Ep 057 :: เพราะความจริงหาได้ง่ายดายดั่งใจหวัง [2]
“เจ้าได้ยินครบถ้วนหรือไม่?”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ลุกจากที่ประทับย่างพระบาทเดินเข้าหาหญิงงามที่นั่งนิ่งอยู่ในศาลาด้านหลัง หยางเฟิ่งปิงนิ่งเงียบตลอดเวลาในการรับฟังบทสนทนาที่หาได้ยืดยาวแต่กลับสั่นคลอนจิตใจทุกถ้อยคำ แม้จะคาดเดาได้แม่นดั่งตาเห็นอยู่แล้ว แต่การมาได้ฟังทุกสิ่งจากผู้ที่คอยควบคุมชีวิตนางและผู้ที่นางเผลอใจหลงรัก ความรู้สึกมันก็ต่างกันมากโข
คนผู้นั้นเหมือนนาง ที่เห็นหน้าที่และผู้อื่นสำคัญกว่าตนเอง อีกทั้งยังเลือกเดินในทางเดียวกัน...
“...หม่อมฉันย่อมได้ยินครบถ้วนเพคะฝ่าบาท”
หญิงงามในอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์คล้ายตัดสิ้นแล้วเรื่องทางโลกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบากว่าทุกครา ร่างเล็กแบบบางยังคงนั่งนิ่งจนดูเปราะบางเหลือคณา
“เหนือการคาดหมายของเจิ้นก็ตรงที่เขามาเพื่อขอยกเลิกราชโองการสมรสของเจ้า แต่นอกเหนือจากนั้นนั่นคือความจริงที่เจ้าควรรับฟังไว้ นี่คือสงครามของวังหลวงที่มีขุนนางทุกคนเป็นผู้เข้าร่วม”
“เรื่องที่หม่อมฉันคือหมากตัวหนึ่งหรือเพคะ?”
หยางเฟิ่งปิงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ที่ได้ชื่อว่าโอรสสวรรค์อย่างมิเกรงกลัวอาญา ดวงตาหงส์ไร้คลื่นอารมณ์หากแต่สงบนิ่งเสียจนน่าประหลาดใจ
“บนโลกใบนี้ไม่ว่าเจ้าหรือเจิ้น ทุกคนล้วนเป็นหมากที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป”
“...”
“แม้กระทั่งตัวเจิ้นเองก็หาใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงสิ่งใดได้”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ย้อนนึกไปถึงเหล่านางสนมเต็มวังหลัง สุรเสียงที่เคร่งขรึมเต็มไปด้วยความทุกข์ตรม หน้าที่ของผู้ที่ได้ชื่อว่าโอรสสวรรค์หาได้มีเพียงการปกครอง และหาได้สามารถกระทำสิ่งใดตามใจตนเองได้
สตรีมากมายที่ไม่ได้รัก แต่จำเป็นต้องรับเข้ามา แม้จะไม่ได้อยากแตะต้อง แต่ก็ต้องแสร้งมอบความโปรดปรานเพื่อถ่วงดุลอำนาจของตระกูลขุนนาง และเพื่อเพิ่มสายเลือดของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้อยู่รอดจนเติบใหญ่เพราะต้องเสี่ยงเจอกับกลอุบายทุกรูปแบบ
ผูกติดตัวเองอยู่กับในวังที่กว้างใหญ่งดงามแต่ไร้อิสระ จมจ่อกับรายงานทั้งจริงเท็จทุกช้าเค่ำ ไม่อาจไปไหน ไม่อาจทำสิ่งใด นอกจากหน้าที่ที่กำหนดเอาไว้ แม้ต้องการเพียงไรก็มิได้ดั่งใจหวัง
หากแต่เขาก็เป็นเพียงคนคนหนึ่ง ที่เมื่อเทียบกับประชาชนทั้งแคว้นแล้ว เขาไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย...
เฟิ่งปิงรับรู้ถึงสายตานั้น สายตาที่ไม่ต่างจากนางในยามนี้...
นางจึงก้มหน้าลงแล้วตัดสินใจถอยกลับ ไม่คิดรุกไล่หรืออาละวาดใส่เขา เนื่องเพราะนางเองก็เคยเป็นคนที่ตำแหน่งสูงที่สุดคนหนึ่งมาก่อน คนที่กำหนดความเป็นไปของผู้อื่นได้...
การสละคนทิ้งไปหนึ่งคนเพื่อปกป้ององค์กรเอาไว้ แน่นอนว่านางย่อมเคยทำมันมาก่อน แม้แต่ยามที่ยังเป็นลูกน้องตัวเล็ก ๆ การเป็นขั้นบันไดให้ผู้อื่นเหยียบขึ้นไปนางก็เคยผ่านมันมาแล้ว
...นางเข้าใจความเป็นไปของโลก
และนางไม่ใช่พวกที่รักตัวเองมากจนถึงขนาดเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวมไม่ได้ ยิ่งในยุคสมัยนี้การเกิดมามีอำนาจและเงินทอง ย่อมมีภาระที่แบกไว้บนบ่าซึ่งแตกต่างจากการลำบากสักนิดแต่ชีวิตเป็นอิสระ
“...หม่อมฉันควรกลับแล้วเพคะ”
“เจิ้นหวังว่าเจ้าจะไม่ทำสิ่งใดอย่างเช่นหนีราชโองการ หากเจ้ายังไม่อยากให้คนทั้งตระกูลต้องหายไปเพราะการกระทำของเจ้า”
เฟยเกาจงฮ่องเต้มิได้ตรัสห้ามหากแต่เอ่ยย้ำอีกหน ร่างแบบบางที่ย่อกายขอกราบทูลลาจึงชะงักเล็ก ๆ แต่แล้วแผ่นหลังที่ดูบอบบางก็เหยียดตรงอย่างแข็งแกร่ง ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดแสนโอหัง
“หม่อมฉันมิได้โง่เขลา ฝ่าบาทอย่าได้เป็นห่วงไปเพคะ”
...นางรับรู้ถึงหน้าที่นี้ของตนตั้งแต่รู้จักแผนผังอำนาจในแคว้นแล้ว นางเตรียมใจและยอมรับมานานเสียจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ที่นางปลดปลงกับชะตาคู่ครองของตัวเอง
...นางในชาติก่อนมิได้เรียนสูง ๆ ไปอย่างเสียเปล่า
หยางเฟิ่งปิงเดินออกจากท้องพระโรง หลังจากปฏิเสธที่จะนั่งเกี้ยว สองขาก็ก้าวเดินออกไปตามทาง สวนดอกไม้นานาพันธ์ุรอบกายไม่ได้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
“เวลานี้องค์ชายรองพำนักอยู่ในวังหลวงหรือไม่?”
“องค์ชายรองเสด็จไปเข้าเฝ้ากุ้ยเฟยเพคะ หากคุณหนูหยางอยากพบหม่อมฉันจะให้คนไปแจ้งเพคะ”
“อืม ช่วยหน่อยนะ”
หยางเฟิ่งปิงพยักหน้ารับ นางกำนัลอาวุโสจึงย่อกายถอยไปสั่งให้นางกำนัลอีกคนไปกราบทูลความประสงค์ของว่าที่ชายารัชทายาทอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ออกปากให้สตรีผู้ที่จะตบแต่งเข้าราชวงศ์ไปนั่งรอที่ศาลาในสวนดอกเหมยกุ้ย
สาวงามผู้ที่ไม่ต่างจากมีอักษรเขียนบนหน้าผากว่ากำลังจะเป็นหนึ่งในราชวงศ์นั่งมองนางกำนัลยกขนมน้ำชามาให้จนภาพตรงหน้าดูวุ่นวายไปหมด
นางอดคิดย้อนเปรียบเทียบกับตอนที่นางตอนเป็นเด็กไม่ได้ว่า การแสดงออกของนางกำนัลเปลี่ยนไปมากเพียงใด เพียงเพราะฐานะที่นางมีกำลังเปลี่ยนไป...
นั่งจิบชาชิมขนมรอไม่ถึงสองเค่อคนที่นางต้องการพบอย่างกะทันหันก็เดินเข้ามาภายในสวน
“องค์ชายรอง...”
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้าอยากพบข้าหรือ?”
มือหนาขยับเข้าไปประคองร่างบางก่อนที่นางจะทันย่อกาย แล้วใบหน้านิ่งเรียบก็เอ่ยต่ออย่างไม่คิดเยิ่นเย้อ เมื่อเป็นเช่นนั้นหญิงสาวก็ไม่คิดเยิ่นเย้อเช่นกัน
“เพคะ หม่อมฉันคิดว่า ‘เรา’ มีเรื่องต้องคุยกันเพคะ”
“ย่อมได้”
เฟยหรงซิ่นสะบัดมือไล่นางกำนัลที่รอรับใช้อยู่รอบข้างให้ถอยห่างจากศาลา นางกำนัลน้อยใหญ่โค้งตัวออกไปยืนในระยะไกลที่สายตามองเห็น แต่หูไม่อาจได้ยินอย่างรู้ความ
เมื่อร่างสูงศักดิ์นั่งลงกับที่ เฟิ่งปิงจึงนั่งตามโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ
ดวงตาหงส์เหลือบมองร่างสูงที่นางไม่ได้พบเจอบ่อยนักอย่างสำรวจ องค์ชายรองในวันนี้เหมาะกับฉายาเด็กโข่งที่นางมอบให้ในสมัยก่อนมากกว่าเดิมเสียอีก ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาช่างเป็นเด็กโข่งที่หล่อเหลาและดูสูงส่งยิ่งนัก
“เจ้าต้องการจะพูดอะไร?”
“การอภิเษกของพระองค์กับหม่อมฉัน”
เฟยหรงซิ่นชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็เก็บอาการยกชาขึ้นจิบได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “...ว่ามา”
“พระองค์ยินดีที่จะตบแต่งหม่อมฉันเป็นชายาเอกจริงหรือเพคะ?”
“...มันเป็นหน้าที่”
“หากพระองค์คิดว่าการแต่งงานครั้งนี้คือหน้าที่เช่นนั้นก็ดีเพคะ หม่อมฉันจักได้ทำหน้าที่ครั้งนี้ตามสมควรโดยมิให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง”
“...”
“อย่างไรก็ตามหม่อมฉันมีความปรารถนาจะเอ่ยขอกับพระองค์ เพื่อแลกกับการทำหน้าที่นี้”
“เจ้ามีสิทธิ์เรียกร้องหรือ?”
แม้คำพูดของชายหนุ่มจะถูกต้อง ว่าตัวตนของนางนั้นเป็นเพียงฐานอำนาจและตัวประกัน เมื่อเป็นภรรยาก็เป็นสมบัติของสามี สตรีนั้นไม่มีปากมีเสียงใดในครอบครัว แต่นางก็ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“สำหรับหม่อมฉัน หน้าที่นี้มิต่างจากการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ การที่แต่งกับหม่อมฉัน ทำให้พระองค์ได้ฐานอำนาจที่มั่นคง หากพระองค์ต้องการความร่วมมือแต่โดยดีจากหม่อมฉัน พระองค์ก็ควรมีสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่งั้นพระตำหนักของพระองค์อาจพังพินาศ หรือไม่ก็บิดาของหม่อมฉันอาจได้ยินสิ่งใดไม่ดีเข้าจนคิดใช้กำลังยกเลิกงานสมรสนี้”
“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด?”
แม้จะโดนข่มขู่ซึ่ง ๆ หน้า ทว่าเฟยหรงซิ่นไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจเขากลับถามนางกลับอย่างเรียบง่าย หยางเฟิ่งปิงสบตาร่างสูงโดยไม่หลบ แสดงความจริงจังผ่านแววตาและน้ำเสียงโดยไม่คิดหลบหลีก
อย่างไรก็ตามในความคิดของเฟยหรงซิ่นคือเขาเห็นว่าทุกคำที่นางกล่าว ราวกับว่านางนั้นไม่แยแสการแต่งงานที่จะผูกติดชีวิตนางกับเขาเลยแม้แต่น้อย ประหนึ่งว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงหน้าที่อย่างแท้จริง
...มันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด
“ข้อแรกหม่อมฉันต้องการสิทธิ์ในตัวเอง ร่างกายของหม่อมฉันเป็นของหม่อมฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดพระองค์ห้ามบังคับฝืนใจ”
“แต่เวลานั้นเจ้าเป็นภรรยาของข้า สามีจะหลับนอนกับภรรยานั้นผิดที่ตรงไหน?”
“แน่นอนว่ามันไม่ผิดกฎหมาย แต่การสมรสนี้ไม่ต่างอันใดจากสัญญาแค่ในนาม เพื่ออำนาจที่มั่นคงของพระองค์เท่านั้นหาใช่ความรักชายหญิงไม่ หากพระองค์คิดใช้อำนาจความเป็นรัชทายาทและสามีขืนใจหม่อมฉัน ก็ย่อมได้ แต่หลังจากนั้นหม่อมฉันจะปฏิบัติต่อพระองค์เช่นไรขอให้คิดเอาเอง”
“ข้าต้องกลัวรึว่าเจ้าจะกระทำตัวเช่นไร”
“ย่อมไม่เพคะ”
“...หึ ข้ารับปากเจ้า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะไม่แตะต้องเจ้า”
องค์ชายรองพยักหน้ารับแล้วกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาหงส์ที่ฉายแววเย็นชาเพียงชั่วครู่นั่นทำให้เขาเห็นถึงอนาคต
...อนาคตที่นางจะรังเกียจและหมางเมินเขา หรือที่มากไปกว่านั้นคือนางอาจจะฆ่าตัวตายเพื่อรักษาเกียรติ ดังนั้นเฟยหรงซิ่นมิคิดจะเลือกทางอื่นแม้จะมีสิทธิ์กระทำในฐานะสามีก็ตามที
“ข้อสอง อำนาจในการจัดการชายารองและอนุทั้งหลายสิทธิ์ขาดอยู่ในมือหม่อมฉัน หม่อมฉันจะไม่ใช้อำนาจนี้แต่หากพวกนางมาระรานหม่อมฉัน ก็หวังว่าพระองค์จะไม่ก้าวก่ายวิธีที่หม่อมฉันจะใช้จัดการ”
“ในฐานะชายาเอก นั่นล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าต้องได้โดยชอบธรรม ข้าไม่ยุ่งเรื่องของตำหนักหลัง”
“เช่นนั้นข้อสุดท้าย...”
เสียงลมที่พัดมาอย่างรุนแรงไม่ได้ทำให้ถ้อยคำที่หญิงงามกล่าวตกหล่นไป ใบหน้าหล่อเหลาขององค์ชายรองเคร่งขรึมลง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำขอข้อสุดท้ายนั้นมากเพียงได้
“เปิ่นหวางไม่ตกลง”
“พระองค์หาได้มีใจเสน่ห์หาให้แก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันก็หาได้มีใจรักชอบพระองค์ เช่นนั้นคำขอนี้ล้วนสมเหตุสมผล”
เฟยหรงซิ่นขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงที่เอ่ยออกจากปากขุ่นมัวยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
“เมื่อเจ้าแต่งให้เปิ่นหวาง แม้เจ้าตายก็ย่อมเป็นผีของเปิ่นหวาง”
“...องค์ชายรอง”
เฟิ่งปิงตั้งท่าจะพูดต่อหากแต่ร่างสูงกลับตบโต๊ะจนจอกชาล้มแล้วลุกยืน
“อย่าได้พูดถึงคำขอนั้นให้เปิ่นหวางได้ฟังอีก”
ร่างสูงโปร่งของบุรุษลุกขึ้นจากโต๊ะม้าหินอ่อน ช่วงขาเรียวยาวกำลังจะก้าวออกจากศาลาหากแต่เสียงหวานกลับเรียกรั้งไว้ให้บุรุษที่หมุนกายเตรียมจากไปต้องชะงักค้าง
“พระองค์ทรงจำเรื่องที่เราสนทนากันในงานชมบุปผาครั้งก่อนนั้นได้หรือไม่?”
‘เจ้าปรารถนาสิ่งใด ...ตอบข้ามาตามตรง’
‘หม่อมฉันเพียงแต่...’
ภาพของเด็กน้อยที่ห้อยโหนอยู่บนกิ่งไม้ท่าทางน่าขบขัน ปากเล็ก ๆ ที่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขาในวันนั้นเขายังคงจดจำได้เป็นอย่างดี
“เด็กธรรมดาที่หาได้ธรรมดาเช่นเจ้า จวบจนวันนี้ก็ยังคงคิดเช่นเดิมอยู่อีกกระนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วเพคะ”
เสียงหวานที่แน่วแน่ไม่สั่นคลอนทำให้ร่างสูงกลับมานั่งลงที่เดิมอีกครั้ง ครานี้ดวงตาคู่คมที่มองมาเผยให้เห็นอารมณ์ที่ปิดบังไว้ ให้ผู้มองได้มองออกได้ง่ายกว่าเดิม
...ง่ายจนอยากคิดว่าตัวเองแค่คิดไปเอง
เพราะเฟิ่งปิงไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองเห็น และสิ่งที่ตัวเองรู้สึกนั้นจะเป็นความจริง และไม่เคยคาดหวังว่ามันจะเป็นความจริง
“...เป็นข้าไม่ได้เลยรึ?”
“เพคะ?”
“เจ้าอาจไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการแต่งกับราชวงศ์ เช่นนั้นคิดเพียงแค่ว่าเจ้าจะแต่งให้ข้าไม่ได้หรือ แค่ข้าที่เป็นข้า หาใช่องค์ชายหรือรัชทายาทองค์ใด”
“...องค์ชาย พระองค์คงไม่...”
หยางเฟิ่งปิงเผลอผงะถอยหลังไปติดพนักพิง ดวงตาหงส์เบิกกว้างน้ำเสียงที่ผ่านริมฝีปากบางออกมาช่างแผ่วเบาและสั่นเครือ
“หน้าที่ก็ส่วนหน้าที่ แต่ให้เรื่องระหว่างเจ้ากับข้าหาใช่เพียงแค่หน้าที่ไม่ได้หรือไร?”
เฟยหรงซิ่นกล่าวออกมาตามตรงตามที่ใจคิด เขาไม่ต้องการให้วาสนาที่เกิดจากหน้าที่ต้องจบสิ้นลงเพียงเพราะคำว่าหน้าที่ เขาเคยคิดเสียสละให้น้องเก้ามาแล้ว...
...ถึงแม้เขาจะเคยตัดใจไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อครั้งนี้มีโอกาส (ที่ถึงแม้นางจะไม่ยินดี) มากองอยู่แทบเท้าจะให้เขาไม่รีบคว้าไว้ได้อย่างไร
“เจ้าถามข้าว่ายินดีหรือไม่ที่จะตบแต่งเจ้าเป็นชายาเอก”
“...”
“ข้าตอบว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพราะหน้าที่ แต่เจ้ารู้ได้อย่างไร...”
“...”
“...ว่าข้าหาได้ไม่ยินดี”
...การแต่งงานนี้จะเกิดเพราะอะไรก็ช่าง
...เพราะความรู้สึกของเขาเป็นของจริง...
...เขาหลงชอบนางตั้งแต่เห็นดวงตากลมโตที่เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ และหลงรักในความสดใสร่าเริงแก่นแก้วของนางที่กล้ากระโดดขึ้นต้นไม้อย่างไม่สนใจกิริยามาตั้งนานแล้ว
แม้จะรู้ดีเกินกว่าใคร เพราะประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้มากมายว่าชายหญิงในยุคเก่าสามารถสานสัมพันธ์กันง่ายได้เพียงแค่สบตา แตกต่างจากนางผู้มาจากสมัยใหม่ที่กว่าจะริลองคบกับผู้ใดก็กินเวลานานหลายปี
หากแต่นางมิต้องการเป็นตัวเอกเหล่านั้นที่มีบุรุษยื่นไมตรีมาให้เพียงเพราะเคยพบหน้าและสนทนากันไม่มากครั้ง ไม่ต้องการเป็นดั่งสตรีในสมัยโบราณที่แค่พึงใจในใบหน้าและความสามารถก็ส่งแม่สื่อมาคุยเรื่องตบแต่ง และนางก็ไม่ต้องการให้องค์ชายเบื้องหน้าที่พึงใจในตัวนางตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้มาจริงจังกับตนเอง
กลีบดอกเหมยกุ้ยปลิวล่องลอยตามสายลมที่พัดผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า
ในความรู้สึกของเฟิ่งปิง บุรุษสูงศักดิ์เบื้องหน้าของนางในเวลานี้หาได้ต่างอะไรจากสายลมเย็นที่พัดอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ไม่
“ท่านอ๋อง ท่านจะ...”
“เจ้าไม่ต้องพูด”
ฮุ่ยเทียนเหมิงปัดมือไล่คนสนิทให้ออกจากห้อง แม้อีกฝ่ายจะมีทีท่าอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างอยู่แต่ก็ยอมกลืนคำพูดแล้วออกไปแต่โดยดี
ชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ยนั่งนิ่งจมอยู่กับตัวเองเป็นเวลานาน เมื่อดวงตาคมใต้หน้ากากลืมตาขึ้นมาอีกครั้งชุดน้ำชาที่อยู่ใกล้ ๆ ก็แหลกเป็นผุยผง
“...แค่สตรีนางเดียวข้าก็มิอาจช่วยได้”
สตรีที่ตัวเล็กแค่นั้น บอบบางถึงเพียงนั้น ภาพที่นางนั่งกอดตัวเองอย่างเศร้าสร้อยในถ้ำนั้น คล้ายเป็นภาพฝังใจที่พยายามสลัดไล่ออกจากสมองมากเพียงใดก็ตามติดมากเพียงนั้น
ตัวนางในอ้อมแขนของเขาช่างเบาดุจปุยนุ่น ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้น...
...ไม่สิ แม้แต่ตัวเอง เขาก็ไม่ช่วยเช่นกัน
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองนั้นคือหมากบนกระดาน แม้จะมีพลังมากพอจะหนีจากกระดานนี้ไปให้ไกลสุดขอบฟ้า มีความสามารถมากพอที่จะแยกตัวออกไปตั้งตัวใหม่ แต่เขาก็ตัดสินใจไม่ลงจากกระดานนี้เพื่อประชาชนที่เขาปกป้องมาเนิ่นนาน และเพื่อคนบนบัลลังก์และหลานชายที่ไม่เคยเห็นค่าของเขา
เช่นเดียวกับสตรีผู้นั้นที่มีทั้งความรู้ประหลาดและความสามารถมากล้น ความพิเศษแปลก ๆ ที่เรียกสิ่งของต่าง ๆ ในอนาคตออกมาได้ นางมีความสามารถมากพอจะหนีจากการเป็นหมากบนกระดาน แต่เพราะครอบครัวปกป้องแคว้นนี้ นางจึงปกป้องครอบครัวและทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ
“...ทั้งหมดก็เพราะหน้าที่”
...ทั้งเขา...และนาง...ไม่ต่างกันเลย
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอดังลอดออกมาเบา ๆ ฝ่ามือหนากำขวดแก้วใสในมือแน่นก่อนจะรีบคลายมือออกเพราะเกรงว่ามันจะปริแตกจนมิอาจประกอบมันกลับขึ้นมาใหม่ได้ดั่งเช่นหัวใจของเขาเอง
...หากเป็นเพียงสามัญชนผู้หนึ่งได้...จะดีสักเพียงใด...
...หากทั้งเขาและนาง ไม่สนสิ่งใดเลย ทั้งหน้าที่และบุคคลที่เคารพรัก อนาคตของเขาและนางจะได้มีสิทธิ์เดินเคียงข้างกันโดยไม่เป็นดั่งเส้นขนานดั่งเช่นเวลานี้หรือไม่?
แต่ก็ไม่ใช่เพราะนางเป็นเช่นนี้ เขาถึงได้รู้สึกพึงใจจนยากจะถอนตัวหรอกหรือ?
------
สมัยที่แต่งนิยายเรื่องนี้ก็คือฟิกพระนางคู่นี้ให้เหมือนกันจริงๆ นะ แม้การแสดงออกจะคนละขั้วกันเลยก็เถอะ