บทที่ 25 เก็บกระเป๋าจากไป
จากความทรงจำ เธอไม่เคยทำตัวสนิทสนมกับเขาขนาดนี้มาก่อน
มู่จือเหยียนยื่นนิ้วชี้แตะที่หน้าผากของเธอเบา ๆ แล้วถอยห่างออกไปครึ่งเมตร
“ลู่จิ่นเนี่ยน เธอกินยาผิดหรือไง?”
เธอขยิบตาเบา ๆ แกล้งเซไปมาสองสามที ไอสองสามครั้ง แสร้งทำเป็อ่อนแอ “แล้วทำไมคุณถึงกลับดึกขนาดนี้ เพราะรู้ใช่ไหมว่าฉันป่วย เลยรีบไปซื้อยามาให้ฉันใช่ไหม?”
เขาชำเลืองมองกู้เยี่ยนหนานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ แล้วกระซิบข้างหูลู่จิ่นเนี่ยนว่า “ฝีมือการแสดงของเธอไม่เลวเลยนี่?”
“แสดงมานาน เลยชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ”
ริมฝีปากของมู่จือเหยียนคลี่ยิ้มเล็กน้อย ลู่จิ่นเนี่ยนไม่ทันสังเกตเห็น แต่กู้เยี่ยนหนานเห็นได้ชัดเจน
“เข้าไปข้างในสิ ฉันมีเื่จะคุยกับคุณหนูกู้”
เขายื่นมือออก ผลักลู่จิ่นเนี่ยนเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็เดินไปหากู้เยี่ยนหนาน
ทั้งสองคนยืนอยู่ข้างนอกประมาณสิบนาที ลู่จิ่นเนี่ยนไม่รู้เลยว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน
ตอนนั้นเธอน่าจะเสียสติไปแล้ว คิดจะเอาคืนศักดิ์ศรีที่เสียไปต่อหน้าคุณหนูกู้ แต่ไม่มีใครร่วมมือ เธอก็ยิ่งอับอายมากยิ่งขึ้น
มองดูพวกเขาไล่เธอออกมาคุยกันสองต่อสอง คงเป็เพราะทั้งคู่ฐานะใกล้เคียงและเหมาะสมกัน ความสัมพันธ์เลยพัฒนาไปเร็ว
ลู่จิ่นเนี่ยนได้ยินเสียงหัวเราะใสของกู้เยี่ยนหนานดังระรื่นราวกระดิ่งเงิน เสียงหัวเราะที่ไร้กังวลแบบนั้น เธอไม่เคยหัวเราะแบบนั้นต่อหน้ามู่จือเหยียนมาก่อน
ก็ไม่แปลก คุณหนูกู้คนนั้นคงจะกลายเป็คุณหญิงคนใหม่ของคฤหาสน์หลังนี้ในไม่ช้า แล้วเขาจะสนใจเธอไปทำไม
ลู่จิ่นเนี่ยนเดินกลับห้องคนเดียว เธอเริ่มเก็บเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของตัวเองทีละชิ้น
กระเป๋าเดินทางใบใหม่ขนาดสามสิบนิ้วก็ซื้อมาแล้ว ใหญ่พอจะรองรับคนได้หนึ่งคน แต่ไม่สามารถใส่ความทรงจำ่เวลาสองปีที่ผ่านมาทั้งหมดของเธอได้
ความทรงจำเกี่ยวกับเขา ความสุขมีเพียงเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความผิดหวังมากมาย
เธอวางของลงในกระเป๋าเดินทาง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมันออกมาอีกครั้ง
ลู่จิ่นเนี่ยนเคยคิดว่า ตราบใดที่เธอแต่งงานกับตระกูลมู่ ก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว
แต่ตอนนี้เธอตระหนักได้ว่า มีช่องว่างขนาดใหญ่ที่เรียกว่าความฝันและความจริง มันอยู่ไกลเกินเอื้อม คล้ายกับผีเสื้อกลางคืนที่บินเข้าหาแสงไฟ
…...
วันรุ่งขึ้น ลู่จิ่นเนี่ยนไม่เห็นมู่จือเหยียนที่บ้าน แต่กลับเห็นเขาจากหนังสือพิมพ์
เขาถูกช่างภาพแอบถ่ายรูป ขณะเดินเคียงข้างกู้เยี่ยนหนานเข้าออกคฤหาสน์หลักของตระกูลมู่
มู่สื่ออินเทอร์แนชันนัลกรุ๊ป แม้ภรรยาของเขาจะไม่ค่อยปรากฏตัวต่อที่สาธารณะ ไม่มีใครรู้ตัวตนของลู่จิ่นเนี่ยน แต่ทุกคนรู้ว่ามู่จือเหยียนแต่งงานแล้ว
ก่อนหน้านี้ มู่จือเหยียนเคยตกเป็ข่าวฉาวกับนางแบบและดาราสาวหลายคน ส่วนใหญ่ล้วนเป็เื่อื้อฉาว ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่หลักฐานชิ้นสำคัญนี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่ามู่จือเหยียนหย่าขาดจากภรรยาของเขา และกำลังหมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลกู้
เมื่อลู่จิ่นเนี่ยนอ่านรายงานข่าว เธอก็รู้สึกขบขันขึ้นไปอีก
คนในตระกูลมู่ถึงกับอดทนรอแทบไม่ไหว ทั้งคู่ยังไม่ได้หย่าร้างอย่างเป็ทางการ กลับรีบร้อนประกาศว่า คนที่จะเคียงข้างมู่จือเหยียนคนต่อไปคือใคร
ต่างจากตอนที่เขาแต่งงานกับเธอเรียบง่ายในอดีต ตอนนี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของตระกูลมู่คงอยากจะตีกลองประกาศให้โลกรู้ ว่ามู่จือเหยียนมีคู่หมั้นที่เหมาะสมแล้ว
“ถ้าเธอฉลาด ก็ควรจะเก็บข้าวของออกไป อย่ามัวแต่พิรี้พิไรอยู่แบบนี้”
เสิ่นเสวี่ยฉินกลับมาถึงบ้าน ก็พูดกับเธออย่างไร้มารยาท
“ไม่ว่ายังไง ตอนนี้ฉันก็ยังเป็ภรรยาของมู่จือเหยียน คุณใจร้อนจัดการเื่อื้อฉาวใหม่ให้เขา รีบร้อนเกินไปแล้ว” ลู่จิ่นเนี่ยนพูด
“ฮึ เธอกับน้องสาวของเธอทำเื่เลวร้ายแบบนั้น ยังคิดจะให้ฉันทำดีกับเธออีกเหรอ? ลู่จิ่นเนี่ยน ฉันไม่ได้ใช้ไม้เรียวไล่เธอออกไป นับว่าฉันให้เกียรติเธอมากแล้ว”
น้ำเสียงของเสิ่นเสวี่ยฉินเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม หลังจากไล่ลู่อวี่ชิวออกไป ความเกลียดชังและความโกรธแค้นทั้งหมดที่มีต่อเื่ปลอมแปลงการตั้งครรภ์ก็ถูกระบายมายังลู่จิ่นเนี่ยน
ลู่จิ่นเนี่ยนรู้สึกเ็ปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งที่ลู่อวี่ชิวทำเื่ไม่ดี ทว่าคนที่เ็ปมากที่สุดก็คือตัวเธอ ทำไมตอนนี้ทุกคนกลับมองว่า ความผิดที่ลู่อวี่ชิวทำลงไปเธอต้องเป็คนรับผิดชอบ?
มันช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ
เธอรู้สึกไม่พอใจและโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“เร็วสิ มัวรอะไรอยู่ล่ะ? ถ้ายังเอาแต่ชักช้า พอจือเหยียนกลับมา อาจจะไม่เหลือความเกรงใจให้เธอแล้ว"
ภายใต้สายตาของเสิ่นเสวี่ยฉิน เธอจำใจต้องเริ่มเก็บข้าวของ
เธอเก็บของเชื่องช้า จนถูกเสิ่นเสวี่ยฉินจ้องด้วยสายตาเ็า
แต่ในใจเธอก็คิดอยู่เสมอว่า ถ้าเขากลับบ้านมาเจอกันอีกสักครั้งก็คงจะดี
แต่เมื่อเขากลับมา เขาก็มาพร้อมกับกู้เยี่ยนหนานจริง ๆ
“จือเหยียน วันนี้ไปเดตกับเยี่ยนหนานสนุกไหม?”
เสิ่นเสวี่ยฉินรีบเข้าไปทักทายอย่างเป็กันเอง เมื่อมองไปที่กู้เยี่ยนหนาน ั์ตาของเธอก็ยิ้มละไมราวดอกไม้บาน ซึ่งต่างจากท่าทีที่เธอปฏิบัติต่อลู่จิ่นเนี่ยนเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
กู้เยี่ยนหนานอายจนหน้าแดง รีบอธิบายว่า “คุณป้า ฉันไม่ได้ไปเดตกับคุณมู่ เราไปทานอาหารกลางวันเพื่อคุยเื่งานต่างหากค่ะ”
ตระกูลกู้และกลุ่มบริษัทมู่มีธุรกิจร่วมกันอยู่แล้ว ตอนนี้กู้เยี่ยนหนานเป็ผู้ประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่าย การที่พวกเขาไปทานอาหารกลางวันด้วยกันวันนี้ จึงเป็ส่วนหนึ่งของการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับธุรกิจจริง ๆ
แต่เสิ่นเสวี่ยฉินกลับหัวเราะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเธอก็ทานอาหารกลางวันด้วยกันเหรอ? อาหารอร่อยไหม?”
กู้เยี่ยนหนานตอบคำถามของเสิ่นเสวี่ยฉินอย่างสุภาพ แต่สายตาของมู่จือเหยียนกลับเหลือบมองไปที่ห้องนอนชั้นบน
“ทำอะไร?”
“อ้อ คนข้างบนกำลังเก็บข้าวของ พวกเธอกำลังจะเซ็นใบหย่า เราคงให้เธอคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว” เสิ่นเสวี่ยฉินหัวเราะเย้ย
มู่จือเหยียนเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา “ผมบอกให้เธอไปตอนไหน?”
“จือเหยียน เป็เธอที่บอกว่าจะหย่ากับลูก แม่ไม่ได้บังคับนะ”
เวลานั้น ลู่จิ่นเนี่ยนได้ยินเสียงจากด้านล่าง แต่เธอก็ยังคงอยู่ในห้อง ไม่ได้ขยับไปไหน
เธอรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้มู่จือเหยียนกับกู้เยี่ยนหนานยืนอยู่ด้วยกัน นึกถึงหัวข้อข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้ ก็เป็อย่างที่พูดจริง ๆ
พวกเขายืนอยู่ด้วยกันแบบนั้น ดูเหมือนครอบครัวเดียวกันมาก
ส่วนเธอ ยังคงไม่เข้ากับคฤหาสน์ที่หรูหราหลังนี้เช่นเดิม
ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันได เธอก็เดาว่าเป็เขา จึงไม่ได้เงยหน้าขึ้น และใส่เสื้อผ้าลงในกระเป๋าเดินทางต่อไป
“วางใจได้ ฉันนัดทนายความให้มาพรุ่งนี้ พอเซ็นชื่อแล้ว คุณจะไปคบกับใครก็ได้ แต่ก่อนที่จะจัดการเื่การหย่าร้างให้เรียบร้อย เราก็ควรจะรักษาหน้ากันไว้บ้าง” เธอพูด
คนในตระกูลมู่ทุกคนรักหน้าตาเกินกว่าสิ่งอื่น ชื่อเสียงว่าเป็คนนอกใจใน่แต่งงาน พวกเขาคงยอมรับไม่ได้
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้พูดอะไร เธอจึงเก็บของต่อไป แล้วพูดกับตัวเองว่า “ฉันรู้ว่าคุณและครอบครัวของคุณคิดมาตลอดว่าฉันแต่งงานกับคุณเพราะหวังสมบัติตระกูลมู่ แต่ถ้าฉันเซ็นใบหย่าแล้ว เงินของคุณ ฉันจะไม่เอาแม้แต่หยวนเดียว”
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูยังคงยืนนิ่ง ๆ มองเธอหยิบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางทีละชิ้น จนกระเป๋าแน่นเต็ม
สิ่งของที่เป็ของเธอ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เธอก็เตรียมจะขนไปให้หมด ส่วนของที่ไม่ใช่ของเธอ เธอก็วางมันทิ้งไว้ทั้งหมด
เธอหยุดจัดกระเป๋า แล้วหันมายิ้มให้เขาอย่างไม่คุ้นเคย “มู่จือเหยียน คุณรู้ไหมว่าทำไมตอนนั้นฉันถึงพยายามทุกวิถีทางที่จะแต่งงานกับคุณ”