“เยี่ยซางเ้ากำลังพูดเื่ไร้สาระอะไร เ้าเองก็ช่วยพวกเราเหมือนกัน ไปพักกับพวกเราก่อนเถิดหลังจากนั้นข้าจะช่วยเ้าหากองคาราวานไปนครตานติ่งทีู่เาตานติ่งก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้บอกเ้าใช่หรือไม่ว่าเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่หุบเขาโอสถจะเปิดรับศิษย์ใหม่เข้าร่วมปีละครั้งแต่วันนี้เย็นเกินไปที่จะเดินทางแล้ว” หยางเซินมองเยี่ยซางแล้วกล่าว
“ก็ได้ถ้าอย่างนั้นข้าต้องขอรบกวนท่านแล้ว” เยี่ยซางไม่ปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายพวกเขาเข้ากันได้ดี เด็กหนุ่มรู้ว่าหยางเซินและคนอื่นๆ เป็คนที่ซื่อสัตย์แม้หลินเฉี่ยวมักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวเป็บางครั้ง แต่ถ้านางพอใจทุกคนก็เข้ากันได้เป็อย่างดี
ครั้งนี้เยี่ยซางไม่ได้เข้าพักที่โรงเตี๊ยมแต่ตู้ชงพาเขาไปที่บ้านแทน
หลังจากอาบน้ำและรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วเยี่ยซางก็เริ่มฝึกฝนตนเอง
ยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมาเยี่ยซางรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยฝึกบ่มเพาะลมปราณมาก่อน การชกออกไปแต่ละครั้งจึงมีพลังห้าร้อยถึงหกร้อยจินแต่หลังจากฝึกฝนลมปราณแล้วความแข็งแกร่งของหมัดก็กลับเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยซางมีความฝันเขา้ากลายเป็คนที่แข็งแกร่งพอจะสามารถปกป้องพ่อเฒ่าจากสิ่งต่างๆ ได้อีกอย่างเยี่ยซางก็ไม่เคยยอมแพ้ที่จะตามหาเื่ราวในอดีต โดยเฉพาะการออกจากหมู่บ้านจู๋หยวนซึ่งอาจจะทำให้เขาค้นพบเบาะแสเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเอง
วันนี้ก็เป็วันฝึกฝนอีกวันหนึ่งนอกจากกินและนอนแล้ว เยี่ยซางก็นั่งบ่มเพาะพลังของตัวเองเขารู้ว่าตนเองเริ่มช้ากว่าผู้อื่นดังนั้นพลังของเขาจึงไม่อาจเทียบเท่าพลังฝึกตนของผู้อื่นได้มีสองปัจจัยสำหรับผู้ฝึกตนที่จะทำให้พลังเพิ่มขึ้น อย่างแรกคือพร์อีกอย่างหนึ่งคือทรัพยากร
ตามที่หยางเซินและตู้ชงได้กล่าวไว้ทำให้เยี่ยซางรู้ว่าพร์ของเขาค่อนข้างดีการฝึกฝนยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมาเทียบได้กับการฝึกฝนเป็เวลาหนึ่งถึงสองเดือนหรืออาจจะครึ่งปีของผู้อื่นทั้งที่เขาไม่ได้ใช้ทรัพยากรในการฝึก
หลังจากเยี่ยซางฝึกฝนเสร็จเขาก็ได้รับข่าวจากตู้ชง
“เยี่ยซาง มีข่าวดี!เ้าไม่ต้องเดินทางตามกองคาราวานไปทีู่เาตานติ่งแล้วมีคนจากนครชื่อเหยียน้าไปหุบเขาโอสถเพื่อเข้าร่วมพิธีคัดเลือกเป็ศิษย์ของหุบเขาโอสถเหมือนกันตอนนี้พวกเขายังไม่ออกเดินทางท่านรองเ้านครกล่าวว่าเ้าสามารถเข้าร่วมขบวนเดินทางได้”
“จริงหรือ? เยี่ยมมาก!!!”เยี่ยซางตื่นเต้นมากที่จะได้ตรงไปที่หุบเขาโอสถโดยไม่ต้องเดินทางพร้อมกับกองคาราวาน
“ใช่แล้วในครั้งนี้คนที่จะไปหุบเขาโอสถก็เพื่อเข้าร่วมพิธีคัดเลือกทั้งนั้นแต่ละคนล้วนเป็ต้นกล้าชั้นดีจากนครชื่อเหยียนทางคฤหาสน์ของท่านเ้านครจะส่งองครักษ์ไปคุ้มกันด้วยดังนั้นไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยเลย” ตู้ชงตบไหล่ของเยี่ยซางเบาๆ ขณะกล่าว
“ขอบคุณพี่รองตู้”เยี่ยซางกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับความช่วยเหลือของตู้ชงและอีกสองสามคนที่เหลือหากเขาไม่ได้พบกับคนกลุ่มนี้ไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรในการเดินทางจากเมืองกู่หนานไปยังูเาตานติ่งเขาอาจจะไม่สามารถเข้าร่วมพิธีคัดเลือกของหุบเขาโอสถได้ด้วยซ้ำ
“เยี่ยซางเ้าอย่าพูดอย่างนั้น ครั้งนี้ต้องขอบคุณเ้าที่ช่วยพวกเราสี่พี่น้อง”ตู้ชงส่ายหัวและบอกเยี่ยซางเกี่ยวกับอดีตของพวกเขา
หยางเซินและตู้ชงเดิมเคยเป็ผู้คุ้มกันกองคาราวานของนครชื่อเหยียนพวกเขาเจอกับโจรูเาที่ทรงพลังระหว่างปฏิบัติงานคุ้มกันทั้งสี่คนได้รับาเ็สาหัส ใน่เวลานั้นรองเ้านครชื่อเหยียนฉินเอ้าเซวียนได้ปรากฏตัวขึ้นและช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ทำให้ต่อมาทั้งสี่คนได้กลายเป็องครักษ์ของเขา
ฉินเอ้าเซวียนมีลูกชายคนเดียวชื่อฉินเจินซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับเยี่ยซางแต่ร่างกายของเขามีความผิดปกติั้แ่กำเนิดทำให้ไม่สามารถฝึกตนบ่มเพาะได้เื่นี้ทำให้ฉินเอ้าเซวียนรู้สึกทุกข์ใจเป็อย่างมาก ดังนั้นหยางเซินและคนอื่นๆจึง้าช่วยเหลืออีกฝ่ายก่อนหน้านี้ฉินเอ้าเซวียนได้รับใบสั่งยาจากหุบเขาโอสถแต่เขาไม่สามารถหาส่วนผสมหลักของยาได้ซึ่งก็คือถุงน้ำดีของอูเจียว
สำหรับฉินเอ้าเซวียนแล้วการจัดการอูเจียวนั้นไม่ยากเลย แต่เพราะความหายากของมันทำให้ถุงน้ำดีของอูเจียวกลายเป็ของหายากมานานหลายปีแล้วคราวนี้การที่เยี่ยซางช่วยตามหาอูเจียว ไม่เพียงแต่จะช่วยพวกหยางเซินและคนอื่นๆยังถือว่าเขาได้ช่วยเหลือฉินเอ้าเซวียนไว้มากด้วย
เยี่ยซางรู้เหตุผลแล้วว่าทำไมหลินเฉี่ยวถึงอยากให้เขาเป็เพื่อนกับฉินเจินสำหรับฉินเจินซึ่งมาจากครอบครัวที่มีเื้ัเช่นนี้เขาคงรู้สึกเสียใจและแปลกแยกจากผู้อื่นเนื่องจากไม่สามารถฝึกตนได้หลินเฉี่ยว้าหาเพื่อนให้อีกฝ่ายเพราะไม่อยากให้เขาต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา
“อย่ากังวลไป ใน่สองสามวันมานี้ท่านรองเ้านครกำลังยุ่งอยู่กับการรักษาอาการาเ็ของนายน้อยฉินเจินนายน้อยเองก็จะไปทีู่เาตานติ่งด้วยเช่นกัน”
หลังจากตู้ชงพูดคุยกับเยี่ยซางครู่หนึ่งเขาก็จากไป
เยี่ยซางกลับไปยังที่พักที่ตู้ชงจัดเตรียมไว้ให้เพื่อฝึกฝนต่อจากคำบอกเล่าของตู้ชงทำให้เยี่ยซางไม่รู้สึกรีบร้อนอีกต่อไปฉินเจินเองก็จะไปทีู่เาตานติ่งในหุบเขาโอสถคนกลุ่มนั้นจะไม่ทิ้งเขาไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน
สองวันต่อมาหลังจากที่เยี่ยซางฝึกซ้อมเสร็จตู้ชงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง“เยี่ยซางไปกันเถิด มีงานเลี้ยงในคฤหาสน์ของท่านรองเ้านครท่านขอให้ข้ามาพาเ้าไปที่นั่นเป็กรณีพิเศษ”
“ให้ข้าไปหรือ?” เยี่ยซางถามด้วยความประหลาดใจ
นครชื่อเหยียนเป็เมืองขนาดใหญ่ใหญ่กว่าเมืองกู่หนานเป็ร้อยเท่า ยิ่งเทียบไม่ได้กับหมู่บ้านจู๋หยวนด้วยฐานะรองเ้านครชื่อเหยียน ฉินเอ้าเซวียนถือเป็เป็คนใหญ่คนโตอย่างแท้จริงนี่ไม่ใช่เพราะเยี่ยซางรู้สึกด้อยกว่าแต่ทั้งสองฝ่ายเหมือนมาจากคนละโลกเสียมากกว่า
“ไม่ต้องกังวลท่านรองเ้านครโเี้กับแค่คู่ต่อสู้และศัตรู แต่เขาใจดีกับผู้คนใกล้ตัวมาก”ตู้ชงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินสิ่งที่ตู้ชงพูดเยี่ยซางก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไปหลังจากเขาเก็บข้าวของเสร็จก็เดินตามตู้ชงไปยังคฤหาสน์ฉิน
“เ้าดูดีมากยามแต่งตัวเช่นนี้ เ้าดูมีกลิ่นอายที่คนอื่นไม่มี”ตู้ชงหันไปมองเยี่ยซางขณะที่พวกเขาก้าวเดิน
“พี่รองตู้ล้อข้าเล่นแล้ว” เยี่ยซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่นข้าเคยเห็นผู้คนในคฤหาสน์ของท่านรองเ้านครและพวกนายน้อยของตระกูลมั่งคั่งในเมืองพวกนั้นทั้งหยิ่งทะนงและเ้าชู้ ช่างเถิด! อย่าไปพูดถึงเลย”
ตู้ชงอาศัยอยู่ใกล้กับคฤหาสน์ฉินมากพวกเขาใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์ฉิน ตู้ชงจึงหยุดพูดลงเพราะคงไม่ใช่เื่ดีแน่หากคนอื่นได้ยินเข้า
เมื่อมองไปยังหลังคาสูงของคฤหาสน์ฉินและสิงโตหินสองตัวบริเวณทางเข้าเยี่ยซางก็รู้สึกได้ว่าอำนาจของฉินเอ้าเซวียนยิ่งใหญ่เพียงใดในนครชื่อเหยียน
องครักษ์ที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นตู้ชงก็พยักหน้าและกล่าวทักทายแต่ไม่ได้หยุดอีกฝ่ายให้เข้าไปด้านใน
ตู้ชงพาเยี่ยซางตรงไปที่โถงรับแขกของคฤหาสน์ฉิน
บริเวณโถงรับรองแขกของคฤหาสน์รองเ้านครนั้นมีผู้คนเนืองแน่นที่แห่งนี้สร้างขึ้นอย่างโอ่อ่าตรงกลางเป็ที่นั่งหลักมีชายวัยกลางคนสวมชุดสีเขียวนั่งอยู่โดยมีชายชราอีกสองสามคนนั่งขนาบสองข้างซ้ายขวาด้านหลังเหล่าชายชรามีหนุ่มสาวหลายคนยืนเรียงรายอยู่ หยางเซินและคนอื่นๆก็อยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาทั้งหมดยืนอยู่ข้างชายชุดสีฟ้า
“ตู้ชงนี่คือผู้ที่ช่วยเราหาอูเจียวหรือ?” ชายวัยกลางคนมองมาที่เยี่ยซางพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม
“ถูกต้องขอรับ คราวนี้เราสามารถหาถุงน้ำดีของอูเจียวได้สำเร็จต้องขอบคุณเยี่ยซาง” ตู้ชงโค้งคำนับชายคนนั้นแล้วกล่าวตอบ
“เยี่ยซาง...เยี่ยซาง... ช่างเป็ชื่อที่ดีจริงๆ นั่งลงเถิด”ชายชุดคลุมเขียวยิ้มและพยักหน้าให้เยี่ยซาง
“เยี่ยซางขอคารวะท่านรองเ้านคร”เยี่ยซางไม่ได้นั่งลง ทว่าหลังจากเคารพตามพิธีเขาก็ถอยกลับไปอยู่ด้านข้างของตู้ชง
“ข้าควรจะให้เจินเอ๋อร์มาขอบคุณเ้าด้วยตัวเองแต่ร่างกายเขายังไม่หายดีเท่าไรนัก”สายตาของฉินเอ้าเซวียนยังไม่ละจากร่างของเยี่ยซาง
“ท่านรองเ้านครกล่าวจริงจังเกินไปแล้วนี่เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้นขอรับ” เยี่ยซางกล่าว
“นี่อาจจะเป็เื่เล็กสำหรับเ้าแต่มันเป็เื่ใหญ่สำหรับตระกูลฉินของเราหากเ้า้าความช่วยเหลือไม่ว่าจะเื่ใดก็ตาม เ้าสามารถบอกข้าได้”ฉินเอ้าเซวียนกล่าว
คำพูดของฉินเอ้าเซวียนทำให้ทุกคนในห้องโถงตกตะลึงเพราะเป็เื่ยากมากที่จะทำให้เขายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ไม่มีอะไรที่ชายผู้นี้ทำไม่ได้ในพื้นที่ของนครชื่อเหยียนทั้งเขายังเป็คนของหุบเขาโอสถด้วย
“ขอบคุณท่านรองเ้านครฉินแต่เยี่ยซางไม่มีเื่ใดให้ท่านช่วยเหลือขอรับ” เยี่ยซางส่ายหน้าตอบกลับอีกฝ่ายเขาไม่้าเป็หนี้บุญผู้อื่น ‘เป็คนจะต้องไม่โลภมาก’ นี่คือสิ่งที่พ่อเฒ่ากู่สอนเขาไว้