เหล่าบุรุษหนุ่มที่เมื่อครู่ถูกเจ้าเด็กน้อยเตะต่อยต่างก็ตะลึงงัน
บ้าเอ๊ย เจ้าเด็กนี่สมองกลับไปแล้วหรืออย่างไร?
ฟ้าดินเป็นพยานได้ เมื่อครู่พวกเขากำลังขี่ม้ากลับมาอยู่ดี ๆ เจ้าเด็กนี่จู่ ๆ ก็ร่วงลงมาจากฟ้า ทำพวกเขาตกใจจนบางคนถึงกับตกจากหลังม้า บางคนก็หัวทิ่ม พวกเขาบอกให้ขอโทษ แต่ใครจะคิดว่าเด็กคนนี้จะจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ เสียงพูดที่ยังไม่ชัดกลับเอ่ยว่า “สมน้ำหน้า”
พวกเขาจึงโมโหอย่างมาก!
ถลกแขนเสื้อเตรียมจะจัดการ แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กคนนี้จะมีฝีมือร้ายกาจ สามารถทำร้ายพวกเขาได้ แต่เผลอแวบเดียวเขาก็แสร้งทำเป็นออดอ้อนกับผู้ใดกัน?
ช้าก่อน!
นั่นมันเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่หรือ?
บรรดาบุรุษหนุ่มจำเฉินเหมียวเหมี่ยวได้ จึงรีบเอ่ยขึ้น “คุณหนูเฉิน เจ้าเด็กคนนี้ร้ายกาจมาก ท่านดูสิ เขาทำร้ายพวกเรา!”
“ใช่ ๆ!”
“ท่านอย่าไปเชื่อเขานะ!”
คำพูดของพวกเขาเวลานี้ไม่ได้เข้าหูเฉินเหมียวเหมี่ยวแม้แต่น้อย นางก้มตัวลงอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา ทั้งยังเช็ดรอยเปรอะเปื้อนบนใบหน้าให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยกับคนเหล่านั้น “เด็กคนนี้อายุยังไม่ถึงสามขวบด้วยซ้ำ แต่พวกเจ้าคาดว่าคงอายุสิบเจ็ดสิบแปดแล้วกระมัง รังแกเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งเช่นนี้ ไม่อายบ้างหรืออย่างไร?”
บรรดาบุรุษหนุ่ม “???”
ใครรังแกใครกันแน่?
ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าเด็กนี่ยังตัวสะอาดสะอ้านอยู่แท้ ๆ รอยเปื้อนที่หน้ามาตั้งแต่เมื่อใด?
“คุณหนูเฉิน พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ๆ นะขอรับ พวกเรากลับจากเรือนของท่านและมาถึงตำบลซาเจียว ระหว่างทางพวกเราก็เดินทางมาตามปกติ แต่จู่ ๆ เจ้าเด็กนี่ก็ปรากฏตัวขึ้น ทำให้ม้าของพวกเราตกใจ ดูสิขอรับ พวกเราต่างก็ตกหลังม้า...”
“ใช่แล้วขอรับคุณหนูเฉิน เด็กคนนี้เป็นคนผิดจริง ๆ!”
“คุณหนูเฉิน ท่านต้องเชื่อพวกเรานะขอรับ...อย่างไรซะพวกเราก็เป็นคนที่องค์ชายสามเลือกให้ท่าน เราจะโกหกท่านได้อย่างไร?”
“พอแล้ว” เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ได้รับการสั่งสอนแล้ว เรื่องนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้ก็แล้วกัน”
คนเหล่านั้นต่างก็ไม่พอใจ
“เช่นนั้นบาดแผลของพวกเราจะทำเช่นไร!”
“ใช่!”
“พวกเราต้องถูกทำร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้น่ะหรือ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวหยิบหินวิญญาณสามสี่ก้อนออกมาจากถุงเฉียนคุนด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะโยนให้พวกเขาพร้อมทั้งเอ่ย “รับไป แล้วก็ไปซะ”
คนเหล่านี้รับมาด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นเป็นหินวิญญาณ ก็พลันดีใจขึ้นมา
ได้ยินมาว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวผู้นี้ใช้เงินจนหมดเพื่อแลกกับที่ดินมาผืนหนึ่ง ช่างโง่เขลาจริง ๆ ดูสิ เพียงแค่พวกเขาบ่นไม่กี่ประโยคก็ยอมให้หินวิญญาณกับพวกเขาแล้ว สุนัขของตำบลซาเจียวยังฉลาดกว่านางด้วยซ้ำ!
หลังจากคนเหล่านั้นได้สติก็รู้สึกหงุดหงิด หากรู้เช่นนี้ พวกเขาคงจะทำร้ายตัวเองให้หนักกว่านี้ ทางที่ดีให้ขาหักไปเลย เช่นนั้นก็จะได้เรียกหินวิญญาณได้มากอีกหน่อย
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองดูท่าทีละโมบของคนเหล่านี้โดยไม่พูดอะไร มุมปากยิ้มเย็นออกมา ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินจากไปทันที
เจ้าตัวเล็กเกยคางเอาไว้บนไหล่ของเฉินเหมียวเหมี่ยวมองคนพวกนั้น ดวงตาสีดำสนิทส่องประกายสีทองออกมา พลางแยกเขี้ยวเล็ก ๆ ออกมาด้วย
น่ารังเกียจที่สุด
ท่านปู่อิ๋งพูดถูก บรรดาพวกมนุษย์นอกจากเหมียวเหมี่ยวแล้ว คนอื่นล้วนไม่ใช่คนดี!
เมื่อครู่พวกเขายังนินทาเหมียวเหมี่ยวเสียงดังอยู่แท้ ๆ ไม่ว่าจะเป็น “เฉินเหมียวเหมี่ยวแค่คนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้คนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรกล้ามารังเกียจพวกเขา”
“เฉินเหมียวเหมี่ยวโหดเหี้ยมเช่นนี้ แม้แต่ตระกูลของตัวเองก็ยังกำจัดจนสิ้นซาก ต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน”
“เฉินเหมียวเหมี่ยวใจดำอำมหิต ชาติหน้าต้องโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งเป็นแน่”
และอีกมากมาย
แม้เจ้าตัวเล็กจะไม่เข้าใจนัก แต่เขารู้ว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่คำพูดที่ดี และเขายังสัมผัสได้ถึงเจตนาชั่วร้ายอันรุนแรงจากพวกเขาอีกด้วย
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเหมียวเหมี่ยวปรากฏตัว พวกเขาจะเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้
ช่างต่ำทรามยิ่งนัก!
ยังกล้าหลอกเอาของของเหมียวเหมี่ยวอีก!
เขาโมโหมากจริง ๆ!
เมื่อสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวเล็กในอ้อมอกเหมือนจะโมโห เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จึงลูบที่แผ่นหลังของเขาเบา ๆ “เลิกโมโหได้แล้ว โมโหแล้วเสียสุขภาพไม่คุ้มกันนะ”
เสียงของนางยังอ่อนโยนเหมือนเคย เหมือนกับเหมียวเหมี่ยวในความทรงจำของเขาไม่มีผิด และท่าทีของนางก็เหมือนกับเหมียวเหมี่ยวอย่างมาก อบอุ่นที่สุด อ่อนโยนที่สุด ทำให้เขาคิดถึงที่สุด...
คนผู้นี้คือ เหมียวเหมี่ยวของเขาจริง ๆ ด้วย
แม้เขาจะหาเหมียวเหมี่ยวเจอแล้ว แต่เขาจะไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนเด็ดขาด ท่านปู่อิ๋งบอกว่าตอนนี้เหมียวเหมี่ยวจำพวกเขาไม่ได้ เขาต้องรออย่างใจเย็น รอเหมียวเหมี่ยวจำเขาได้ ไม่เช่นนั้นเขาอาจทำให้นางตกใจได้
ไม่เป็นไร ขอเพียงเหมียวเหมี่ยวยังอยู่ข้างกายเขา นานเพียงใดเขาก็รอได้
เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กกำคอเสื้อของนางจนแน่น ร่างทั้งร่างแนบไปกับอ้อมกอดของนาง บนมือเล็กป้อมมีเนื้อเป็นก้อน ๆ น่ากัด เฉินเหมียวเหมี่ยวอดรู้สึกมันเขี้ยวไม่ได้
ฮือ...อยากจะกัดลงบนมือเจ้าซาลาเปาน้อยคนนี้จริง ๆ นี่มันอะไรกันเนี่ย?
นางคงไม่ได้เป็นพวกโรคจิตหรอกกระมัง?
หลังจากข่มความคิดที่มันเขี้ยวเจ้าตัวเล็กได้แล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็พาเจ้าตัวเล็กไปที่โรงน้ำชา ทั้งยังสั่งโจ๊กหวานให้เขาหนึ่งชาม “เด็กน้อย เจ้าชื่อว่าอะไรหรือ พ่อแม่เจ้าล่ะ บ้านเจ้าอยู่ที่ใด จำได้หรือไม่?”
เจ้าตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ ขนตายาวหนาราวกับพัดเล็ก ๆ ดวงตาดูกระจ่างใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เขาเอ่ยอย่างน่ารัก “ท่านพ่อและพวกท่านปู่เรียกข้าว่าเจ้าตัวเล็ก ท่านแม่เรียกข้าว่าตัวน้อย บ้านข้าอยู่ที่ครืน ๆ ๆ ฟู่ ๆ ๆ แต่ข้าหาทางกลับบ้านไม่เจอแล้ว~”
ครืน ๆ ๆ ฟู่ ๆ ๆ?
คำพูดของเด็กน้อยน่ารักจนเฉินเหมียวเหมี่ยวใจละลาย นางรีบกุมหน้าของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้ตัวเองเผลอทำหน้าเขินจนบิดเบี้ยวออกไป หลังจากสะกดความตื่นเต้นลงได้แล้วจึงถามต่อ “ครืน ๆ ๆ ฟู่ ๆ ๆ หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
เจ้าตัวเล็ก “ก็คือครืน ๆ ๆ ฟู่ ๆ ๆ”
“เช่นนั้นไกลจากที่นี่หรือไม่?”
“ไกล อยู่สูงมาก ๆ ๆ ๆ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
ดูท่านางคงจะไม่ได้อะไรเสียแล้ว
โจ๊กหวานมาแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวลองแตะดูว่ายังร้อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าจะไม่ลวกปากเด็กน้อย จึงดันชามไปตรงหน้าเจ้าตัวเล็ก
“กินเองได้หรือไม่?”
“อื้ม”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้ารับหงึก ๆ และเริ่มกินโจ๊กราวกับกำลังเผชิญหน้ากับข้าศึกก็มิปาน
ตอนนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวมีสองทางเลือก ทางที่หนึ่ง พาเด็กคนนี้ไปส่งยังที่ว่าการของตำบลซาเจียว ให้พวกเขาตามหาครอบครัวให้เด็กน้อย ตัวเองก็จะสบายไปด้วย แต่ตอนนี้บนถนนเงียบสงบไม่มีใครตามหาเด็ก ไม่มีคนร้องห่มร้องไห้ นี่แสดงว่าเจ้าตัวเล็กต้องไม่ใช่คนตำบลซาเจียวอย่างแน่นอน
ทางที่สอง พาเด็กกลับไปด้วย แล้วค่อยขอให้แม่ทัพเนี่ยช่วยตามหาให้ เพราะชุดที่เด็กน้อยผู้นี้สวมใส่ไม่ใช่ชุดธรรมดา คิดว่าคงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เป็นแน่ บุตรหลานหายไป โดยเฉพาะในแคว้นต้าฉู่ เชื่อว่าคงใช้เวลาไม่นาน แม่ทัพเนี่ยต้องได้รับข่าวอย่างแน่นอน วิธีนี้น่าเชื่อถือกว่าการส่งเด็กให้ที่ว่าการตำบล
แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่เคยเลี้ยงเด็ก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กที่ตัวนุ่มนิ่มอย่างเจ้าตัวเล็กเลย สามัญสำนึกบอกนางว่า ควรไปแจ้งความก่อน และทิ้งเอาไว้ให้ทางการจัดการเอง
ทว่าเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งเรียบร้อย ใช้มือกำช้อนแน่นพยายามตักโจ๊กหวานเข้าปากด้วยท่าทางน่ารัก จู่ ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ลืมคิดถึงสามัญสำนึกที่ดีไปชั่วขณะ
นางรับช้อนในมือของเจ้าตัวเล็กมา และป้อนโจ๊กให้เขาอย่างใจเย็น ทั้งยังเช็ดคราบโจ๊กที่เลอะมุมปากให้เขาเป็นระยะ ใบหน้าเจ้าตัวเล็กค่อย ๆ แดงเรื่อ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาด้วยความเขินอาย “พี่สาวคนสวย...ตัวเล็กจะค่อย ๆ เรียนรู้วิธีกินข้าวเอง...” ดังนั้นเหมียวเหมี่ยวอย่ารังเกียจตัวเล็กเลยนะ
โอ๊ย...
เฉินเหมียวเหมี่ยวจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ไม่ใช่ว่านางเป็นคนไม่ดี แต่ศัตรูร้ายกาจเกินไปแล้ว นางไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย!!!
นางจะต้องพาเด็กคนนี้กลับไป! ทันที! เดี๋ยวนี้! ตอนนี้เลย!!!