ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 67 นี่ต่างหากพ่อค้าหน้าเลือด

            สตรีกล้าหาญที่ริอาจขโมยสมบัติของของเขาจุมพิตเขาด้วยกลอุบาย แลกเปลี่ยนน้ำลายในปากของเขา ล้อเล่นกับพิษในลำไส้ของเขาชื่อเสียงทั้งหมดของเขาถูกทำลายอยู่ในมือของสตรีนางนั้น

            เพียงแค่คิดถึงนางขึ้นมา เขาก็แทบจะควบคุมอารมณ์ตนเองเอาไว้ไม่อยู่เจตนาฆ่าของเขาพลุ่งพล่าน

            “ตอนนี้เรื่องได้ลามไปทั่วเมืองหลวงแล้วข้าได้ยินมาว่านางกลับมาพร้อมกับบุตรชาย...นางทราบได้อย่างไรว่าเจ้าเป็นเจ้าของดอกบัวพันปี สหายตัวน้อยที่นางพากลับมาคงไม่ใช่บุตรของเจ้าหรอกใช่หรือไม่? ”

            จีอู๋ซวงตะโกนเสียงดังวุ่นวายเส้นเสียงในลำคอของเขาขยายใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            ใบหน้าของตี้หลิงหานเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองอย่างยิ่ง

            ยังดีที่คนถามเป็นจีอู๋ซวง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นถามเขาจะต้องประทานหนึ่งฝ่ามือเหินเวหาให้เป็นแน่

            "ไม่... ใช่"

            ตี้หลิงหานกัดฟันตอบ

            “ไม่ใช่จริงหรือ? เจ้าไม่ได้แตะต้องนางเลยหรือ? ”

            จีอู๋ซวงลูบคางของเขาไปมา ทำราวกับว่าเขากำลังสำรวจอย่างละเอียดอยู่

            ตี้หลิงหานเม้มปาก ไม่กล่าวอันใดเพิ่มเติมอีก มีเพียงสีหน้าที่จริงจังขึ้นเท่านั้น

            “ฮ่าๆ ข้าไม่ถามก็ไม่ได้หรือแต่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างไรคุณหนูคนโตของตระกูลมู่นั่นก็นับว่าเก่งกาจยิ่งนับว่าเป็นตำนานได้เลยทีเดียว เจ้าตั้งใจจะให้อภัยนางอย่างนั้นหรือ? เจ้าต้องลำบากเสียกำลังไปมากมายเพื่อให้ได้ดอกบัวพันปีนั่นมาจะถูกนางเอาเปรียบง่ายๆ เช่นนี้หรือ? ”

            “หึ ข้าขายนางไปในราคาสามล้านตำลึง”

            ตี้หลิงหานกล่าวอย่างเย็นชา

            น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ

            "หมายถึงอย่างไร? "

            จีอู๋ซวงไม่เข้าใจเลยสักนิดในตอนนั้นเองอั้นจิ่วก็โผล่มาเพื่อรายงานบางสิ่งบางอย่างพอดีแม้ตี้หลิงหานจะขี้เกียจเกินกว่าจะกล่าวอันใดเพิ่ม ทว่าจีอู๋ซวงก็อยากรู้อยากเห็นยิ่งนักดังนั้นเขาจึงได้ทราบจากปากของอั้นจิ่วว่าเกิดอะไรขึ้นในจวนเมื่อวานนี้

            ตามนิสัยเดิมของอั้นจิ่วนั้น เขาไม่ใช่คนช่างพูดและไม่มีใจที่ชอบติฉินนินทาดังนั้นเรื่องสตรีคนโตแห่งตระกูลมู่ที่บังคับจูบและถ่มน้ำลายยั่วโมโหเจ้านายของเขาจึงไม่ได้ถูกพูดถึง

            หลังจากนั้นไม่นานจีอู๋ซวงก็ยกนิ้วโป้งขึ้นไปทางตี้หลิงหานพร้อมกับกล่าวว่า "ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"

            แม้ว่าดอกบัวพันปีจะหายากแต่ก็ไม่นับว่ามีราคาค่างวดอันใดมากมายเพียงแค่เงินหนึ่งร้อยตำลึงก็สามารถหาซื้อมาได้แล้ว

            เมื่อนึกถึงสตรีในหมวกงอบจากหออู๋หมิงในวันนี้ที่ด่าเขาว่าเป็นพ่อค้าหน้าเลือดเขาควรพานางมาเปิดหูเปิดตาว่าพ่อค้าหน้าเลือดที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

            “หากนางไม่สามารถรวบรวมเงินได้ครบจะให้นางเข้าจวนมาเป็นข้ารับใช้จริง ๆ หรือ? นี่ไม่ได้เปิดโอกาสให้นางได้ใกล้ชิดกับเจ้าใช่หรือไม่?ไม่กลัวว่านางจะต้องเข้ามาพัวพันกับเจ้าหรือ? ”

            เมื่อได้ยินคำพูดของจีอู๋ซวงในสายธารแห่งความคิดของตี้หลิงหานก็ปรากฏภาพใบหน้าที่มีเสน่ห์ของมู่อันเหยียน และดวงตาที่เจ้าเล่ห์มากแผนการราวกับสุนัขจิ้งจอก สตรีเช่นนั้นอย่างไรก็ต้องทำให้นางตกอยู่ในกำมือของเขาให้ได้

            เพื่อเป็นการแก้แค้นเรื่องจุมพิตและการถ่มน้ำลายเขาจะต้องล้างแค้นให้จงได้

            “เพียงเพื่อให้นางตกอยู่ในมือของเปิ่นกง”

            จีอู๋ซวงรู้สึกว่าน้ำเสียงของพี่ชายที่แสนดีของเขาช่างน่าหวาดผวาเป็นอย่างยิ่งราวกับมีรังสีสังหารจางๆ วนเวียนอยู่รอบตัว ชายหนุ่มจึงรีบพูดต่อว่า “พอเถิดพอเถิด มีเรื่องใหญ่เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้อารมณ์ของเจ้าไม่คงที่เช่นนั้นหรือใช่แล้ว วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องกล่าวแก่เจ้า”

            "เรื่องอันใด? "

            ตี้หลิงหานเงยหน้าขึ้นถามอย่างเย็นชา

            จีอู๋ซวงหยิบกล่องไม้ออกมาจากอกเสื้อของเขา“หออู๋หมิงได้รับผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาดมาวันนี้มันเป็นผลวิญญาณอัคคีที่เจ้าต้องการ พิษหนาวเย็นในร่างของเจ้าผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาดนี้มีฤทธิ์สามารถข่มเอาไว้ได้ ข้านับวันไว้ยังพอมีเวลาอีกสี่วันก่อนถึงวันที่สิบห้า เจ้าจงกินมันก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเมื่อพิษเย็นมาเยือน มันมีความสามารถในการข่มฤทธิ์ของกันและกันช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้”

            ตี้หลิงหานเหลือบมองผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาดมันอยู่ในสภาพที่ดีเป็นอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าพร้อมกับรับฟังคำพูดของจีอู๋ซวง

            “ผลไม้นี้ราคาไม่ถูกนักต้องใช้เงินถึงสามแสนห้าหมื่นตำลึงเพื่อซื้อมัน แม่นางน้อยนั่นนับว่าโชคดียิ่งไม่รู้ว่านางไปเสี่ยงอันตรายอันใดมานางยังขายหญ้าวิญญาณลึกลับอีกหนึ่งร้อยยี่สิบต้นให้แก่หออู๋หมิงกลายเป็นเศรษฐีในพริบตา"

            จีอู๋ซวงนึกถึงฮวาเหยียน สตรีสวมหมวกงอบขึ้นมา จึงเอ่ยปากกล่าว

            "หนึ่งร้อยยี่สิบต้น? "

            ตี้หลิงหานไม่สนใจคำพูดของเขาในตอนแรกแต่เมื่อได้ยินตัวเลขก็ให้รู้สึกประหลาดใจนักนี่ไม่ใช่การเสี่ยงอันตรายที่คนทั่วไปสามารถทำได้และหญ้าวิญญาณลึกลับหนึ่งร้อยยี่สิบต้นก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย

            “อืม แม่นางน้อยคนนั้นบ้าบิ่นยิ่งนักนางกล้าทุบตีบุตรชายคนเล็กของท่านโหวหย่งซินข้าไม่รู้ว่านางเป็นสตรีของจวนตระกูลใดแต่ทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่งและความกล้าหาญฟ้าไม่เกรงใจดินไม่เกรงกลัว นับว่าน่าสนใจยิ่ง อ่า และเพราะว่าข้าตื่นเต้นสำหรับผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาดนี่อยู่นิดหน่อยก็เลยตื่นเต้นเสียจนเผลอไล่ท่านโหวหย่งซินออกจากหออู๋หมิงไม่รู้ว่าชายชราที่แสนจะฉลาดเหลี่ยมจัดนั้นจะสร้างปัญหาอันใดให้กับหออู๋หมิงหรือไม่"

            จีอู๋ซวงกินองุ่นแล้วกางแขนกางขาแผ่บนเก้าอี้อีกครั้ง พึมพำกับตัวเองแม้ปากของเขาจะพูดเช่นนั้น แต่บนในหน้าของเขากลับไม่ปรากฏความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิด

            อีกด้านหนึ่ง แววตาของตี้หลิงหานราวกับดวงดาวในคืนเดือนดับ หลุบตาไม่รู้ว่าเขากำลังตรึกตรองเรื่องอันใดอยู่กันแน่

            สักพักก็กล่าวออกมาว่า "เขาย่อมไม่กล้า"

            จีอู๋ซวงยักไหล่ "ไม่ได้นำพาในสายตาข้าอยู่แล้ว"

            วินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงของตี้หลิงหานที่พูดว่า"สตรีที่ขายหญ้าวิญญาณลึกลับนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร? "

            ได้ยินคำพูดของตี้หลิงหานจีอู๋ซวงก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง"ที่แท้แล้วเจ้ายังสนใจสตรีอยู่อีกหรือ ช่างเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าประหลาดใจยิ่งนักหืม หรือว่าเจ้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว? "

            ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็นประกาย ทว่าตี้หลิงหานกลับมองเขาอย่างเย็นเฉียบ แววตาที่เย็นชาของเขาทำให้วาจาเยาะเย้ยที่กำลังจะถูกพ่นออกมาถูกระงับให้อยู่แต่ในลำคอทันที

            “น่าเบื่อนัก แม้แต่จะล้อเล่นก็ยังทำไม่ได้”

            จีอู๋ซวงบ่นออกมาหลายคำ

            “สตรีนางนั้นสวมหมวกงอบ ร่างทั้งร่างถูกปกคลุมอย่างแน่นหนาจึงมองไม่ออกว่าหน้าตาของนางเป็นเช่นไรแต่นางกำลังอุ้มลูกหมาป่า ข้าสังเกตว่าหมาป่าตัวน้อยไม่ใช่หมาป่าธรรมดาลูกหมาป่าตัวนั้นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ข้าเกรงว่ามันจะเป็นสัตว์วิญญาณอสูรตัวหนึ่งหากเจ้าต้องการสอบถามเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้น ข้าช่วยเจ้าได้พรุ่งนี้นางจะมาที่หออู๋หมิง นางกล่าวว่านางมีบางอย่างที่ต้องการจะขายอีก ใช่แล้วนางมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งกับคุณหนูใหญ่แห่งสกุลมู่ มู่เฉิงอินเพื่อคุณหนูใหญ่มู่ นางจึงยอมออกหน้าให้”

            จีอู๋ซวงกล่าวจบในลมหายใจเดียว

            อย่างไรก็ตาม แววตาของตี้หลิงหานกลับมืดครึมและลึกล้ำ ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กล่าวโดยสรุปแล้ว ดวงตาของเขาดูน่ากลัวอยู่เล็กน้อย

            “มีอันใด... มีเรื่องอันใดหรือ? ”

            จีอู๋ซวงถาม

            แต่กลับเห็นมุมปากของตี้หลิงหานกระตุกอย่างกะทันหัน บุรุษผู้นั้นไม่ได้เป็นคนช่างยิ้มแต่รอยยิ้มของเขาเพียงหนึ่งยิ้มกลับทำให้ใต้หล้าตื่นตะลึงช่างน่าอัศจรรย์ราวกับปีศาจบนโลกมนุษย์

            “นางขายหญ้าวิญญาณลึกลับหนึ่งร้อยยี่สิบต้นและผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาดหนึ่งผลรวมเป็นเงินเท่าใด? ”

            “หนึ่งล้านห้าแสนห้าหมื่นตำลึง”

            จีอู๋ซวงไม่ทราบเจตนาของตี้หลิงหานแต่เขาก็ตอบตามความจริง

            วินาทีต่อมาก็ได้ยินตี้หลิงหานถามว่า"เจ้ารู้หรือไม่ว่านางมีนามว่าอันใด? "

            เมื่อได้ยินคำถามของตี้หลิงหาน ดวงตาหงส์ของจีอู๋ซวงก็กรอกเป็นวงกลม"ทำไมหรือ? เจ้าถูกสตรีแปลกประหลาดทำให้ใจสั่นหรือ?เจ้ารู้หรือว่านางเป็นใคร? ทราบหรือไม่ว่าครอบครัวของนางเป็นอย่างไร?ไม่แน่ว่านางอาจจะเป็นสตรีอัปลักษณ์ก็เป็นได้! "

            จีอู๋ซวงกรีดร้องโวยวาย

            "หุบปาก"

            ตี้หลิงหานเหลือบมองจีอู๋ซวงด้วยสีหน้ากังวล

            “ได้ๆๆข้าไม่รู้ว่านามที่สตรีนางนั้นบอกจะเป็นนามที่แท้จริงของนางหรือไม่นางบอกว่านางชื่อฮวาเหยียน กล่าวโดยสรุปก็คือ สตรีนางนั้นมีบุคลิกเป็นเอกลักษณ์นิสัยไม่นับว่าดีเท่าไหร่นัก โลภเงินอยู่นิดหน่อยอีกทั้งยังเป็นคนที่ค่อนข้างตระหนี่ นางขายสินค้าให้แก่หออู๋ซวงได้เงินเป็นจำนวนมากแต่กลับให้รางวัลข้ารับใช้ในหออู๋หมิงเพียงแค่สองตำลึง นั่นทำให้ข้าเกือบหัวเราะจนสิ้นใจตาย"

            จีอู๋ซวงบ่นอุบอิบงุบงิบไม่หยุด

            ตี้หลิงหานหรี่ดวงตาลง ฮวาเหยียน... มู่อันเหยียน... นี่เป็นเรื่องบังเอิญใช่หรือไม่?

            “พรุ่งนี้ผู้หญิงคนนั้นจะไปหออู๋หมิงเมื่อใด? ”

    คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน