ฉินอวี่หารู้ไม่
ยอดฝีมือทั้งแปดที่มาในครั้งนี้ แต่ละคนล้วนเป็ระดับปรมาจารย์ในสำนักวิชาภายนอกของตน ฝีมือร้ายกาจถึงชีวิต สามารถเอาชนะยอดฝีมือขั้นบ่มเพาะขั้นสูงสุดทั่วไปได้อย่างราบคาบ บางทีอาจมีเพียงยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานเท่านั้นที่จะสยบพวกเขาลงได้
เมื่อฝึกวิชาภายนอกจนบรรลุถึงระดับนี้ มือเท้าจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ยิ่งกว่าความคมของศาสตราวุธ การฟาดหินผาให้แตกเป็ผุยผงนับเป็เื่ปกติสามัญ แต่วิชาภายนอกจะฝึกให้ถึงขั้นนี้ ไม่เพียงต้องอาศัยความเพียรพยายามมหาศาล แต่ยังจำต้องมีพร์เป็เลิศ อย่างไรเสียในสามเขตปกครองแดนบูรพาที่มีประชากรกว่าพันล้านคน ผู้ที่สามารถฝึกปรือวิชาภายนอกจนถึงขั้นนี้ได้ มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
ฉินอวี่เบิกตากว้างจ้องมองอย่างตั้งใจ ยอดฝีมือวิชาภายนอกแต่ละคนต่างก้าวออกมาแสดงท่าไม้ตายอันเลื่องลือของตน
......
"ปัง!"
ชายชราผมเงินใช้มือเดียวคว้าเศษหินเขียวขนาดเท่าก้อนอิฐ เห็นเพียงห้านิ้วออกแรงบีบ ทันใดนั้นเศษหินก้อนแข็งก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็ผงละเอียดร่วงกราวลงพื้น จากนั้นชายชราผมเงินก็เดินกลับไปที่ตำแหน่งของตนอย่างหยิ่งผยอง กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "กรงเล็บอินทรี"
นี่คือการแสดงของยอดฝีมือวิชาภายนอกคนที่หก
ลำดับถัดมา ชายหัวโล้นร่างกำยำเดินออกมา ท่อนบนที่เปลือยเปล่าคล้ายมีประกายแสงสีทองจางๆ แผ่ออกมา
"บาทาเหล็ก" ชายหัวโล้นยิ้มบางๆ แล้วตวัดขาเตะออกไปอย่างผ่อนคลาย
"วูบ!" อากาศถูกฉีกกระชากในพริบตา ส่งเสียงหวีดหวิวดังแสบแก้วหู กระแสอากาศที่มองเห็นด้วยตาเปล่าพุ่งออกไปเป็เส้นตรง กระแทกเข้ากับเศษหินเขียวที่แตกอยู่ก้อนหนึ่งอย่างจัง หินก้อนนั้นถูกแรงอัดกระแทกจนกลิ้งกระเด็นไปไกลลิบ
เพียงแค่อาศัยแรงอัดอากาศที่เกิดจากความเร็วของลูกเตะอันน่าสะพรึงกลัว ก็สามารถซัดเศษหินให้ปลิวไปได้ไกล หากขานั้นเตะเข้าที่ร่างคนจังๆ ผลลัพธ์จะเป็เช่นไร?
"ร้ายกาจ" ฉินอวี่อุทานในใจ จากนั้นเบนสายตาไปที่ยอดฝีมือวิชาภายนอกคนสุดท้าย ชายชุดดำท่าทางเ็าผู้นั้น ั้แ่ต้นจนจบเขามองดูยอดฝีมือคนอื่นแสดงฝีมือด้วยความเ็า แววตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกตลอดเวลา
"ทำไมท่านไม่แสดงฝีมือล่ะ?" ฉินอวี่รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นชายเ็าผู้นี้ขยับตัว จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
จ้าวยุนซิงส่ายหน้ากล่าวเรียบๆ "วิชากรงเล็บข้าสู้าาอินทรีไม่ได้ พละกำลังข้าสู้หมานต้งไม่ได้ วิชาขาก็สู้พี่น้องท่านนี้ไม่ได้ แล้วเหตุใดข้าต้องออกไปขายหน้าด้วย?"
ฉินอวี่ถึงกับอึ้งไป
"งั้นท่านก็น่าจะมีท่าไม้ตายอะไรบ้างสิ" ฉินอวี่พิจารณาชายชุดดำเ็าตรงหน้าอย่างละเอียด หมายจะประเมินท่าไม้ตายของเขาจากลักษณะร่างกาย แต่ฉินอวี่ก็ต้องผิดหวัง เขาหาจุดเด่นพิเศษอะไรในตัวชายชุดดำคนนี้ไม่เจอเลย
"ท่าไม้ตาย?" จ้าวยุนซิงแย้มยิ้ม ทว่าทันใดนั้นสีหน้าก็กลับมาเคร่งขรึมจ้องมองฉินอวี่ แววตาฉายประกายอำมหิตเย็นเยียบ กล่าวเสียงเย็นว่า "ท่าไม้ตายของข้าจะแสดงออกมาก็ต่อเมื่อฆ่าคนเท่านั้น แต่ว่า... ต่อให้ข้าเป็อาจารย์เ้า ข้าก็จะไม่สอนท่าไม้ตายฆ่าคนให้เ้า"
ฉินอวี่กลับไม่ได้ถูกรังสีอำมหิตของจ้าวยุนซิงข่มขวัญ กลับถามอย่างสงสัยว่า "ท่าไม้ตายท่านก็ไม่สอนข้า งั้นท่านจะสอนอะไรข้า?"
"ออกกำลังกาย" จ้าวยุนซิงตอบสั้นๆ
ฉินอวี่หัวเราะร่าทันที "ดี ข้าเลือกท่านนี่แหละ"
ใบหน้าที่เ็ามาตลอดของจ้าวยุนซิงปรากฏความประหลาดใจวูบหนึ่ง แม้แต่ยอดฝีมือวิชาภายนอกอีกเจ็ดคนก็มองฉินอวี่ด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉินอวี่ถึงเมินเฉยต่อสุดยอดวิชาของพวกเขา แต่กลับไปเลือกคนที่สอนแต่ 'ออกกำลังกาย'
"ดี องค์ชายสามเลือกแล้ว ั้แ่วันนี้ไปจ้าวยุนซิงคืออาจารย์ขององค์ชายสาม" รองพ่อบ้านหลี่ประกาศเสียงก้อง
ยอดฝีมือวิชาภายนอกอีกเจ็ดคนเดินเข้ามาหาฉินอวี่ด้วยความงุนงง เสียงห้าวใหญ่ของหมานต้งดังขึ้น "องค์ชายสาม ทำไมท่านไม่เลือกข้าล่ะ? ข้ารับรองว่าจะสอนให้ท่านแรงเยอะเหมือนวัวถือขวานั์ ฟันทีเดียวราบเป็หน้ากลองเลยนะ"
มองดูเจ็ดยอดฝีมือวิชาภายนอกที่กำลังสงสัยตรงหน้า ฉินอวี่เผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "ฮิฮิ นี่เป็ความลับ"
เวลานี้จ้าวยุนซิงก็เดินเข้ามา มองฉินอวี่ ใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆ เอ่ยถามว่า "ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ทำไมเ้าถึงเลือกข้าเป็อาจารย์? องค์ชายสาม ท่านบอกเหตุผลหน่อยได้หรือไม่?"
ฉินอวี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "เ้าทึ่มเอ๊ย เื่แค่นี้ต้องให้พูดอีกเหรอ? คนโง่จริงๆ" พูดจบก็จะหันหลังเดินหนี ลุงเหลียนที่อยู่ข้างๆ ก็เดินเข้ามาเคียงข้างฉินอวี่แล้วถามว่า "เสี่ยวอวี่ ทำไมเ้าถึงเลือกจ้าวยุนซิงล่ะ?"
ฉินอวี่กระซิบกับเหลียนเหยียนอย่างมีลับลมคมในทันที "ปู่เหลียน เื่แค่นี้ต้องให้ขยายความอีกหรือ? ดูท่าทางพวกเขาก็รู้กันหมดแล้ว ในบรรดาแปดคน จ้าวยุนซิงคนนั้นยืนอยู่หลังสุด ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาเลย แล้วก็ตอนที่จ้าวยุนซิงเห็นคนอื่นแสดงฝีมือ เขาก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ นี่พอมองออกหรือยัง? อีกอย่าง... ปู่เหลียนท่านสังเกตสายตาของจ้าวยุนซิงคนนั้นสิ ไม่เหมือนคนอื่นเลยนะ... คิกคิก!"
พูดจบ ฉินอวี่ก็เดินออกจากเรือนตะวันตกไป ส่วนแปดยอดฝีมือวิชาภายนอกต่างก็มีแววตาตื่นตระหนก พวกเขาเป็ยอดฝีมือ หูตาย่อมว่องไวกว่าคนทั่วไป จึงได้ยินคำพูดของฉินอวี่กันชัดเจน
"องค์ชายสามช่างมีความคิดละเอียดรอบคอบ ไม่แน่อาจจะได้ลูกศิษย์ที่ไม่เลว แต่ว่า... ไม่รู้ความเพียรพยายามจะเป็อย่างไร" จ้าวยุนซิงแฝงรอยยิ้มในดวงตา
ยอดฝีมืออีกเจ็ดคนต่างเข้าใจกระจ่างแจ้ง ต่างชื่นชมในความฉลาดเฉลียวเกินวัยขององค์ชายสาม
"แม่ทัพจ้าว พวกข้าขอกลับค่ายทหารก่อน" หมานต้งและยอดฝีมืออีกสองคนจากกองทัพพยัคฆ์เพลิงประสานมือคารวะทันที ท่าทางเคารพยำเกรงมาก นั่นเป็ความรู้สึกจากใจจริง สำหรับแม่ทัพจ้าวผู้นี้ ในสายตายอดฝีมือในกองทัพ แม้แต่ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานก็ยังเทียบไม่ได้
"พี่จ้าว ยินดีด้วยที่ได้ศิษย์เอกเช่นนี้ พวกเราขอลา" าาอินทรีและคนอื่นๆ ก็ประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมเช่นกัน
ยอดฝีมือวิชากำลังภายในก็มีแวดวงสังคมหนึ่ง ยอดฝีมือวิชาภายนอกก็มีแวดวงของตน ทั่วทั้งทวีปเฉียนหลง มียอดฝีมือวิชาภายนอกมากมาย ในแวดวงนี้ จ้าวยุนซิงจัดเป็บุคคลระดับจักรพรรดิ ได้รับความเคารพยำเกรงจากยอดฝีมือวิชาภายนอกทุกคน อีกทั้งจ้าวยุนซิงยังเชี่ยวชาญการศึก เจิ้นตงอ๋องฉินเต๋อยอมให้จ้าวยุนซิงมาสอนหนึ่งปี ตอนแรกเื่นี้ก็ทำเอาสวีหยวนใไปพักใหญ่
......
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่ของอวิ๋นอู้ซานจวง จ้าวยุนซิงในชุดฝึกยุทธ์สีดำยืนตัวตรงแน่วแน่อยู่ที่นั่น ไม่ไหวติง
"ท่านอาจารย์!" ฉินอวี่ในชุดฝึกยุทธ์วิ่งเหยาะๆ มาหาจ้าวยุนซิงด้วยความตื่นเต้น กล่าวทักทายอย่างนอบน้อม
จ้าวยุนซิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ต่อไปต้องมาถึงลานฝึกยุทธ์ยามเหม่า (05.00 น. - 07.00 น.) ตอนนี้เข้ายามเฉินแล้ว เ้ามาสายไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ บทลงโทษคือวิ่งจากอวิ๋นอู้ซานจวงไปที่ตีนเขา แล้ววิ่งจากตีนเขากลับมาที่อวิ๋นอู้ซานจวง"
ฉินอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วโพล่งออกมาอย่างไม่พอใจทันที "ท่านอาจารย์ นี่ครั้งแรกนะขอรับ ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้บอกนี่นาว่าต้องมาเวลานี้"
"สำหรับคำสั่งของข้า อย่าได้มีความสงสัยใดๆ สิ่งที่เ้าต้องทำคือ... ปฏิบัติ" ดวงตาเ็าของจ้าวยุนซิงจ้องมองฉินอวี่ ไม่มีการประนีประนอมใดๆ
ฉินอวี่กัดริมฝีปาก กล่าวตอบรับทันที "ขอรับ ท่านอาจารย์!" พูดจบก็เริ่มวิ่งลงไป
อวิ๋นอู้ซานจวงตั้งอยู่ที่ไหล่เขาตงหลาน จากอวิ๋นอู้ซานจวงถึงตีนเขาระยะทางประมาณสี่ลี้ ไปกลับก็แปดลี้ แถมขากลับยังเป็การวิ่งขึ้นเขา ความยากลำบากระดับนั้น เด็กแปดขวบไม่มีทางรับไหว
จ้าวยุนซิงมองฉินอวี่ที่เริ่มออกวิ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็กลับมาทำหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิม เขาออกวิ่งตามหลังฉินอวี่ไป จ้าวยุนซิงวิ่งราวกับเดินเล่นผ่อนคลาย ร่างกายพลิ้วไหวดุจสายลม ก้าวเดียวไปได้หลายวา ติดตามอยู่ด้านหลังฉินอวี่อย่างเงียบเชียบ
ดวงตาฉินอวี่ฉายประกายมุ่งมั่น เม้มปากแน่นเริ่มออกวิ่ง
ในอดีตเขามักจะปีนเขา จากอวิ๋นอู้ซานจวงไปยอดเขาก็วิ่งบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งก็ประมาณสองสามลี้ ทำให้ความอึดของฉินอวี่ค่อนข้างดี บวกกับการแช่น้ำพุร้อนในอวิ๋นอู้ซานจวงเป็ประจำ ร่างกายจึงแข็งแรงกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก
ระยะทางสี่ลี้ไปถึงตีนเขา เพราะเป็ขาลง ฉินอวี่จึงไม่ลำบากมากนัก วิ่งจบสี่ลี้ก็แค่หอบหายใจเล็กน้อย พอหันหลังกลับมา ฉินอวี่ก็เริ่มวิ่งขึ้นเขา
ขาลงสบาย ขาขึ้นลำบาก
วิ่งไปได้เพียงไม่ถึงลี้ ฉินอวี่ก็เริ่มรู้สึกหายใจติดขัด ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมา แต่ละก้าวช่างกินแรงเหลือเกิน ฉินอวี่รู้สึกกล้ามเนื้อขาปวดเมื่อย แต่ละก้าวช่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่ฉินอวี่ััได้ว่าจ้าวยุนซิงยังคงอยู่ข้างกายเขา
ในกระดูกของฉินอวี่มีความดื้อรั้นและหยิ่งทะนงแฝงอยู่ จึงกัดฟันยืนหยัดต่อไป
ขีดจำกัด... หายใจลำบาก หน้าอกทั้งแผงราวกับสูบลมที่พังเสียหาย ดูดเอาอากาศเข้าไปอย่างรวดเร็วแต่กลับไม่เพียงพอ
"ข้าไม่ไหวแล้วหรือ?"
เมื่อถึงขีดจำกัดทางร่างกาย ฉินอวี่รู้สึกทรมานเจียนตาย "เสด็จพ่อ" พอหวนคิดถึงบิดา ฉินอวี่ก็กัดฟันสู้ต่อไป ความทรมานทวีคูณจนฉินอวี่รู้สึกเหมือนิญญาจะหลุดออกจากร่าง แต่ทันใดนั้น... ราวกับข้ามผ่านยอดเขาลูกหนึ่ง การหายใจของฉินอวี่ก็กลับมาผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ผ่านพ้นขีดจำกัดทางร่างกายครั้งนี้ไปได้ การวิ่งของฉินอวี่ก็รักษาอยู่ในสภาวะที่ทรงตัวใกล้เคียงขีดจำกัดนั้น
รอจนวิ่งไปได้อีกสองลี้กว่าจนมองเห็นประตูใหญ่อวิ๋นอู้ซานจวง ฉินอวี่ก็ถึงขีดจำกัดทางร่างกายครั้งที่สอง
"ถึงอวิ๋นอู้ซานจวงแล้ว" ใจฉินอวี่ผ่อนคลายลง เตรียมจะหยุดพัก แต่ทว่า—
"วิ่งไปที่ลานฝึกยุทธ์" เสียงเ็าของจ้าวยุนซิงดังขึ้นจากด้านหลัง จ้าวยุนซิงไม่หอบเลยสักนิด แม้แต่เสียงยังไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย คนทั่วไปแค่เดินขึ้นเขาก็หอบแฮกแล้ว แต่เขากลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจแม้แต่นิดเดียว
"แฮ่ก แฮ่ก~~~~" ฉินอวี่ไม่ได้พูดอะไร แต่ลมหายใจหอบถี่กระชั้น เขากัดฟันเฮือกสุดท้ายวิ่งไปจนถึงลานฝึกยุทธ์ พอถึงที่หมาย ฉินอวี่ก็รู้สึกขาสองข้างอ่อนเปลี้ย เหนื่อยแทบขาดใจ เตรียมจะทรุดตัวลงนั่ง
"ยืนไว้ ห้ามนั่ง" ร่างของจ้าวยุนซิงวูบไหว มาปรากฏตรงหน้าฉินอวี่ มองดูศิษย์ตัวน้อยด้วยสายตาเรียบเฉย สีหน้าไม่ต่างจากก่อนวิ่งขึ้นลงเขาเลยสักนิด
ฉินอวี่อาศัยความหยิ่งทะนงในสายเื ฝืนบังคับให้ร่างกายยืนหยัด จ้องมองตอบจ้าวยุนซิง
จ้าวยุนซิงพยักหน้า กล่าวว่า "วิ่งลงไปแล้วกลับขึ้นมาได้ เ้าคงััได้ถึงขีดจำกัดทางร่างกายแล้ว ดีมาก วิ่งรวดเดียวจบ ั้แ่วันนี้ไป เ้าคือลูกศิษย์ของข้า จ้าวยุนซิง" ความหมายในคำพูดของจ้าวยุนซิงชัดเจนมาก ถ้าฉินอวี่วิ่งไม่จบ จ้าวยุนซิงคงจะจากไปทันที ไม่สอนฉินอวี่อีกต่อไป
ฉินอวี่ได้แต่มองจ้าวยุนซิง ไม่ใช่ไม่อยากพูด แต่ตอนนี้เขาพูดไม่ออกเลย การวิ่งที่หนักหน่วงขนาดนี้เป็ครั้งแรกในชีวิตจริงๆ
"วิชาภายนอกทั้งมวล ไม่ว่าจะฝ่ามือทรายเหล็ก บาทาเหล็ก หรืออื่นๆ ล้วนเป็การฝึกอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า พลังโจมตีน่าใ ทว่าสิ่งเ่าั้ล้วนจัดเป็วิธีการโจมตีเท่านั้น ไม่ว่าวิชาภายนอกแขนงใด ร่างกายคือรากฐาน ร่างกายคือพื้นฐาน คนที่มีความเร็วปานสายฟ้า พลังยกของหนักพันจิน ต่อให้ฝึกวิชาภายนอกอะไร ไม่ว่าจะหมัดเทวะราชันย์ หรือบาทาเหล็ก ย่อมต้องเก่งกาจกว่าคนขี้โรคแน่นอน" จ้าวยุนซิงร่ายยาว
ตอนนี้ฉินอวี่ปรับลมหายใจได้ทันแล้ว ได้ยินจ้าวยุนซิงพูดเช่นนี้ จึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ เื่นี้ข้าเข้าใจ ร่างกายคือรากฐาน ร่างกายที่ดีเปรียบดั่งหยกดิบชั้นดี แกะสลักออกมาก็ย่อมงดงามกว่า ส่วนร่างกายที่อ่อนแอคือหยกเนื้อหยาบ ต่อให้ฝีมือแกะสลักสูงส่งเพียงใด ก็มิอาจเป็หยกแกะสลักที่เลอค่าได้"
ใบหน้าจ้าวยุนซิงปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยาก "ดีมาก เข้าใจก็ดี เวลาที่ข้าจะสอนเ้ามีแค่หนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนี้ ข้าจะเคี่ยวเข็ญเ้าจากทุกด้านของร่างกาย พละกำลัง ความเร็ว ความยืดหยุ่น พลังะเิ ความทนทานต่อการโจมตี และอื่นๆ ให้ร่างกายเ้าผลัดเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ส่วนวิธีการโจมตี ข้าจะไม่สอนเ้า ข้าจะสอนแค่วิธีฝึกร่างกายให้ถึงสภาวะสมบูรณ์แบบ ส่วนจะใช้ร่างกายนี้ไปโจมตีคน ฆ่าคนอย่างไร เ้าจงเรียนรู้ด้วยตัวเอง"
"วิธีฝึกของข้าคือ... วิชาฝึกฝนขีดจำกัด เมื่อครู่ตอนวิ่งเ้าคงััได้ถึงการมีอยู่ของขีดจำกัดทางร่างกาย แต่เมื่อเทียบกับการฝึกจริงของข้า นั่นเป็แค่เื่เด็กเล่น แน่นอน เ้าสามารถเลือกที่จะยอมแพ้ หากเ้าเลือกยอมแพ้ ข้าก็สบายตัว ทหารของข้าเข้มแข็งอดทนกว่าเด็กอย่างเ้าเยอะ" จ้าวยุนซิงมองฉินอวี่แล้วกล่าวอย่างเ็า
แววตาฉินอวี่แน่วแน่มั่นคง
ขีดจำกัด?
ฉินอวี่กลับรู้สึกว่าเขาชอบความรู้สึกของการก้าวข้ามขีดจำกัดนั้น ใช่แล้ว เขาหลงใหลมัน
"ท่านอาจารย์ เริ่มกันเถอะ" ฉินอวี่มองจ้าวยุนซิงอย่างฮึกเหิม จ้าวยุนซิงเลิกคิ้ว แปลกใจในจิตใจที่เข้มแข็งเกินวัยของลูกศิษย์คนนี้ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
แต่จู่ๆ ฉินอวี่ก็ทำหน้าเบี้ยว กะพริบตาปริบๆ มองจ้าวยุนซิง ทำเสียงน่าสงสาร "ท่านอาจารย์ ขอข้าพักหน่อยได้ไหม เมื่อกี้วิ่งเหนื่อยจริงๆ นะ ขอดื่มน้ำก่อน แล้วค่อยไปแช่น้ำพุร้อน ให้ปู่เวิงช่วยนวดหน่อย กล้ามเนื้อมันล้าน่ะ"
จ้าวยุนซิงชะงักกึก สีหน้าแข็งค้างไปทันที สีหน้าของจ้าวยุนซิงในตอนนี้ช่างดูพิลึกพิลั่น สามารถใช้คำคำหนึ่งมาบรรยายได้ นั่นคือ... หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก