ตอนที่ 18
ย้ายเข้าเรือนหลังใหม่
เว่ยหยางออกจากร้านขายผ้าก็แวะซื้อหมั่นโถวลูกใหญ่กลับไปเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่พอกลับไปถึงเรือนหลังเล็กที่เช่าอยู่ ก็พบว่าคุณชายผู้นั้นมาถึงแล้ว ตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าประตู
“คุณชายมานานหรือยังขอรับ”
“ข้าเพิ่งมาถึง...” จางมู่หลินพาเสี่ยวเฉินสำรวจเรือนหลังใหม่ที่เช่าไว้ เสร็จแล้วถึงได้มาที่นี่ เขารู้ว่าเว่ยหยางไม่อยู่ ด้านในมีแค่น้องชายกับมารดาที่ป่วย จึงไม่ได้เข้าไปข้างใน
ตอนแรกเขาคิดจะจ้างรถม้าให้มารับพวกเขาไปที่เรือนหลังใหม่ แต่นึกขึ้นได้ว่าตรอกเส้นนี้แคบมาก รถม้าไม่สามารถเข้ามาได้ ต้องเดินเท้าออกไปที่ถนนเส้นใหญ่ที่ห่างออกไป มารดาของพี่น้องสกุลเว่ยร่างกายอ่อนแอ เดินออกไปที่ถนนเส้นใหญ่คงจะลำบากและเปลืองแรงไม่น้อย เขาเลยมาที่นี่ด้วยตัวเอง
อันที่จริงมารดาของเว่ยหยางได้กินโสมร้อยปี ก็มีเรี่ยวแรงลุกมาเดินได้บ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้เดินออกไปที่ถนนเส้นใหญ่ อาจจะลำบากเกินไป มีทางเดียวคืออุ้มมารดาออกไปขึ้นรถม้า แต่พอเห็นคุณชายมาด้วยตัวเอง เขาก็อดตื้นตันใจไม่ได้
“ในขวดนี้คือยารักษามารดาเ้า ให้นางกินวันละเม็ด ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟูและกลับมาแข็งแรง” จางมู่หลินหยิบขวดกระเบื้องออกมาจากด้านในแขนเสื้อแล้วส่งให้
“ขอบคุณมากขอรับ…” เว่ยหยางรับเอาขวดกระเบื้องมาด้วยมือที่สั่นเทา พอเปิดดูเห็นยาลูกกลอนหลายเม็ดด้านใน เขาก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนที่บิดายังไม่เสียชีวิต เขาก็เคยเห็นยาลูกกลอนมาก่อน จึงรู้ดีว่ามันราคาแพงมากขนาดไหน และไม่นึกสงสัยเลยว่ามันจะได้ผลหรือไม่
“รถม้าจอดรออยู่ที่ถนนด้านหน้า อุ้มมารดาเ้าออกไปเถอะ ส่วนข้าวของค่อยมาขนไปทีหลัง” เรือนหลังนี้ไม่เหมาะให้คนป่วยพักฟื้นเลยสักนิด ตามผนังและหน้าต่างล้วนมีช่องและรอยแตก ทำให้ลมเข้ามาได้ โชคดีที่อากาศยังไม่หนาว ไม่เช่นนั้นคงแย่กว่านี้
“ขอบคุณคุณชายมากขอรับ ชีวิตของข้านับจากนี้เป็ของคุณชายแล้ว…” เว่ยหยางคุกเข่าโขกศีรษะให้ด้วยความซาบซึ้ง เขาถูกสอนมาว่าไม่ควรคุกเข่าให้ใครง่าย ๆ แต่ตอนนี้เขากลับเต็มใจคุกเข่าโขกศีรษะให้กับคนที่อายุน้อยกว่า เพราะอีกฝ่ายถือเป็ผู้มีพระคุณใหญ่หลวง ต่อให้เขาต้องขายตัวเป็ทาสก็ยินดี
เด็กชายที่อยู่ด้านข้าง เห็นพี่ชายคุกเข่าก็ทำตามบ้าง ตอนนี้กลายเป็ว่าสองพี่น้องกำลังคุกเข่าโขกศีรษะพร้อมกัน
“ชีวิตของเ้าก็ยังเป็ของเ้า...ข้าไม่ได้้าทาสรับใช้ แค่้าคนช่วยทำงาน” จางมู่หลินพูดอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่ได้คิดจะให้คนอื่นมาขายตัวเป็ทาสและยอมถวายชีวิตให้ แค่อยากได้คนที่ไว้ใจได้คอยช่วยงานเท่านั้น
เขาไม่เชื่อว่าสัญญาขายตัวที่เป็เพียงกระดาษแผ่นเดียว จะแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี ดูอย่างถิงเอ๋อร์ที่ถูกซื้อตัวมาั้แ่เด็ก ยังหักหลังเ้านายและวางยาพิษได้ เพราะฉะนั้นสำหรับเขาแล้ว เว่ยหยางจะขายตัวเป็ทาสหรือไม่ไม่สำคัญ เพราะเชื่อในสายตาการมองคนของตัวเอง
หรือต่อให้เขามองคนผิด ในอนาคตคนคนเหล่านี้อาจกลายเป็คนเนรคุณเหมือนจางหยวนผิง เขาก็เชื่อว่าตนเองสามารถทำให้คนที่คิดจะหักหลังอยู่ไม่สู้ตายได้
“ขอบคุณคุณชาย บุญคุณครั้งนี้ข้าจดจำไว้แล้ว!” เว่ยหยางโขกศีรษะด้วยความซาบซึ้งอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาทำใจไว้แล้วว่าต้องขายตัวเป็ทาส ส่วนความฝันเื่สอบขุนนางคงเป็ได้แค่ความฝันไปตลอดกาล แต่ตอนนี้ผู้มีพระคุณกลับบอกว่าไม่้าให้เขาลงนามขายตัว แค่อยากให้ช่วยงานเท่านั้น
เขารู้ดีว่าต่อให้ตนเองโขกศีรษะขอบคุณมากแค่ไหน ก็ไม่อาจแสดงความซาบซึ้งใจออกมาได้ทั้งหมด มีแค่ต้องทำงานเพื่อตอบแทนอย่างสุดความสามารถเท่านั้น...
หลังจากนั้นเว่ยหยางกับมารดาและน้องชายก็ย้ายไปที่เรือนหลังใหม่ โดยมีเสี่ยวเฉินที่ทำความสะอาดเรือนไว้รอออกมาต้อนรับ
เรือนที่จางมู่หลินเช่าไว้มีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากคฤหาสน์หรือจวนขุนนาง ด้านในมีเรือนเล็กแยกย่อยออกไปหลายเรือน นอกจากสวนดอกไม้ พื้นที่ว่างยังมีสระบัวและูเาหินจำลอง บรรยากาศงดงามและน่าอยู่มาก
“เ้าเลือกเรือนที่ชอบได้เลย”
“ขอรับ..” เว่ยหยางรับคำ ก่อนจะเลือกเรือนเล็กที่อยู่ติดสวนดอกไม้ เพื่อที่มารดาจะได้ชมดอกไม้ได้ ถึงจะบอกว่าเป็เรือนเล็ก แต่ด้านในก็แบ่งออกเป็หลายห้อง ทำให้พวกเขาทั้งสามคนไม่ต้องนอนรวมกันในห้องเดียวเหมือนเมื่อก่อน
“พี่ใหญ่ เรือนหลังนี้งดงามมาก!” เว่ยซีที่เป็เพียงเด็กอายุหกเจ็ดขวบรู้สึกตื่นเต้นกับเรือนหลังใหม่มาก ตอนที่โดนตระกูลของบิดาขับไล่ออกมา เขายังเป็เพียงเด็กน้อยอายุสามสี่ขวบ ทำให้จำจดตอนเป็คุณชายน้อยไม่ค่อยได้แล้ว จำได้แค่ความลำบากและกินไม่อิ่มท้องใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น
“ใช่ งดงามมาก ทุกอย่างนี้เป็เพราะคุณชาย พวกเราต้องตอบแทนคุณชายให้ดี รู้หรือไม่?”
“ข้าทราบแล้วพี่ใหญ่!”
“หยางเอ๋อร์ ซีเอ๋อร์…” มารดาของสองพี่น้องที่หลับไปนานรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็มองไปรอบด้านด้วยความมึนงง ก่อนหน้านี้บุตรชายเล่าทุกอย่างให้นางฟังหมดแล้ว เื่ที่มีคุณชายแปลกหน้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือ และยังบอกว่าพวกเขาจะย้ายมาอยู่เรือนหลังใหม่
ในใจนางยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ แต่พอรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนมีเรี่ยวแรงมากขึ้น อาการเจ็บป่วยที่สะสมมานานคล้ายจะทุเลาลง ก็ต้องยอมเชื่อในที่สุด
“หยางเอ๋อร์ ลูกคงไม่ได้…” นางคิดว่าไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่า ๆ การที่มีคนยื่นมือช่วยเหลือ อีกทั้งยังสละของล้ำค่าอย่างโสมร้อยปี รวมถึงยาลูกกลอนที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของนางได้ บุตรชายของนางคงต้องลำบากเป็แน่
พอคิดว่าบุตรชายต้องขายตัวเป็ทาส นางก็ร้องไห้ออกมา นางยอมสละชีวิตตนเอง ดีกว่าต้องให้บุตรชายเป็ทาส เพราะคนที่เป็ทาสจะไม่สามารถสอบขุนนางได้ เช่นนั้นอนาคตของบุตรชายนางคงจบสิ้นแล้ว
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้ขายตัวเป็ทาส…คุณชายแค่อยากให้ข้าช่วยดูแลร้านให้เท่านั้น” เว่ยหยางรู้ดีว่ามารดากังวลเื่อะไร จึงรีบปลอบและอธิบายให้ฟัง
“เป็เื่จริงใช่หรือไม่?”
“เป็เื่จริง ท่านแม่ดูสิ ถ้าข้าขายตัวเป็ทาสจริง พวกเราจะได้อยู่เรือนเช่นนี้หรือ...” เว่ยหยางพูดพลางพยุงมารดาให้ลุกขึ้นสำรวจรอบเรือน
พอเห็นบรรยากาศรอบเรือน อีกทั้งยังมีสวนดอกไม้งดงาม มารดาของเว่ยหยางก็รู้ว่าบุตรชายไม่ได้โกหก นางจึงวางใจได้ในที่สุด
“แม่อยากไปโขกศีรษะขอบคุณผู้มีพระคุณ…”
“คุณชายบอกว่าให้ท่านแม่พักรักษาตัวให้หายก่อนขอรับ อีกอย่าง ตอนนี้คุณชายก็ไม่ได้อยู่ในเรือน…” หลังจากพาพวกเขาเข้ามาในเรือนได้ไม่นาน คุณชายกับเสี่ยวเฉินก็ออกไป ก่อนออกไปยังบอกว่าในครัวมีแป้ง ข้าวสาร และเนื้อหมูเนื้อไก่ รวมไปถึงของจำเป็อีกหลายอย่าง พวกเขาสามารถใช้ได้ตามสบาย
เว่ยหยางคิดไม่ถึงว่าตนเองกับครอบครัวจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่ยังรวมไปถึงอาหารการกินด้วย การกระทำของคุณชายไม่ต่างจากการส่งถ่านไม้กลางหิมะ ทำให้เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะชดใช้ได้หมด
ต่อไปข้าต้องตอบแทนคุณชายให้ดี!
(ส่งถ่านไม้กลางหิมะ เป็สำนวนจีน หมายถึงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ในเวลาที่ลำบาก)
❈
จางมู่หลินพาเสี่ยวเฉินออกมาเดินสำรวจในเมือง เพราะรู้ดีว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ออกมาข้างนอกมานาน พอได้ออกมาเปิดหูเปิดตาทั้งทีก็ต้องเอาให้คุ้ม
“คุณชายจะพาข้าไปที่ไหนหรือขอรับ?” เสี่ยวเฉินเห็นคุณชายพาตนเดินไปที่ตรอกเส้นเล็ก ดูแล้วไม่น่าใช่ตลาดหรือสถานที่ที่มีร้านรวง ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าจะพาเ้าไปบ่อนพนัน”
“บ่อนพนัน!” พอได้ยินคุณชายบอกว่าจะพาไปบ่อนพนัน เขาก็เผลอร้องด้วยความใ ก่อนจะรีบเอามือปิดปาก ที่ผ่านมามารดามักจะกำชับอยู่เสมอว่าอย่าเข้าไปข้องแวะกับการพนันหรือสุราเมรัย แต่คุณชายกลับพาเขาไปบ่อนพนัน!
เขาไม่อาจไม่เชื่อฟังคำของมารดา และไม่อาจขัดคำสั่งคุณชายได้เช่นกัน แล้วจะทำอย่างไรดี…
“เื่นี้เป็ความลับระหว่างเรา อย่าให้แม่นมรู้ เข้าใจหรือไม่?” จางมู่หลินหันมากำชับ เขาไม่ได้ตั้งใจจะสอนให้เด็กคนนี้เสียคน แค่อยากพาไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้น
“ขะ…เข้าใจขอรับ ข้าจะไม่ให้ท่านแม่รู้เป็อันขาด!” แน่นอนว่าเขาต้องปิดเป็ความลับอย่างสุดความสามารถ เพราะถ้ามารดารู้ เกรงว่าคงถูกบ่นจนหูชาเป็แน่
จางมู่หลินไม่ได้เข้าบ่อนพนันที่เคยเข้าครั้งก่อน แต่ครั้งนี้เขาเลือกเข้าบ่อนอีกแห่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแทน…
โปรดติดตามตอนต่อไป
อย่าสอนเสี่ยวเฉินให้เสียคนนะ พาน้องเข้าบ่อนแบบนี้ น่าตีจริงๆ
เอาแล้วว นายท่านจางมู่หลินมาอีกแล้ว บ่อนนี้จะเสียเงินสี่หมื่นตำลึงเหมือนบ่อนที่แล้วไหมนะ 5555