เมื่อสองแม่ลูกกินข้าวเสร็จแล้ว ก็พากันย้ายไปนั่งใต้ต้นฮวายฉู้ในบ้าน แล้วมองดูประตูรั้วที่เบี้ยว ๆ เอียง ๆ
หนิงเยี่ยนจึงคิดอยากจะซ่อมบ้านขึ้นมาทันที ประตูรั้วก็ปิดไม่ได้ บ้านนี้มันน่าอดสูเสียจริง อีกอย่างหลังจากนี้คงจำเป็ต้องขึ้นไปบนูเา ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เวลาเ้าหนูน้อยอยู่บ้านคนเดียว อาจจะโดนคนมารังแกเอาได้
จะสร้างบ้านก็ต้องก่อกำแพงสูง
หนิงเยี่ยนกลับเข้าไปในห้องและหยิบเอาถุงเงินที่แอบซ่อนไว้ในรอยร้าวของกำแพงออกมา มองดูเงินที่เหลืออยู่แล้วนับมัน แต่นับกี่รอบก็ได้ 29 ตำลึง ไม่เพิ่มไม่ลด
เธอหยิบเงินขึ้นมา ในใจก็ขบคิดว่าจะสร้างบ้านแบบไหนดี
ท่าทีของหนิงเยี่ยนปิดบังเ้าหนูน้อยไม่ได้ เ้าหนูน้อยมองไปยังรอยร้าวที่กำแพง แล้วมองเงินในมือของแม่ เขาถลึงตากลม ๆ ในใจก็รู้สึกกังวลขึ้นมา แม่เอาเงินออกมาตอนนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“แม่ จะทำอะไรเหรอ?”
“ทำบ้านน่ะ ทำบ้านแล้วเลี้ยงหมาสักตัว เอาไว้เฝ้าบ้าน”
“ทำบ้าน ?”
เ้าหนูน้อยหน้าย่น เขาก็อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ แต่หากเอาเงินไปทำบ้าน คงต้องอดตายกันพอดี!
“อื้อ” เื่นี้มันจำเป็
ในเมื่อแม่ตั้งใจแล้ว เื่ที่ว่าจะประหยัดเงินคงต้องกลืนลงท้องไป อีกอย่างถ้าสร้างบ้าน แม่คงไม่ต้องทนลำบากลำบนเช่นนี้ นับเป็เื่ดี พอคิดได้แบบนี้เ้าหนูน้อยจึงกัดฟันตอบ
“งั้นก็สร้างบ้านกันเถอะ!”
“งั้นไปกัน ไปหาผู้ใหญ่บ้าน”
การสร้างบ้านถือเป็เื่ใหญ่ คงต้องรายงานผู้ใหญ่บ้านเสียก่อน
เธอออกจากบ้านพร้อมกับเอาน้ำตาลก้อนไปด้วย 1 ถุง หากจะไปขอความช่วยเหลือก็ต้องหัดมีน้ำใจ ถ้าไปมือเปล่าคงไม่เข้าท่า
ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านโกวจื่อวานนั้นแซ่จ้าว อายุ 40 ปลาย ๆ เขาสวมเสื้อคอปกสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขายาวสีเทา ในมือถือกล้องยาสูบ ตามแบบฉบับคนมีอายุ
วินาทีที่พบเข้ากับหนิงเยี่ยน ทำเอาเขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง คนในหมู่บ้านต่างพากันบอกว่านังหนูคนนี้เปลี่ยนไป แต่เขาไม่เคยเชื่อเลย พอได้มาเจอกับตาแบบนี้ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ นังหนูที่อยู่ตรงหน้าดูมีเรี่ยวมีแรง ไม่เหมือนนังหนูคนเดิมที่เหี่ยวเฉา คิดแล้วก็ยกเอากล้องยาขึ้นมาสูบ ใบยาที่อยู่ในกล้องถูกเผาไหม้จนกลายเป็สีแดง
“แม่หนูหนิงเยี่ยน วันนี้ไปยังไงมายังไง มีธุระอะไรหรือเปล่า ?”
“ใช่ ข้ามีธุระ”
หนิงเยี่ยนพยักหน้าตอบแล้วเอ่ยต่อ
“บ้านที่ตีนเขาของข้า มันทรุดโทรมลงกว่าเดิม เ้าหนูโหย่วหยูก็โตแล้ว ข้าเลยคิดที่จะสร้างบ้านใหม่ที่ข้างป่าหลังบ้าน”
“สร้างบ้านนี่เป็เื่ใหญ่ คนธรรมดาก็ยังรับภาระไม่ไหว”
หนิงเยี่ยนไม่ได้โง่ เธอรู้โดยทันทีว่าผู้ใหญ่บ้านกำลังสงสัยอะไร เธอจึงยิ้มแล้วตอบ
“ไม่ต้องกังวลเื่นี้ ข้าพอมีเงินอยู่บ้าง วันก่อนข้าไปล่ากวางบนูเา ไปถูกใจคนรวยในเมืองเข้า”
“ได้สิ งั้นเ้าพาท่านอาจารย์ซวีไปดูที่ทาง หากดูแล้วข้าจะไปจัดสรรให้เ้า”
ท่านอาจารย์ซวีที่ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถึงคือหมอดูฮวงจุ้ย คนในละแวกนี้ก่อนสร้างบ้านก็ต้องให้ท่านอาจารย์ซวีดูฮวงจุ้ยเสียก่อน แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าดูไปทำไม แต่ก็เชื่อว่าจะนำพาโชคมาให้
ตามความทรงจำของร่างนี้แล้ว ท่านอาจารย์ซวีเป็คนลึกลับ เวลามีปัญหาก็พอจะพึ่งพาได้ ด้านการแพทย์ก็พอรู้อยู่บ้าง เทียบกับพวก**หมอเท้าเปล่าก็ไม่รู้ว่าเก่งกว่ากันไหม แต่ไม่ว่าใครปวดหัวตัวร้อนก็ต่างมาหาท่านอาจารย์ซวี
หนิงเยี่ยนวางถุงกระดาษในมือลงบนโต๊ะ
“ข้าขอบคุณลุงผู้ใหญ่บ้านมาก ถุงนี้คือน้ำตาลก้อน เอาไว้ให้เสี่ยวโต้วจื่อต้มน้ำหวานกินนะจ๊ะ”
เสี่ยวโต้วจื่อเป็หลานชายของผู้ใหญ่บ้าน โตกว่าเ้าหนูหนิงโหย่วหยู 2 ปี เด็กอายุเท่านี้ก็ชอบน้ำหวานทั้งนั้น แต่น้ำตาลมีราคาแพงราวกับทองคำ ไม่ใช่ว่าอยากกินน้ำหวานตอนไหนก็กินได้ น้ำตาลที่หนิงเยี่ยนเอามาก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย ๆ
ผู้ใหญ่บ้านทั้งสุขทั้งกังวลในเวลาเดียวกัน สุขที่แม่หนูหนิงเยี่ยนนั้นมีเงินมาสร้างบ้าน แต่ก็กังวลที่เห็นเธอใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ขนาดน้ำตาลยังกล้าซื้อ ไม่รู้จักเก็บเงิน
ถึงแม้สิ่งที่คิดอยู่ในใจจะสับสนวุ่นวายไปหมด แต่ก็ยังเตือนหนิงเยี่ยนด้วยความหวังดี
“แม่หนู การไปกำหนดที่ดินต้องจัดการเอกสารคำสั่งจากฝ่ายราชการให้ดี แล้วการสร้างบ้านต้องมีผู้นำมาคอยช่วย บ้านตระกูลหนิงมีลุงสองของเ้าที่พอจะช่วยได้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ในใจเ้ามีใครที่รู้สึกว่าเหมาะสมไหม?”
“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านคิดว่าใครเหมาะ”
ถึงแม้ว่าหนิงเยี่ยนจะเป็ผู้สืบทอดความทรงจำของเ้าของร่างนี้ แต่หนิงเยี่ยนไม่ได้อยากอาศัยความทรงจำของเ้าของร่างนี้มาตัดสินใจ
“ถ้าแม่หนูไม่รังเกียจ ให้จ้าวเหลียงไปช่วยไหม?”
“ดีเลย หากพี่จ้าวมีเวลาไปช่วย แต่ข้าเกรงว่าจะไปรบกวนเวลาของพี่จ้าวเสียมากกว่า”
“เสียเวลาที่ไหน ต้องช่วยกันสิ”
ผู้ใหญ่บ้านส่ายหัว ถึงแม้ปากจะพูดประโยคสุดแสนเกรงใจ แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความพึงพอใจ
จ้าวเหลียงลูกชายผู้ใหญ่บ้าน อายุ 25 ปี เคยทำงานในศาลาว่าการในเมือง ถึงแม้จะทำแบบชั่วคราวได้เงินไม่มาก แต่ก็ได้สวม**ชุดดำ ถือกระบี่เดินอวดศักดิ์ในตลาด ทำให้มีรายได้สีเทาที่มากพอ ๆ กับรายได้ของคนธรรมดา 1 เดือน
เงินส่วนใหญ่ก็ต้องส่งให้เ้านาย เงินที่เหลือก็เอาไปกินเที่ยวกับพวกเฝ้ายาม กินข้าวมื้อหนึ่งเงินแทบไม่เหลือ แต่ยังไงก็ได้กินจนอิ่ม แล้วยังถือเอาไก่ย่าง เป็ดย่างกลับมาบ้านอยู่บ่อย ๆ แค่นี้ก็ทำให้คนอิจฉาได้แล้ว เขาเองก็พอใจมาก
“ลุงผู้ใหญ่บ้านพูดแบบนี้ ก็ทำให้พี่จ้าวเหลียงลำบากเสียเปล่า”
“ลำบากที่ไหนกัน ไม่มีอะไรลำบาก”
ผู้ใหญ่บ้านส่ายหัว เขาเป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน จะช่วยให้คนในหมู่บ้านสบายก็คงต้องออกแรงกายแรงใจเสียหน่อย
ถ้าวันนี้คนที่มาหาเขาเป็นังหนูหนิงเยี่ยนที่ไม่มีเรี่ยวมีแรงคนนั้นเขาคงจะไม่เอ่ยให้มากความ แต่นี่เป็แม่หนูหนิงเยี่ยนคนใหม่ที่สดใส ดูมีเรี่ยวแรง ขยันขันแข็ง คนแบบนี้ถึงจะไม่มีอนาคตที่ดี แต่ก็ไม่มีวันลำบากเื่ปากท้อง
เมื่อออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน หนิงเยี่ยนก็ตรงไปบ้านของท่านอาจารย์ซวีทันที
บ้านของท่านอาจารย์ซวีห่างจากบ้านฟางของหนิงเยี่ยนไม่ไกล ถ้าเทียบกับบ้านฟางแล้ว บ้านของท่านอาจารย์ซวีนั้นหรูหรากว่ามาก บ้านเกือบทุกหลังในหมู่บ้านไม่สามารถเทียบชั้นกับบ้านของท่านอาจารย์ซวีได้เลย
บ้านที่มีพื้นที่ 3 ส่วนตั้งอยู่ที่ตีนเขา ระหว่างกระเบื้องสีแดงและผนังสีขาวมีสมุนไพรปลูกอยู่
เธอเดินตามเด็กชายคนหนึ่งเข้าไป หลังจากที่เขามาเปิดประตูให้ ข้างราวระเบียงไม้พะยูงวางกระถางดอกไม้ไว้ 2-3 กระถาง ในกระถางปลูกพืชไว้หนาแน่น ดูแล้วน่าจะเป็ต้นฝ้าย กระถางก็อยู่ชิดกัน กิ่งก้านของมันผอมเหมือนฟางข้าว
แบบนี้ต้นฝ้ายก็แค่แตกกิ่งได้แต่ออกดอกไม่ได้
พอมองดูต้นกล้าเ่าั้ สีหน้าของหนิงเยี่ยนก็เริ่มอธิบายยาก
เด็กชายที่เดินนำหน้าหนิงเยี่ยนสวมเสื้อคลุมสีเทา พอรู้ตัวว่าเธอไม่ได้ตามมา เขาจึงหยุดเดินแล้วร้องเรียก
“ท่านหนิง ?”
ความสนใจของหนิงเยี่ยนจดจ่อไปยังดอกไม้ที่ปลูกในกระถาง แต่พอนึกหาความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับต้นฝ้ายของเ้าของร่างอย่างถี่ถ้วน ก็ไม่พบว่ามีความทรงจำไหนเกี่ยวข้องกับมันเลย
....................
**เกษตรกรที่ได้รับการฝึกการแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน
**ชุดขุนนาง