บัลลังก์แห่งดวงดาว
ตอนที่ 1 ทาสผู้รู้มากเกินยุค
ฟ้าสีดำสนิทปกคลุมเมืองหยุนนานราวกับผ้าคลุมศพ
ดวงจันทร์หลบหลังเมฆหนาราวกับไม่อยากเป็พยานในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นข้างล่าง แสงคริสตัลสีฟ้าอ่อนๆ ที่แขวนอยู่ตามเสาถนนส่องสว่างเพียงพอให้มองเห็นหน้ากันเท่านั้น แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ใจบางคนอบอุ่น.. แสงของมันกระพริบเป็จังหวะช้าๆ ตามรอบพลังงานที่หมุนเวียนอยู่ภายในผลึก ทำให้เงาของผู้คนบนถนนกระดุกกระดิกราวกับมีชีวิตเป็ของตัวเอง
ลมยามค่ำพัดพาฝุ่นผงจากตลาดล่างขึ้นมา ปะปนกับกลิ่นอาหารทอดและน้ำในท่อที่เน่าเหม็นเป็เอกลักษณ์ของย่าน...ทาส กลิ่นนั้นเกาะติดตามเสื้อผ้าและผม ฝังลึกจนชำระล้างไม่มีวันออก ราวกับย่านนี้้าให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาจดจำว่าตนเคยมาที่นี่ เคยเดินผ่านกรงที่ขังมนุษย์ ที่ยังมีลมหายใจในอากาศเดียวกับคนที่ถูกตีราคาเป็ตัวเลข
ตลาดทาสแห่งเมืองหยุนนานไม่ได้หยุดพักแม้ในยามค่ำคืน
แผงขายมนุษย์เรียงรายสองฝั่งถนนหลัก แต่ละแผงมีกรงไม้ขนาดใหญ่วางซ้อนกันเป็ชั้น ไม้ที่ใช้ทำกรงเป็ไม้เนื้อแข็งสีเข้มจากป่าทางตอนเหนือ แข็งแรงพอที่จะทนต่อหมัดของทาสที่สิ้นหวัง แต่บางพอที่จะให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าข้างใน ข้างในกรงมีคนนั่งอยู่ในท่าทางต่างกันไป บ้างก็เหม่อลอยมองความว่างเปล่า บ้างหัวก้มกอดเข่า บ้างนอนขดตัวราวกับพยายามทำให้ร่างกายเล็กลงจนหายไปจากโลก โดย…ไม่มีใครสบตากัน
เพราะในที่นี่ การ สบตาคือสัญญาณของปัญหา เมื่อ สบตากับผู้ซื้อหมายถึงการท้าทาย หาก สบตาทาสด้วยกันหมายถึงความผูกพัน และความผูกพันคือสิ่งที่ย่านนี้ไม่ต้อนรับ สายตาทุกคู่ที่นี่มีราคา ถูกบ้างแพงบ้าง แต่ไม่มีคู่ไหนฟรี
หลิงเซิน เดินผ่านแผงขายทาสแห่งที่สามด้วยท่าทางเกร็งๆ เหมือนคนที่ไม่คุ้นกับสถานที่แห่งนี้ ซึ่งมันก็ไม่คุ้นจริงๆ นั่นแหละ
เธอเป็สาวน้อยอายุสิบหก ผมดำยาวถึงเอวที่รวบไว้หลวมๆ ด้วยริบบิ้นผ้าสีฟ้าซีดเส้นเดียว — ริบบิ้นที่เคยเป็ของแม่ ใบหน้ายังมีความอ่อนเยาว์อยู่ แต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีร่องรอยของการนอนไม่หลับมาหลายคืน ชุดที่สวมเป็ชุดสำหรับออกนอกบ้านสีน้ำเงินเข้มตัดเย็บอย่างดี แต่ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นว่ามีรอยปะที่ข้อศอกขวา — ร่องรอยของตระกูลที่เคยเป็ผู้ลากมากดี แต่ตอนนี้กำลังถดถอย มือขวาของเธอกำถุงเหรียญคริสตัลจนข้อนิ้วขาว (กลัวจะหายนั่นหละ) เหรียญข้างในกระทบกันเบาๆ ทุกครั้งที่เธอก้าวเดิน เสียงนั้นเป็ทั้งกำลังใจและคำเตือน — นี่คือทุกอย่างที่เธอมี
“แปดร้อยเหรียญ” เธอนับในใจเป็ครั้งที่สาม ต้องประหยัดให้ดี ถ้าซื้อแพงเกินไปเดือนนี้จะไม่มีเงินจ่ายค่าวัตถุดิบให้สมาคม และถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าวัตถุดิบ คะแนนก็จะถูกหักอีก เฮ้ยยย เธอบ่นพึมพัมเบาๆ
คะแนนของเธอถูกหักมากพอแล้ว
"สาวน้อย สาวน้อย !" พ่อค้าทาสวัยกลางคนที่มีพุงย้อยและจมูกแดงก่ำจากสุรายื่นตัวออกมาพาดบนลูกกรง เรียกด้วยน้ำเสียงเหนียวๆ ราวกับน้ำผึ้งที่ทิ้งไว้จนเหม็นบูด "มาดูสินค้าชั้นดีไหม? เพิ่งนำเข้าใหม่จากจังหวัดเหนือ แข็งแรง ขยัน ราคาพิเศษสำหรับลูกค้าสาวน้อยอย่างเ้า"
หลิงเซินขมวดคิ้ว หันหน้าหนีด้วยแก้มบุ๋มเล็กน้อย แต่ก็ยังเดินเข้าไปดู เพราะเธอ้าคนที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เลือกตามอารมณ์ พี่สาวได้สั่งไว้ชัดเจนว่า " ซื้อคนที่ทำงานได้ ไม่ใช่คนที่น่าสงสาร" และหลิงเซินก็ตั้งใจจะทำตามอย่างเคร่งครัด แม้หัวใจจะไม่ค่อยเห็นด้วยมากนักก็ตาม
กรงแรก — ชายฉกรรจ์สี่คน กล้ามโตน่าใช้งาน แต่ตาขุ่นมัวและมีรอยแผลเก่าเป็ทางยาว รอยแผลบนใบหน้าบอกว่าพวกเขาเคยเป็นักสู้ และรอยแผลที่ข้อมือนั่นบ่งบอกว่าพวกเขาเคยพยายามหนี ตาที่ขุ่นบอกว่าร่างกายยอมแพ้แล้ว แต่ใจยังไม่ อืม.เก็บไว้ก่อน คงมีปัญหามากกว่าคำว่าคุ้ม
กรงสอง — เด็กชายสองคนอายุสิบสองสิบสาม ผอมจนเห็นซี่โครง นั่งกอดเข่ามองหลิงเซินด้วยตาโตเหมือนลูกกวาง เด็กคนเล็กกว่ามีน้ำมูกแห้งติดอยู่ที่จมูก เสื้อขาดจนเห็นไหล่ที่มีรอยฟกช้ำ หลิงเซินรู้สึกเหมือนมีมือบีบหัวใจ แต่เธอกัดฟันแน่น ขืนซื้อมาตอนนี้ดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะดูแลคนอื่นได้อย่างไร
เธอเดินผ่านไป และ พยายามที่จะไม่มอง
กรงสาม — หลิงเซินหยุดเดิน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งพิงผนังกรงด้านหลัง ขาเหยียดตรง แขนพาดบนเข่าอย่างสบายๆ ราวกับกำลังนั่งพักในสวนสาธารณะ เหมือนไม่ได้อยู่ในกรงทาส อายุราวสิบหกสิบเจ็ด ผมดำยาวระดับคอที่ไม่ได้รวบ ตกมาปิดหน้าผากเล็กน้อย หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาจนสะดุดตา แต่มีเส้นสายของใบหน้าที่คมชัด — คิ้วตรง จมูกสันสูง ริมฝีปากบาง ผิวขาวละเอียดเกินกว่าจะเป็คนใช้แรงงาน
รูปร่างของเขาสูงโปร่ง แต่ผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้า ชุดที่สวมเป็ผ้าไหมสีเทาที่เคยมีราคา ตอนนี้เก่าแล้วและมีรอยขาดที่ชายเสื้อ แต่ยังพอเห็นได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็ชุดของคนมีฐานะ ข้อมือซ้ายมีรอยไหม้เก่าเป็วงกลม — ร่องรอยของวงจรพลังงานที่ะเิย้อนกลับ สิ่งที่วิศวกรวงจรทุกคนเห็นแล้วจะจำได้
แต่สิ่งที่ทำให้หลิงเซินหยุดไม่ใช่รูปร่างหน้าตา ไม่ใช่ชุดที่เคยดี ไม่ใช่แม้แต่รอยไหม้ที่ข้อมือ
มันคือดวงตาของเขาดวงตาสีดำลึกที่กำลังจ้องมองเพดานกรงอย่างสงบ ไม่ใช่ความสงบของคนยอมแพ้ ไม่ใช่ความสงบของคนที่หมดหวัง แต่เป็ความสงบของคนที่กำลังคิด ทบทวน — คำนวณบางอย่างที่มองไม่เห็น ราวกับเพดานไม้ผุพังข้างบนไม่ได้มีอยู่จริง และสิ่งที่เขามองเห็นอยู่นั้นอยู่ไกลออกไปกว่าที่ตามนุษย์ธรรมดาจะเข้าถึงได้ ไม่มีความกลัว ไม่มีความหวัง ไม่มีความสิ้นหวัง มีเพียงความสงบที่เย็นะเื ราวกับผิวน้ำในบ่อลึกที่ไม่เคยมีลมพัดถึง คนนี้เหมือนไม่ได้อยู่ในกรง หลิงเซินคิดโดยไม่รู้ตัว เขาแค่ยอมอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น…ความคิดนั้นทำให้เธอขนลุก แต่ก็ทำให้เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่ง
"อ๋อ.. นั่น" พ่อค้าทาสเดินมาเคียงข้างหลิงเซิน พยักหน้าไปที่กรงด้วยท่าทางเหมือนกำลังชี้ของตกแต่งบ้านที่ขายไม่ออก "เซียนหยู บุตรตระกูลเซียน วิศวกรวงจรชั้นสูง ตระกูลล่มสลายเมื่อสองปีก่อน ถูกจับขายมาเป็ทาสั้แ่นั้น"
"วิศวกรวงจร?" หลิงเซินเลิกคิ้วสูง ความสนใจของเธอถูกจุดขึ้นทันที "ฟังดูดีใช่ไหมละสาวน้อย" พ่อค้ายักไหล่ แล้วก็เกาคางที่มีหนวดแค่สามเส้น "แต่พลังงานในร่างกายมันหายไปเกือบหมดจากอุบัติเหตุ เหลือแค่ร่องรอยบางๆ ที่ทำอะไรไม่ได้มาก เท่ากับว่าเหลือแต่ความรู้ ซึ่งก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้ถ้าสร้างวงจรด้วยมือเปล่าไม่ได้ เหมือนช่างไม้ที่ไม่มีมือ"
เขาเปลี่ยนท่า ยืนพิงกรงด้วยข้อศอก ท่าทางเหมือนกำลังเล่าเื่ที่ท่องจำมาจนขึ้นใจ
"เ้านายเก่าเคยซื้อไปตั้งสองคน" พ่อค้าถอนหายใจแบบเวอร์วังมาก "คนแรกส่งคืนมาภายในสามวัน คนที่สองคืนมาภายในหนึ่งวัน ทั้งสองบอกเหมือนกัน — มันไม่ยอมทำอะไรที่ตัวเองคิดว่า..." เขาเอียงตัวเข้ามาหาหลิงเซิน ลดเสียงลงเหมือนเล่าความลับ "...ต่ำกว่าศักดิ์ศรี" พ่อค้าลอบมองหลิงเซิน เพื่อดูปฏิกิริยาของนาง
หลิงเซินอดไม่ได้ฮืมออกมา ดูเหมือนว่าแม้แต่ทาสยังมีรสนิยมสูง เธอมองกลับไปที่ชายหนุ่มในกรง ตอนนี้เขาเปลี่ยนจากมองเพดานมาเป็มองปลายนิ้วตัวเอง — นิ้วเรียวยาวที่ขยับเป็จังหวะเหมือนกำลังวาดอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นบนอากาศ
ตลอดเวลาที่พ่อค้าเล่าเื่ของเขา เขาไม่หันมามองสักครั้ง เหมือนเื่นี้ไม่เกี่ยวกับเขา เหมือนเสียงพูดทั้งหมดเป็เพียงเสียงลมตด..ที่พัดผ่าน
"ราคา?" หลิงเซินถามสั้นๆ
"พันสองร้อย"
ตัวเลขนั้นเหมือนเอากำปั้นทุบอก หลิงเซินรู้สึกว่าถุงเหรียญในมือเบาลงทันทีแม้ยังไม่ได้จ่าย แต่เธอไม่แสดงออก ใบหน้าของเธอนิ่งราวกับหินแกะสลัก เพราะพี่สาวสอนไว้ว่า "อย่าให้คนขายเห็นว่าเ้าอยากได้ เพราะถ้าเขาเห็น ราคาจะขึ้นอีกร้อยเหรียญก่อนที่เ้าจะพูดคำต่อไป"
"แปดร้อย" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับกำลังบอกว่าอากาศดี พ่อค้าทาสทำหน้าใจนแทบล้มจากกรงที่พิงอยู่ "นี่ๆ สาวน้อย! นั่นมันราคาขาดทุนนะเฟ่ย! ค่าอาหารของมันยังไม่คุ้มเลย!"
"แปดร้อยห้าสิบ และข้าจะไม่ต่ออีก" หลิงเซินจ้องตาพ่อค้าตรงๆ ดวงตาที่ดูอ่อนเยาว์มีความแน่วแน่ที่ไม่เข้ากับวัย "ข้ารู้ว่าเ้าเลี้ยงมันมาสองเดือนแล้วไม่มีใครซื้อ ค่าอาหารวันละสิบเหรียญ สองเดือนก็หกร้อย แปดร้อยห้าสิบถือว่าเ้ายังได้กำไรพอสมควร"
พ่อค้าทาสเปิดปากค้าง ชายมือดันคางที่ห้อยลงกลับเข้าที่ มองหลิงเซินอีกครั้งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป — จากมองลูกค้าเด็กสาวกลายเป็มองนักต่อรองที่ต้องระวัง
"เ้ารู้ได้ไง—"
"ฟันของเขาสะอาด" หลิงเซินชี้ไปที่เซียนหยูในกรง "หมายความว่าเ้าให้อาหารดีพอสมควร ไม่ใช่เศษขนมปังแห้ง นั่นแปลว่าเ้าลงทุนกับเขา เพราะหวังว่าจะขายได้ราคา แต่สองเดือนแล้วไม่มีใคร ข่าวว่าเ้านายเก่าคืนมาสองรายทำให้ชื่อเสียงของสินค้าเสีย ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งขาดทุน"
พ่อค้าทาสปิดปาก ขยับปาก แล้วก็ยักไหล่แบบยอมแพ้ ยื่นมือออกมา "ตกลง"
ตลอดการต่อรอง ชายหนุ่มในกรงไม่หันมามองสักครั้ง
แต่มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย — เล็กจนแทบไม่มีใครเห็น
สัญญาทาสถูกทำขึ้นด้วยวงจรพลังงานพิเศษ
พ่อค้าหยิบแผ่นกระดาษวงจรสีแดงเข้มขนาดฝ่ามือจากลิ้นชักใต้โต๊ะ กระดาษนั้นหนากว่ากระดาษทั่วไป ทำจากเปลือกไม้เงินที่ชุบสารละลายคริสตัล บนกระดาษมีเส้นวงจรสีทองอ่อนที่ซับซ้อนวาดไว้เป็ลวดลายวงกลมซ้อนกัน กลิ่นฉุนของสารเคมีโชยออกมาเมื่อเขาเปิดออก
"ประทับ ฝ่ามือขวา ทั้งสองฝ่าย" พ่อค้าสั่ง
หลิงเซินยื่นฝ่ามือออก กระดาษถูกกดประทับลง เมื่อพลังงานไหลเข้า เธอรู้สึกเหมือนมีไฟจิ้มที่กลางฝ่ามือ ร้อนวูบ แล้วก็เย็นลง อักษรวงจรปรากฏบนิั เป็แผลเป็สีทองอ่อนที่จะมองเห็นได้เมื่อมีแสง — ตราประทับที่บอกว่าเธอเป็เ้าของ
เซียนหยูยื่นมือออกมาจากกรงที่ถูกเปิดแล้ว ท่าทางของเขาในการยื่นมือนั้นสง่างามอย่างประหลาด ราวกับกำลังส่งนามบัตร ไม่ใช่รับตราทาส กระดาษกดลง พลังงานไหลเข้า อักษรปรากฏ
เขามองแผลเป็บนฝ่ามือตัวเองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"ใช้วิชาเก่าที่ล้าสมัยมาควบคุมคน" เขาพึมพำเบาๆ ในระดับที่มีแต่หลิงเซินที่ยืนใกล้ๆ ได้ยิน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดูถูก ไม่ได้โกรธ แค่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่พบสิ่งประดิษฐ์โบราณในพิพิธภัณฑ์แล้วบันทึกไว้ในใจ "วงจรปิดแบบเส้นเดี่ยว ไม่มีแม้แต่ชั้นกรองพื้นฐาน น่าขำดี" หลิงเซินขมวดคิ้ว "เ้าพูดอะไรหนะ?"
"ไม่มีอะไร" เขาหันมามองเธอเป็ครั้งแรก และนั่นคือครั้งแรกที่สายตาทั้งสองปะทะกัน สายตาที่จ้องตรงเข้ามา ไม่ถอย ไม่โน้มลง ราวกับเขาไม่ได้รู้ว่าทาสควรจะก้มหน้าต่อหน้าเ้าของ หรือรู้แต่ไม่แยแส ดวงตาสีดำลึกนั้นมองเธอราวกับกำลังอ่านหนังสือ — ไม่ใช่มองหน้า แต่มองผ่านหน้าเข้าไปข้างใน ประเมิน จัดหมวดหมู่ สรุปผล ทั้งหมดในเวลาไม่ถึงสองวินาที ทำให้หลิงเซินรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้า — ไม่ใช่ทางกาย แต่เป็ทางความรู้สึก ราวกับทุกความลับ ทุกความกลัว ทุกความหวังที่เธอซ่อนไว้ถูกหยิบออกมาวางบนโต๊ะ….เธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย
"หลิงเซิน ใช่ไหม?" เขาถาม เสียงทุ้มต่ำกว่าที่คาดจากรูปร่างที่ผอมบาง เธอถึงกับตาโต "เ้ารู้จักข้าด้วย?"
" ตระกูลหลิง ทำค้าการขายชั้นกลาง ธุรกิจวงจรพลังงานที่กำลังถดถอย สาขาในย่านท่าเรือปิดไปเมื่อปีก่อน เหลือสาขาหลักสาขาเดียว" เขาพูดราวกับอ่านจากบันทึก "สาวน้อยอายุสิบหกที่ออกมาซื้อทาสคนเดียวกลางคืน ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีรถม้า ถุงเหรียญเล็กเกินไปสำหรับตระกูลที่มั่งคั่ง แต่เสื้อผ้าตัดเย็บดี ริบบิ้นเป็ผ้าไหมแท้แม้จะซีด" เขายักไหล่ "ไม่ยากที่จะเดา"
หลิงเซินเปิดปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง หลายคำพูดวิ่งผ่านหัวพร้อมกัน — ใครให้สิทธิ์เ้าวิเคราะห์ข้า, เ้าไปรู้ข่าวมาจากที่ใด, เ้าช่างน่ากลัว ชิ — แต่สุดท้ายสิ่งที่ออกมาจากปากคือเพียงเสียงกัดฟันกรอดๆ เธอกำถุงเหรียญที่เบาลงแล้วหลังจากจ่ายเงินแปดร้อยห้าสิบ เหลือเหรียญกระทบก้นถุงเพียงไม่กี่เสียง
" เดินตามมา" เธอสั่งสั้นๆ แล้วหันหลัง
เสียงฝีเท้าตามมาข้างหลัง เงียบและสม่ำเสมอเกินกว่าทาสใหม่ควรจะเป็ ทาสใหม่มักเดินสะดุดเพราะไม่ชินกับการเดินตาม มักเดินช้าเพราะขาสั่น มักเดินเร็วเกินเพราะกลัว แต่เสียงฝีเท้านี้ราบเรียบราวกับกำลังเดินเล่นในสวน หลิงเซินไม่หันไปมอง แต่หลังของเธอรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาตลอดทาง คฤหาสน์ตระกูลหลิงตั้งอยู่ย่านกลางของเมืองหยุนนาน ไม่หรูหราเหมือนคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ที่มีป้อมยามและสวนน้ำพุ แต่มีศักดิ์ศรีในแบบของตัวเอง กำแพงหินสีเทาสูงราวสามเมตร เก่าแก่พอที่จะมีตะไคร่เกาะตามซอกหิน แต่ยังแข็งแรง ป้ายตระกูลสีทอง เลือนรางแขวนอยู่เหนือประตูสลัก อักษร " หลิง" เคยเป็สีทองสุกปลั่ง แต่ตอนนี้สีจืดจางลงจนเกือบกลืนไปกับไม้ ราวกับตระกูลนี้กำลังค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำของเมือง
หลิงเซินไม่ไปที่ประตูหน้า เธอเลี้ยวซ้ายไปตามกำแพง แง้มประตูเล็กที่ข้างกำแพงเข้าไปก่อน หันมากวักมือให้เซียนหยูเดินตามเข้ามา " คืนนี้มีคนนอนหลับกันหมดแล้ว" เธอกระซิบ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเหมือนเสียงจิ้งหรีด " ข้าจะพาเ้าไปที่ห้องก่อน พรุ่งนี้ค่อยแนะนำกับพี่สาว อย่าทำเสียงดังหละ"
เซียนหยูก้าวตามเข้ามาในสวนหลังโดยไม่พูดอะไร แต่เขาหยุดเดินชั่วขณะหนึ่ง มองรอบๆ ด้วยสายตาที่ประเมิน — สายตาแบบเดียวกับที่เขาใช้มองเธอเมื่อครู่ สวนขนาดกลาง มีต้นไม้เก่าแก่สองต้นที่กิ่งก้านแผ่กว้างจนเกือบชนกันเหนือทางเดิน ใบไม้สีเขียวเข้มแทบดำในแสงกลางคืน บ่อน้ำเล็กๆ อยู่ตรงกลาง คริสตัลแสงสีน้ำเงินอ่อนลอยอยู่ใต้น้ำ ปล่อยแสงนวลให้เห็นปลาตัวเล็กๆ ว่ายไปมา ม้านั่งหินที่สีจางลงจากการใช้งานนานวางอยู่ใกล้บ่อ มีร่องรอยของคนนั่งจนหินเว้าลง สวนนี้ไม่ได้สวยงาม แต่มันมีร่องรอยของความรัก — ของคนที่เคยดูแล เคยรดน้ำ เคยนั่งอ่านหนังสือบนม้านั่งหินจนเว้า
" เป็ที่บ้านดี" เซียนหยูพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงใจ ไม่ใช่คำชมแบบเลื่อนลอย แต่เป็การบอกข้อเท็จจริงตามที่เขาเห็น
หลิงเซินหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครชมบ้านนี้มานานแล้ว คนทั่วไปเห็นแค่กำแพงเก่า สวนที่ไม่ได้ตัดแต่ง ป้ายที่สีจาง แต่เธอไม่แสดงออก เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย
"ไปทางนี้ ห้องของเ้าอยู่ที่นั่น" " ห้อง" ที่เธอชี้คือโรงเก็บของด้านข้างครัว… เซียนหยูเปิดประตูไม้เก่าๆ ที่บานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งตรงธรณีประตู มองห้องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าห้องน้ำ หม้อกระทะและถุงข้าวซ้อนกันเต็มมุมหนึ่ง เครื่องเทศแขวนอยู่บนคานเพดานต่ำจนต้องก้มหัว ใยแมงมุมตกแต่งมุมเพดานราวกับม่านผ้าโปร่ง ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเตียง มีเพียงรอยแตกเล็กๆ ที่ผนังด้านขวาที่ส่องแสงดาวเข้ามาเป็เส้นบางๆ
กลิ่นอับชื้นของข้าวเก่าและเครื่องเทศเกาะอยู่ในอากาศ หนาจนแทบจับต้องได้ เขาหันมามองหลิงเซิน หลิงเซินยืนที่ประตู มือกอดอก ทำสายตาท้าทาย คางยกขึ้นเล็กน้อย ท่าทางเหมือนคนที่เตรียมพร้อมสำหรับการโต้เถียง " มีปัญหาอะไรไหม?"
เธอคาดว่าเขาจะบ่น คาดว่าจะได้ยินคำว่า " ต่ำกว่าศักดิ์ศรี " ที่พ่อค้าเล่า คาดว่าจะต้องเถียงกันอีกครั้งกับทาสที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
"ไม่มี" เขาตอบสั้นๆ แล้วก้าวเข้าไปในห้อง ไม่มีคำบ่น ไม่มีเสียงถอนหายใจ ไม่มีแม้แต่การเปลี่ยนสีหน้า เขาก้าวเข้าไปในโรงเก็บของที่มีกลิ่นอับราวกับกำลังก้าวเข้าห้องพักโรงแรมชั้นดี
ประตูปิดลงเบาๆ หลิงเซินยืนอยู่นอกประตูครู่หนึ่ง
เธอมองประตูไม้เก่าที่เพิ่งปิด ไม้ผุพังจนมีรอยแยกตรงกลาง แสงจากภายในห้องไม่ส่องออกมาเพราะไม่มีแสงให้ส่อง ใบหน้าที่กำลังจะกลับไปนิ่งเฉยนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ขึ้นมาชั่วพริบตา เหมือนเมฆเล็กๆ บังดวงจันทร์แว่บหนึ่งแล้วผ่านไป
เธอรู้สึกผิด นิดหน่อย แต่ก็แค่นิดหน่อย เท่านั้น เพราะบ้านนี้ไม่มีห้องว่าง ห้องรับแขกถูกแปลงเป็โกดังเก็บสินค้าไปแล้ว ห้องของเธอเล็กจนแทบหมุนตัวไม่ได้ ห้องพี่สาวเป็ทั้งห้องนอนและห้องทำงาน และห้องพ่อแม่ — ห้องนั้นไม่มีใครเข้าั้แ่เจ็ดปีก่อน
ไม่มีที่ให้ เธอบอกตัวเอง ไม่ใช่ไม่อยากให้ เธอพยักหน้าให้ตัวเอง กวาดผมออกจากหน้า แล้วเดินกลับเข้าตัวบ้าน
เที่ยงคืนแล้ว.. แสงดาวส่องผ่านรอยแตกที่ผนัง ตกลงบนใบหน้าของเซียนหยูที่นอนตาเปิดกว้างอยู่บนพื้นไม้ เขาจัดเครื่องเทศและถุงข้าวให้เรียบร้อยจนมีพื้นที่นอนพอตัว ใช้ถุงข้าวถุงหนึ่งเป็หมอน ห้องร้อน กลิ่นอับ แต่เขาไม่รู้สึกรำคาญ ไม่ใช่เพราะชินกับความลำบาก แต่เพราะจิตใจของเขากำลังอยู่ที่อื่น ห้าหมื่นปีข้างหน้า แล้วเขาหลับตาลง ในความมืดเื้ัเปลือกตานั้น ภาพของห้องแล็บควอนตัมปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า ห้องทดลองสีขาวสะอาดที่มีเครื่องมือวัดค่าพลังงานขนาดเท่าตึก จอโฮโลแกรมที่ลอยอยู่กลางอากาศ เสียงฮัมต่ำๆ ของเครื่องปฏิกรณ์ควอนตัมที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา กลิ่นโอโซนจากพลังงานที่หมุนเวียน
แล้วก็เสียงะเิ ตูม!!!!
แสงสีขาวจ้าที่กินทุกสิ่ง เสียงกรีดร้องของเครื่องวัดค่าที่เกินขีดจำกัด ความร้อนที่ละลายทุกอย่างในรัศมีสิบเมตร ความเ็ปที่มากเกินกว่าสมองจะประมวลผล แล้วก็ความมืด ความมืดที่ยาวนานราวกับนิรันดร์ แล้วเขาก็ตื่นมาในร่างเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด ในยุคที่มนุษย์คิดว่าการวาดวงจรพลังงานบนกระดาษคือ "เทคโนโลยีชั้นสูง" สองปีผ่านไปแล้วั้แ่ตื่นมา สองปีที่ร่างกายนี้ถูกขาย ถูกคืน ถูกขายอีก เขาเรียนรู้ว่าโลกนี้มีระบบพลังงานจากคริสตัลที่ฝังอยู่ในแผ่นดิน เรียนรู้ว่า " วิศวกรวงจร" คือผู้ที่วาดรูปแบบเฉพาะลงบนตัวกลางเพื่อบังคับพลังงานให้ทำงาน เรียนรู้ว่าพลังงานในร่างกายเดิมของร่างนี้สูญเสียไปจากอุบัติเหตุจนเกือบหมดสิ้น
แต่ความรู้ — ความรู้จากห้าหมื่นปีข้างหน้า — ยังอยู่ครบถ้วน ความรู้เกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตัม ทฤษฎีสนามรวม การไหลของพลังงานในระบบปิด อนุภาคพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็จักรวาล — ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในสมองที่มีร่างกายอ่อนแอ เหมือนน้ำทะเลทั้งมหาสมุทรถูกบีบอัดลงในขวดแก้วใบเดียว
และ " วงจรพลังงาน" ที่คนยุคนี้ภูมิใจ — สำหรับเขา มันเป็เพียงรูปแบบดั้งเดิมของสิ่งที่ในยุคของเขาเรียกว่า "สมการการไหลของพลังงาน" เป็เวอร์ชันที่ง่ายที่สุด หยาบที่สุด เหมือนเด็กอนุบาลเรียนนับเลข
เขาถอนหายใจเบาๆ เปิดตามองรอยแตกที่ผนัง แสงดาวส่องเข้ามาเป็เส้นบางๆ ทอดยาวผ่านห้องมืด ไปจบที่ผนังตรงข้าม
ก็ดี เขาคิด อย่างน้อยดาวก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน ดวงดาวก็ยังคงเป็ดวงดาว แสงที่ส่องมาถึงตอนนี้อาจเป็แสงจากล้านปีก่อน — หรืออาจเป็แสงจากยุคของเขา ความคิดนั้นทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
คืนแรกในบ้านตระกูลหลิง — ในโรงเก็บของที่มีกลิ่นอับ บนพื้นไม้ที่แข็งกว่าเตียงหิน เซียนหยูหลับไปพร้อมกับเสียงจิ้งหรีดนอกกำแพง และเสียงลมที่พัดผ่านรอยแตกที่ผนัง เขาไม่ฝันถึงอะไร เพราะความฝันเป็สิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนที่ความจริงซับซ้อนมากพอแล้ว ในห้องนอนชั้นบน หลิงเซินก็นอนไม่หลับเช่นกัน
เธอนอนตะแคง มองแสงคริสตัลข้างเตียงที่ส่องสว่างเรื่อเรือง หนังสือวงจรพลังงานเล่มที่เธอต้องอ่านจบก่อนพรุ่งนี้วางเปิดอยู่ข้างหมอน ตัวอักษรเล็กๆ เต้นระบำบนหน้ากระดาษเพราะตาเธอเริ่มพร่า แต่ใจของเธอไม่ได้อยู่กับหนังสือ ใจของเธออยู่ที่โรงเก็บของข้างครัว ที่ชายหนุ่มผมยาวตาดำลึกนอนอยู่ ชายที่รู้ว่าเธอเป็ใครก่อนที่เธอจะเปิดปาก ชายที่นั่งในกรงทาสด้วยท่าทางของกษัตริย์ ชายที่พ่อค้าบอกว่า " ทาสจอมดื้อ" แต่เธอรู้สึกว่า — คำนั้นไม่ถูก เขาไม่ได้ดื้อ เขาแค่... ไม่ยอม และเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมความคิดนั้นถึงทำให้เธอรู้สึกว่า แปดร้อยห้าสิบเหรียญนั้นอาจเป็เงินที่ใช้ได้คุ้มค่าที่สุดในชีวิต หรืออาจเป็เงินที่ใช้ผิดที่สุด
เธอก็ยังไม่รู้ แต่เธอจะรู้เร็วๆ นี้ อืมม ช่างมันก่อน
— จบตอนที่ 1 —
แดนนิยาย — ดินแดนที่ทุกเื่ราวเริ่มต้น
ติดตามตอนอื่นๆก่อนใครได้ที่ www.danniyay.com