หวงเจียเจีย
ฉายา “บ๊วยหวานดักปักษา” บุตรีหนึ่งเดียวของเ้าสำนักตระกูลหวง ใบหน้าเรียวยาว ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง เพราะมารดาเป็คนนอกด่าน นิสัยเอาแต่ใจ แต่ก็รักบิดามารดามากที่สุด เจียเจียแม้ไม่งามเท่าเหมยฮวา แต่ก็จัดว่าเป็สตรีที่สวยมาก และมีบุคลิกร่าเริงสดใส ยามหัวเราะคล้ายทำให้สภาพแวดล้อมรอบกายสว่างขึ้นได้ เวลามีบุรุษมาชอบมักจะแกล้งก่อกวนให้ขายหน้า แม้นางจะอ่อนต่อเื่ราวในยุทธจักร แต่มีนิสัยห้าวหาญและความเก่งกาจที่ถ่ายทอดมาจากบิดามารดา ที่สำคัญมีสายตามองคนเป็เลิศ จึงมองออกว่าเสี้ยวอู่ิ ความจริงแล้วเป็บุรุษที่ “ไม่ธรรมดา"
สมเด็จพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนแปรพระราชฐานจากเมืองลั่วหยางมาฉางอาน
แม้ลั่วหยางจะถือเป็เมืองหลวงของราชวงศ์อู่โจว แต่พระองค์มักจะเสด็จไปมาระหว่างสองเมืองนี้ เมื่อพระชนมายุมากขึ้น ประกอบกับมีพระอาการประชวนบ่อยครั้ง ก็ทรงเดินทางน้อยลง
ขบวนเสด็จประกอบไปด้วยรถฉัตรห้าคัน กำลังทหารเดินเท้าแสนนาย ทหารม้าสองหมื่นนาย ใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน
รถม้าพระที่นั่งย่อมใหญ่โตงดงามที่สุด ส่วนรถม้าของราชวงศ์และขุนนางตำแหน่งต่าง ๆ ก็มีขนาดและความงามลดหลั่นกันไป
ก่อนขบวนเสด็จจะเข้าตัวเมือง ทหารหมื่นคนเข้าตรึงกำลังสองฟากถนน ส่วนอีกหลายพันก็ตระเวนรักษาความปลอดภัยตามซอกซอยต่าง ๆ
การเดินทางของสตรีผู้มีอำนาจมากที่สุดในผืนแผ่นดิน แม้สะดวกสบายอลังการ แต่จะบอกว่าสนุกสนานสำราญคงมิใช่
ยิ่งมีอำนาจมากเท่าใด ศัตรูก็ยิ่งแข็งแกร่งอันตรายเท่านั้น
เหมยฮวาแฝงกายอยู่ใกล้กับกองทหารมาหลายวัน
นางคิดว่าถึงอย่างไรคนของพรรคปราบัคงไม่อาจหาญมาค้นหาในพื้นที่ซึ่งมีทหารลาดตระเวนไปมา
แต่นางก็ต้องคอยหลบเลี่ยงกองทหารด้วยเช่นกัน
คงไม่ฉลาดนักหากจะถูกพบตัวขณะที่มีนับทหารแสนนายอยู่ใกล้เคียง
วันนี้เป็วันที่ขบวนเสด็จจะมาถึง
นางซ่อนตัวอยู่ใต้หลังคาของร้านอาหารแห่งหนึ่ง
นอกจากผู้ที่ต้องออกไปต้อนรับขบวนเสด็จ ประชาชนทุกคนต้องอยู่แต่ในที่พัก
ส่วนบนถนนรอบนอก มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด
จากช่องหน้าต่าง เหมยฮวาสามารถมองเห็นแถวทหารที่เรียงรายอยู่สองฟากถนน ยาวจากประตูเมืองไปจนถึงพระราชวัง
ขบวนเสด็จเริ่มเข้าสู่ประตูเมือง
ทหารม้านับหมื่นมาถึงก่อน จากนั้นจึงตามด้วยรถฉัตร และรถเทียมม้านับร้อยคัน
นางมองที่รถม้าคันใหญ่ที่สุด ซึ่งสามารถเห็นได้แต่ไกลพลางคิดว่ารถคันนี้เป็เป้าสายตาที่ชัดเกินไปหากมีผู้ปองร้าย
ทันใดนั้นวัตถุสีดำก็พุ่งตรงเข้าไปหารถม้าคันใหญ่ที่สุดนั้น
แม้นี่จะมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับนาง แต่ก็อดใจหายมิได้
เพราะนางรู้ว่านั่นเป็ธนูพิษของไกว่เช่อเฉียว
ขอเพียงลูกธนูนั่นพุ่งเข้าไปได้ จะไม่มีผู้ใดในรถรอดชีวิต
แต่คาดว่าทางการย่อมมียอดฝีมือที่สามารถรับมือกับธนูดอกนี้
มิคาดธนูสีดำนั้นกลับพุ่งหายเข้าไปในรถม้าคันใหญ่
ไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น
ขบวนเสด็จยังดำเนินต่อจวบจนเข้าไปในประตูวัง
นางงุนงงสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นทหารนับพันกระจายตัวออกค้นตามตรอกซอยต่าง ๆ อย่างเงียบเชียบ
ทางการมีวิธีจัดการปัญหาที่แยบยลจริงๆ
แต่ธนูดอกนั้นเล่า
ขณะที่ยังคิดไม่ตก นางก็เห็นไกว่เช่อเฉียวพุ่งตัวเรียดมาตามหลังคา
ไฉนมันจึงปรากฏกาย
ไกว่เช่อเฉียวพลันยินธนูดอกหนึ่งมายังร้านอาหารที่นางซ่อนตัวอยู่
ธนูเพลิง
ไฟลุกไหม้ตัวร้านชั้นบนอย่างรวดเร็ว
นางรีบพุ่งตัวออกจากร้านพร้อมกับได้ยินเสียงะโดังตามหลังมา
“มีคนร้าย”
เป็แผนยืมดาบฆ่าคนอันร้ายกาจ
ทั้งลอบสังหารพระจักพรรดินีและป้ายความผิดมาที่นางไปพร้อมกัน
ครุ่นคิดส่วนครุ่นคิด แต่เท้ายังรีบวิ่งเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่แยกออกมาจากถนนใหญ่
เหตุใดไกว่เช่อเฉียวสามารถพาตัวไปตามหลังคาได้
จริงอยู่การใช้วิชาตัวเบาโลดแล่นในที่สูงทำให้เคลื่อนที่ได้สะดวก แต่กลางวันแสกๆ เช่นนี้ ย่อมถูกพบเห็นได้โดยง่าย ด้วยกำลังทหารนับหมื่นที่ล้อมอยู่ การใช้ตัวบ้านเรือนบังสายตาย่อมปลอดภัยกว่า
เว้นแต่มันมีที่ซ่อนตัวเป็พิเศษ
ธนูเพลิงอีกดอกยิงสกัดหน้านางไว้ ไฟลุกติดขึ้นทันที
ไม่ว่านางจะไปหนีไปทางไหน เพลิงก็ลุกไหม้นำหน้าอยู่ร่ำไป
คล้ายกับนางกำลังวางเพลิงเผาเมืองอยู่ก็มิปาน
เมื่อเกิดไฟไหม้ ทั้งผู้คนทั้งเ้าหน้าที่ย่อมต้องพากันมาดับไฟ การทุ่มเทท่าร่างออกย่อมทำให้เป็จุดสนใจ
สุดท้ายนางต้องยอมชะลอความเร็วลง
ซึ่งเป็สิ่งที่มือธนู้า
ธนูดอกหนึ่งแล่นมาอย่างเงียบเชียบ ปักเข้าโคนขาขวาของนางตรึงเข้ากับตัวบ้านที่ทำจากไม้
อาการเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากขาอวบอัดทันที นางกัดฟันมองไปเห็นธนูอีกดอกหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาใบหน้า
เป็ธนูที่โเี้นัก
นางหลับตาลง
ชายชราสวมชุดผ้าไหมสีบานเย็นผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆ จี้นิ้วมือใส่ลูกธนูจนเปลี่ยนทิศทางเฉี่ยวใบหน้านางไปเพียงเล็กน้อย ปักอยู่ข้างใบหูนางนั่นเอง
นางลืมตาหันไปมอง
ชายชราผู้นี้ใบหน้าขาวกว่าอิสตรีทั่วไป ขนตามใบหน้าถูกถอนจนเกลี้ยงเกลา คิ้วเขียนไว้ด้วยสีดำ ท่าทางเชิดหยิ่ง บุคลิกสะกดข่มผู้คน
เว่ยกงกงมองด้วยหางตา ใช้สองนิ้วคีบก้านธนูที่โผล่มาจากโคนขาของนาง บิดหักอย่างง่ายดาย แล้วกระชากร่างของนางจนหลุดออกจากธนูที่ตรึงอยู่ ลอยตัวลงมาที่พื้น
โลหิตสดๆ ไหลพุ่งอาบต้นขานางจนเปียกชุ่มกางกาง
นางเพียงแต่เซเล็กน้อยกัดฟันยืนไว้ได้
“ขอบพระคุณท่านผู้าุโ”
ชายชราชักสีหน้าไม่พอใจ
“ผู้คนเรียกเราว่ากงกง”
เหมยฮวายกมือขึ้นคำนับไม่สนใจโลหิตที่พุ่งออกมาจากขา
“เหมยฮวาขออภัยกงกง พระคุณนี้ไม่ลืมเลือน”
กงกงยิ้มออกมาได้
นางไม่ปิดบังชื่อแซ่ นับว่าเป็หญิงที่ใจกล้าหาญ
เพราะสำหรับทางการ นางย่อมเป็ผู้ร้ายที่ต้องจับกุม กงกงมองขานางที่โลหิตยังไหลออกมาไม่หยุด
“เ้ารีบไปเถอะอย่าให้ถูกจับได้”
เหมยฮวาคำนับแล้ววิ่งเข้าไปในร้านขายผ้า ฉีกเศษผ้าออกมามัดแผลไว้ ก่อนมุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม
แปลกที่ไกว่เช่อเฉียวและทหารเหมือนจะหายไป
นางพาตัวกลับมาจนได้
เมื่อถึงห้องรู้สึกว่าาแปวดร้าวจนเหงื่อไหลซึม
นางพยายามกัดฟันลากตัวเองขึ้นนอนบนเตียง จี้จุดห้ามโลหิตแล้วสลบไป
เจียเจียแทบไม่กินไม่นอนอยู่หลายวัน จนกระทั่งม้าเร็วกลับมาแจ้งข่าว
พบร่องรอยการต่อสู้และเศษซากรถม้า
แต่ไม่พบเสี้ยวอู่ิ
สันนิษฐานว่ามันยังมีชีวิตอยู่
เจียเจียไม่ยอมฟังสิ่งใด วิ่งผละจากอ้อมแขนมารดา จะออกจากห้องเพื่อไปตามหาเสี้ยวอู่ิ
“หยุดไว้เดี๋ยวนี้”
ประมุขหวงตวาดเสียงดัง จนเจียเจียและหวงฮูหยินต้องสะดุ้งชะงักนิ่งไป
เจียเจียน้ำตาเป็บ่อ แต่ก็มิกล้าขยับอีก
บิดาไม่เคยโกรธนางขนาดนี้
“กลับเข้าไปในห้อง อย่าออกมาให้เห็นหน้า”
เจียเจียน้ำตาไหลแล้วไหลอีกวิ่งกลับเข้าห้องนอน
ประมุขหวงทอดถอนใจ บุตรีเติบใหญ่จิตใจเป็อื่นจริง ๆ
“ตามหวงซิ่นมา”
เจียเจียสะอึกสะอื่นฟุบหน้าลงกับหมอน
หวงฮูหยินเข้ามาลูบหลังบุตรี
“ท่านพ่อเป็ห่วงเ้าจึงเสียงดังไปหน่อย”
“บิดาไม่เคยตวาดลูกเพียงนี้”
หวงฮูหยินลูบศีรษะนางยิ้มอ่อนละมุน
“ท่านพ่อสั่งหวงซิ่นจัดคนเดินทางไปตามหามันแล้ว นี่นับว่ามากเกินพอ อย่าลืมว่ามันมิได้เกี่ยวข้องกับตระกูลของเราโดยตรง”
ค่ำแล้ว
ประมุขหวงนั่งจิบชาอู่หลงที่เก๋งในส่วน
ปกติมันจะยืนดื่มชา แต่พักนี้รู้สึกว่าเรี่ยวแรงลดลง
จากข่าวสารรอบด้าน แสดงว่ามรสุมรุนแรงเริ่มตั้งเค้า
ไม่ว่าทางการหรือยุทธจักร อาจเกิดเหตุนองเื
เจียเจียเดินมากับหวงฮูหยิน
นางเข้ามาคุกเข่ากอดขาบิดา
“ท่านพ่ออภัยให้บุตรด้วย”
ประมุขหวงเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรี
“บิดาจะโกรธเ้าได้ใย”
แล้วมองสบสายตากับภริยาคู่ทุกข์คู่ยาก พลางคิดในใจ
ได้ดูแลพวกเ้านับเป็บุญของเรานัก
มรสุมเพียงนี้จะเป็อย่างไรได้