยู่เบื้องบน อีกชั้นหนึ่งก็ยังมีเหล่าทวยเทพคอยดูแล แล้วเซียนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะกล้าคิดการใหญ่ได้เช่นไร แต่บนแดนมนุษย์เพียงแค่รวบรวมลมปราณได้ก็ถูกเรียกว่าเป็ผู้แข็งแกร่งแล้ว นับประสาอันใดกับพวกเราที่สามารถฝึกฝนก้าวหน้าได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสามารถยืนอยู่ในจุดสูงสุดของแดนมนุษย์ได้เลยนะ”
“เช่นนั้นข้าคงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับทายาทในตระกูลอ๋าวใหม่เสียแล้ว พวกเ้าไปพบผู้นำตระกูลกับข้า” อ๋าวหลวนหลงมองไปที่ฝูซี เวยวั่งซู ซินหรูอี้ และสุดท้ายก็มาหยุดที่หูกุ้ย เป็ทำนองว่าเด็กหนุ่มก็ต้องติดตามเขาไปด้วย