ตลาดสดในยามสายยังคงคึกคักวุ่นวาย กลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นมูลสัตว์โชยอบอวล แต่มันกลับเป็กลิ่นที่กู่เจี้ยนหุนในร่างของอาเฉินรู้สึกว่า 'หอมหวาน' ยิ่งกว่ากลิ่นเครื่องกำยานราคาแพงลิบลิ่วในอดีตชาติภพ เพราะยามนี้มันคือกลิ่นอายของ 'อาหาร' ที่จะประทังชีวิต
เขาเดินตรงดิ่งไปยังแผงขายเนื้อหมูที่ใหญ่ที่สุดในตลาด เขียงไม้ขนาดมหึมาเปื้อนคราบเืหมูชุ่มโชก ชายร่างั์เปลือยท่อนบนอวดมัดกล้ามเป็มันเลื่อมกำลังเงื้อปังตอสับกระดูกเสียงดังสนั่น ปัง! ปัง!
"เถ้าแก่จาง" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยเรียกเสียงเรียบ
ชายร่างั์เงยหน้าขึ้นมามอง ทันทีที่เห็นว่าเป็ผู้ใด มันก็แสยะยิ้มกว้างจนดูเหมือนการแยกเขี้ยวของสัตว์ร้าย "อ้าว... อาเฉินคนขยัน วันนี้จะมาขอเชื่อเศษกระดูกหมูไปต้มน้ำแกงอีกหรืออย่างไร ข้าบอกเ้าแล้วนะว่าบัญชีเก่าของเ้ายังมิได้ชำระเลย ครั้งนี้ข้าไม่ให้ติดค้างเพิ่มแล้ว!"
กู่เจี้ยนหุนมิได้เอ่ยโต้ตอบวาจาถากถางนั้น เขาเพียงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบก้อนเงินขนาดเล็กออกมาก่อนจะวางลงบนเขียงไม้เปื้อนเื เสียง 'กริ๊ก' เบา ๆ ของโลหะกระทบเนื้อไม้ส่งผลให้เสียงสับกระดูกหมูหยุดชะงักลงในทันที
"ข้า้าหมูสามชั้นสองชั่ง เอาส่วนที่มีมันหนา ๆ" กู่เจี้ยนหุนสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แล้วก็ซี่โครงอีกหนึ่งชั่ง กับมันแข็งสำหรับเจียวอีกหนึ่งชั่ง"
เถ้าแก่จางเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน มองก้อนเงินสลับกับใบหน้าซีดเซียวของชายขี้โรคตรงหน้า "นี่เ้า... ไปลักขโมยหรือปล้นชิงผู้ใดมาหรือไม่วะ"
"ข้าจะเอาเงินมาจากที่ใดหาใช่กงการอะไรของเ้าไม่" กู่เจี้ยนหุนปรายตาสมองโล่งกว้างพลางเอ่ย "จะขายหรือไม่ หากไม่ขาย ข้าจะได้ไปซื้อหาร้านอื่น"
"ขาย! ขายสิพี่ชาย!" เถ้าแก่จางรีบตะครุบก้อนเงินนั้นไว้ทันควัน ท่าทีแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือในพริบตา "แหม... พี่เฉิน วันนี้ดูราศีจับเชียวนะ ประเดี๋ยวข้าจะแถมตับหมูให้เ้าไปสักหน่อยก็แล้วกัน เอาไปต้มบำรุงเืลมเสียบ้าง"
กู่เจี้ยนหุนพยักหน้ารับเล็กน้อย ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงและผู้คนต้องใช้แรงงานหนักหน่วง 'เนื้อติดมัน' คือสินค้าราคาแพงและเป็ที่้ามากที่สุดเพราะมันให้พลังงานสูง ต่างจากเนื้อแดงล้วนที่มีราคาถูกกว่า สำหรับครอบครัวที่ขาดสารอาหารจนซูบผอมเช่นเขา ไขมันสัตว์คือสิ่งจำเป็ที่สุดในเวลานี้
เมื่อได้รับห่อเนื้อหมูที่ห่อด้วยใบบัวใบใหญ่ กู่เจี้ยนหุนก็ก้าวเดินต่อไปยังร้านขายข้าวสาร
เขาเลือกซื้อข้าวสารขาวชั้นดีสิบชั่ง แป้งหมี่อีกถุงใหญ่ และเครื่องปรุงรสพื้นฐานอย่างเกลือ ซีอิ๊ว รวมถึงน้ำตาลทรายแดง
เงินสามตำลึงที่เพิ่งได้มา พร่องไปเกือบหนึ่งในสาม ข้าวของเครื่องใช้ในเมืองนี้แพงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก ทว่าเมื่อก้มมองดูเสบียงในมือ เขาก็รู้สึกพึงพอใจ ยิ่งนัก สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้ครอบครัวของเขาอยู่รอดปลอดภัยไปได้ถึงสิบวัน... จนกว่าเขาจะบรรลุขั้นย่อยถัดไป
...
ขากลับ การเดินแบกข้าวสารและเนื้อหมูรวมน้ำหนักเกือบสิบชั่งสำหรับคนธรรมดาทั่วไปอาจไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด ทว่าสำหรับร่างกายที่ป่วยไข้กระเสาะกระแสะของอาเฉิน มันคือการทรมานสังขารอย่างแท้จริง
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: 8 วัน 23 ชั่วโมง]
กู่เจี้ยนหุนกัดฟันก้าวเดิน ขาทั้งสองข้างสั่นเทาพั่บ ๆ เหงื่อไคลไหลย้อยเข้าตาจนแสบพร่า ทว่าเขากลับไม่ยอมวางของลงเพื่อพักผ่อน จิติญญาแห่งปรมาจารย์กระบี่สั่งให้เขาอดทน ความเ็ปทางกายเปรียบเสมือนเื่ชั่วคราว ทว่าความหิวโหยของลูกเมียต่างหากที่เป็เื่เร่งด่วนที่สุด
เมื่อเขาเดินเลี้ยวเข้าสู่ตรอกสลัมอันซอมซ่อ สายตาของเหล่าเพื่อนบ้านต่างจับจ้องมองห่อใบบัวและถุงข้าวสารในมือเขาด้วยความตื่นตะลึง บางคนมองด้วยความริษยา บางคนซุบซิบนินทาว่าเขาอาจจะไปลักเล็กขโมยน้อยมา
กู่เจี้ยนหุนมิได้ใส่ใจสายตามดปลวกเ่าั้ เขาเดินตรงดิ่งกลับไปยังกระท่อมของตนทันที
"ท่านพ่อกลับมาแล้ว!"
เสียงเล็ก ๆ ของอาหยวนดังขึ้น เด็กน้อยวิ่งออกมาต้อนรับ ทว่าพอได้กลิ่นคาวมันหมูที่โชยออกมาจากห่อใบบัว นางก็ชะงักกึก จมูกน้อย ๆ สูดดมฟุดฟิดด้วยความฉงน
"ท่านพ่อ... นั่นกลิ่น..."
เจ้ิและเสี่ยวหลินเดินตามออกมา ทั้งคู่ยืนตะลึงงันไปในทันทีเมื่อเห็นสามีวางข้าวของกองโตลงบนแคร่หน้าเรือน
"นี่มัน..." เจ้ิมือสั่นระริกขณะเอื้อมไปเปิดห่อใบบัว เผยให้เห็นเนื้อหมูสามชั้นชิ้นหนาที่มีชั้นไขมันขาวจั๊วะสลับกับเนื้อแดงฉ่ำสด "หมูสามชั้นรึ แล้วนี่... ข้าวสารขาวชั้นดี? ท่านพี่... ท่านไปเอาเงินทองมากมายมาจากที่ใดกันแน่"
"ข้าบอกพวกเ้าแล้วว่าข้าไปขายสมุนไพรมา" กู่เจี้ยนหุนนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ หอบหายใจถี่กระชั้น พยายามปรับลมหายใจให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ "วันนี้... จงทำหมูตุ๋นน้ำแดง แล้วก็หุงข้าวสวยร้อน ๆ... ให้เด็ก ๆ ได้กินกันให้เต็มอิ่มเสียที"
เสี่ยวหลินน้ำตาคลอเบ้า นางจ้องมองเนื้อหมูตรงหน้าราวกับมองอัญมณีล้ำค่า "ั้แ่พ้นวันปีใหม่คราก่อน พวกเรายังมิได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์เลย... ขอบพระคุณท่านพี่มาก"
"มัวยืนร้องไห้อยู่ด้วยเหตุใด รีบไปจัดเตรียมสำรับเข้าสิ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว" กู่เจี้ยนหุนแสร้งทำเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขินในใจ
บรรยากาศภายในเรือนแปรเปลี่ยนไปในพริบตา ความหดหู่และสิ้นหวังถูกพัดพาออกไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นเต้นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
เย็นวันนั้น ควันไฟโขมงลอยออกจากครัวเล็ก ๆ พร้อมกับกลิ่นหอมหวนของมันหมูที่ถูกเจียวจนเหลืองกรอบ และกลิ่นหอมหวานของเนื้อหมูตุ๋นซีอิ๊วที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มชวนลิ้มลอง
เมื่อกับข้าวถูกจัดวางลงบนแคร่ไม้ไผ่ พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ ส่งควันฉุย เด็กน้อยทั้งสองคนลอบกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ดวงตาจับจ้องมองอาหารตรงหน้าไม่กระพริบตา ทว่ากลับไม่มีใครกล้าลงมือตักก่อน
"กินเถิด" กู่เจี้ยนหุนคีบเนื้อหมูชิ้นที่ใหญ่ที่สุดใส่ลงในชามของอาฟาง แล้วคีบอีกชิ้นส่งให้อาหยวน จากนั้นจึงคีบแบ่งให้ภรรยาทั้งสอง "มิต้องเกรงใจอันใด มื้อนี้กินให้หมดสิ้น พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่"
วินาทีที่เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลิ้น อาหยวนถึงกับหลับตาพริ้ม เคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความสุขล้นปรี่จนแก้มตุ่ย
กู่เจี้ยนหุนมองภาพความสุขตรงหน้าพลางยกถ้วยข้าวต้มขึ้นจิบ (เหตุที่เขาเลือกกินข้าวต้มเพราะร่างกายยามนี้ยังปรับตัวรับอาหารหนักมากไม่ได้)
ในอดีตชาติ เขาเคยดื่มสุราทิพย์ร้อยปี แกล้มด้วยตับัเลอค่า ทว่าเขากลับจำไม่ได้แล้วว่ามันมีรสชาติอร่อยล้ำเพียงใด ทว่า... ข้าวต้มธรรมดาถ้วยนี้ กับรอยยิ้มเปื้อนคราบซอสของบุตรสาวตรงหน้า กลับทำให้เขารู้สึก 'อิ่มเอม' ในใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
‘การได้ใช้ชีวิตเป็มนุษย์ธรรมดา... มันก็มิได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด’
เขาคิดในใจ ขณะที่หางตาเหลือบไปเห็นแสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาผุพัง
เหลือเวลาอีกแปดวัน... เมื่อร่างกายนี้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ การฟื้นฟูของจิติญญากระบี่ก็จะเสถียรมั่นคงขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น... ใครหน้าไหนที่เคยดูถูกิ่เกียรติครอบครัวนี้ จะได้เห็นดีกันเป็แน่