"นี่นายกำลังจะบอกว่า…. ปรมาจารย์กังฟูเฉินยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ…." ไรเซลถามชายหน้าเหลี่ยมพร้อมกับทำหน้าตะลึง
"นี่คุณรู้จักปรมาจารย์เฉินด้วยงั้นเหรอครับ?" หน้าเหลี่ยมที่อาการดีขึ้นแล้ว อดไม่ได้ที่จะถามออกมา นี่เขารู้จักปรมาจารย์เฉินได้ยังไงกัน
"ปรมาจารย์เฉินชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล ไม่มีใครในโลกที่ไม่รู้จักหรอก.. " ไรเซลแหงนหน้ามองท้องฟ้า สองมือไพล่หลัง
หน้าเหลี่ยมสายตาเลื่อนลอย เขาไม่อยากเชื่อว่าชายตรงหน้าจะเลื่อมใสในตัวปรมาจารย์เฉินขนาดนี้
"แล้ว…. ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนแล้ว ปรมาจารย์กังฟูแห่งยุค เฉินหลง น่ะ..!! " ไรเซลส่งสายตาคาดหวัง เขาตั้งใจอย่างมากที่จะเล่นมุขนี้
"...."
.
.
ไม่ใช่เพียงแค่หน้าเหลี่ยม แต่ทั้ง 6 คนของหน่วยพิเศษ และคาร์เตอร์ที่อยู่ใกล้ๆ ตอนนี้ก็ใบ้กิน เื่เมื่อกี้มันควรจะจริงจังไม่ใช่เหรอ นี่ไอ้บ้านี่คิดจะทำอะไรกัน
"อะแฮ่ม!! " ไรเซลกระแอมออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะเขินหลังจากที่ทำมุขแป๊ก
"ปรมาจารย์เฉินหงหู่ เป็ปรมาจารย์ด้านวิชายุทธจีนโบราณครับ ท่านแตกฉานในอาวุธและศาสตร์วิชาจีนทุกแขนง.. ผมสามารถติดต่อท่านได้ เพียงแต่…." หน้าเหลี่ยมแสดงสีหน้ากระตือรือร้นออกมาขณะอธิบาย แต่ก็ต้องทำหน้าเศร้าเมื่อกล่าวจบ
"นี่ตั้งใจเมินกันงั้นเหรอ? " ไรเซลคิดในใจ แม้จะรู้สึกอึดอัดแต่เขาก็คิดว่าดีแล้วที่ผ่านปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มาได้
"นายชื่ออะไรงั้นเหรอ.. " ไรเซลไม่ได้ติดใจกับคำสุดท้ายที่หน้าเหลี่ยมพูดออกมา
"ผม.. คังเว่ย ครับ" หน้าเหลี่ยมตอบออกมา
"ฟังนะคุณคัง… คุณไม่จำเป็ต้องเสียดายหากคุณเฉินไม่คิดที่จะต่อสู้ร่วมกับเรา" ไรเซลเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ "สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่บอกเื่ของผมไป ผม้าจบาอันไร้สาระนี้ มันไม่สำคัญว่าเขาจะอยากช่วยผมหรือไม่ เพราะว่าผมสามารถหาคนเข้ามาได้เสมอ เพียงแต่…. ถ้าหากว่าเขาอยากไล่ตามมรรคายุทธที่แท้จริงและปลดปล่อยโลกนี้ให้เป็อิสระได้อีกครั้ง "เขา" ควรจะมากับผม"
ไรเซลพูดด้วยคำพูดที่เรียบง่าย พวกปรมาจารย์ยุทธ ส่วนใหญ่แล้วเป็พวกสุดโต่ง หากไม่ไล่ตามความแข็งแกร่งจนสุดตัวก็เป็พวกบ้าอุดมการณ์ ไม่เช่นนั้นคงผลักดันตัวเองจนมาถึงระดับนี้ไม่ได้
เพราะฉะนั้นการจะบังคับให้พวกเขามาทำงาน ก็เพียงแค่หย่อนเหยื่อลงไป รึไม่ก็แค่ตีน้ำให้ขุ่น
"อา… ผมเข้าใจแล้วครับ" คังเว่ยเข้าใจในสิ่งที่ไรเซลพูดออกมา สำหรับปรมาจารย์เฉินแล้ว เขามั่นใจว่าสามารถเป็กำลังให้ได้แน่นอน เพียงแต่สิ่งที่ติดอยู่จนไม่ได้พูดกับไรเซลนั้น ไม่ใช่เื่ความลังเลหรืออะไรเทือกนั้น จริงๆ แล้วสิ่งที่เป็ปัญหาน่ะคือนิสัยของ เฉินหงหู่ ต่างหาก
"คุณคาร์เตอร์ที่ผม้าเพิ่มเติมมีแค่ 3 คน ในจำนวนนี้คุณคิดว่าพอจะมีในใจมั้ย" ไรเซล
"ถ้าจำนวนแค่นี้ไม่เป็ปัญหา เพียงแต่.. อีกสองคนเธอหาเจอแล้วเหรอ?" คาร์เตอร์กล่าวถามด้วยความสงสัย
"1 คนนั้นผมจะหาเอง.. เพียงแต่.. อีกคนที่เรา้า ตอนนี้ผมเจอแล้ว" ไรเซลละสายตาจากคาร์เตอร์ ก่อนจะมองมาที่คานาเอะ
"เธอน่ะเป็สไนเปอร์เหรอ?" ไรเซลมองลึกเข้าไปในดวงตาของคานาเอะก่อนจะตั้งคำถาม
ภายใต้การจ้องมองของไรเซล คานาเอะรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังเปลือยเปล่า เธอรู้สึกว่าตัวเธอไม่อาจปิดบังอะไรได้เลย เธอทำเพียงแค่พยักหน้า และไม่ได้กล่าวตอบอะไร
"แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ขึ้นชื่อว่าสิ่งมีชีวิต ยังไงก็ต้องมีจุดอ่อน… ข้างหลังของพวกเรา ขอฝากไว้กับเธอนะ "คานะจัง" ไรเซลพูดด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าคานาเอะจะยังไม่ได้มีพลังมากพอเท่าที่เขา้า แต่ตัวเธอนั้นมีศักยภาพมากพอแน่นอน
คานาเอะตกตะลึง เธอเพียงแค่มาพร้อมกับหน่วยเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าตาของไรเซลซะได้
"แล้วส่วนที่เหลือคุณจะทำยังไงต่อ.." คาร์เตอร์กล่าวถาม
"ก็เอาตามที่คุยกับคุณคังเว่ยไว้นั้นแหละ ส่วนคานะยังมีที่ต้องฝึกฝนเพียงแค่นิดหน่อย จุดด้อยของเธอจะถูกลบไปเมื่อเหล่านักวิจัยของเรามาถึง" ไรเซลพูดต่อ "นักสู้ 3 คน ผม้าคนที่แข็งแกร่ง ไม่จำเป็ต้องมนุษย์สัมพันธ์ดีหรือพูดคุยกันรู้เื่ เน้นเอาที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น เื่นี้ผมขอเน้นย้ำ"
"มันจะไม่เป็ปัญหาเหรอ? " คาร์เตอร์อดไม่ได้ที่จะคิดตาม ถ้าเอาคนแบบนั้นมาจริงๆ เวลาถึงคราวจำเป็มันจะฝากความหวังอะไรไว้ได้บ้าง
"ปัญหาพวกนั้นให้มนุษย์ต่างดาวรับไปแล้วกัน ให้พวกบ้าคลั่งนั่นไปปลดปล่อยในสนามรบกันเอง" ไรเซลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เอาตามนี้แล้วกัน.. แล้วจากนี้จะทำยังไงต่อ" คาร์เตอร์
"ฝากคุณติดตามเื่หลายๆ อย่างกับคังเว่ยด้วยละกัน ในตอนนี้ผมอยากไปเขตที่มีคนไทยอยู่ คุณจัดเตรียมข้อมูลให้ผมได้มั้ย" พูดถึงตรงนี้สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป ในที่สุดสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำก็ถึงเวลาซะทีแล้ว
"เอาตามนั้นแหละ.. เพียงแต่ผมคงต้องแจ้งคุณก่อนว่า การวิจัยจะพร้อมในอีก 4 วัน ทีมวิจัยที่เราจัดขึ้นจะมาถึงและเริ่มทำงานกันอย่างเต็มที่ อย่างมากภายในสองอาทิตย์ ผลงานวิจัยชุดแรกจะออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นผมอยากให้คุณกลับมาที่นี่" คาร์เตอร์
"มีเวลาเหลือเฟือ ผมไปไม่นานหรอก แค่มีธุระไม่กี่อย่าง" ไรเซลกล่าวพร้อมยิ้ม
.
.
.
***********************************
"ป้า!! ทำไมตำปูของป้ามันจืดงี้เนี่ย นี่ป้าเป็มือวางอันดับหนึ่งในย่านนี้จริงป่าวเนี่ย" เสียงไรเซลแผดออกมาท่ามกลางโต๊ะกับข้าวอันล้นพ้นไปด้วยไก่ย่าง ส้มตำ และปลาเผา ตลอด 5 ที่อยู่ต่างโลก เขานึกถึงของดีประจำบ้านเกิดเหลือเกิน
"ป่าดโถ้… คือเว้าแนวนี้ล่ะบักหล่า คันป้าตำบ่แซ่บนะ เบิ่ดแถบนี้กะถือว่าตำบ่เป็ล่ะ" ป้าร้านส้มตำกล่าวด้วยน้ำโห ตลอดชีวิตในการเดินทางสายนี้ ในใต้หล้าไม่มีผู้ใดอาจหาญทัดเทียมได้
"ฮ่วยป้า.. ป้าเข้าใจบ่เผ็ด ๆ แซ่บ ๆ น่ะ ตำให้ผู้ใด๋กินเดียวนิ อนุบาลหลาย" ไรเซลหัวเสียจนพูดภาษาบ้านเกิดออกมา
"อูย…. ป้าขอโทษ บ่ฮู้จักว่าแมนคนบ้านเดียวกัน เห็นหน้าฝรั่งว่าแมนกินเผ็ดบ่ได้ คราวนึงเด้อ"
โป๊กๆๆๆ ตึกกกกๆๆ
"เอ้ออออ … นี่ล่ะของแท้แล้วป้าเอ้ย!! " ไรเซลยิ้มจนปากเกือบฉีกไปถึงหู ลำบากลำบนนานนับปี ในที่สุดก็มาถึงบ้านซักที
ไรเซลยัดเข้าไปเต็มที่ ส้มตำเผ็ดๆ กับไก่ย่างและปลาเผาฉ่ำๆ มันช่างเข้ากันเหลือเกิน ยิ่งกินเท่าไหร่ก็ยิ่งเลิกไม่ได้
"ป้าๆ ไก่สับอีกตัวนึง" ไรเซล
"ป๊าดดด… ตายข้าวมาแต่ใสละฮึ" ป้าส้มตำแม้จะเหวอไปบ้างแต่ก็สับไก่ย่างอย่างชำนาญ นี่ไรเซลกินไปเป็ตัวที่สามแล้วกระมัง
หลังจากที่ฝากธุระจบแล้วไรเซลก็ไม่ได้รังอยู่ต่อ เขาฝากให้คาร์เตอร์จัดการงานต่างๆ และออกมาทันที เขตที่คนไทยอยู่นั้นไม่ไกลจากฐานทัพภาคที่ 3 เท่าไหร่ เพียงลึกเข้ามา 1 เขตก็จะถึง
พื้นที่ของคนไทยมีอยู่ทั้งสิ้น 3 เขต ได้แก่ เขตการเกษตร 2 เขต และเขตฝึกทหาร 1 เขต ประชากรที่เหลืออยู่ตอนนี้มีราวๆ 37 ล้านคน แม้จะถือว่าได้รับความเสียหายมากถึง 2 ใน 3 ส่วน แต่การที่รักษาประชากรจำนวนขนาดนี้ไว้ในเขตพิเศษเอเชียได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ไรเซลใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงก่อนจะมาถึง เขาเลือกชุชนคนอีสานเป็ที่แรก เหตุเพราะนอกจากจะอยากกินอาหารบ้านเกิดแล้ว ครอบครัวของเขาก็เป็คนอีสานด้วย การตามหาข่าวก็ควรจะเลือกจากที่นี่ก่อน
"อิ่มจนจุกแล้วป้าเอ้ย…" ไรเซล
"สมควรอยู่ดอก.. แล้วโตมาแต่ทางใด๋ล่ะ คือบ่คุ้นหน้าคุ้นตา" ป้าส้มตำถามออกมา
"พอดีมาจากเขตทหารน่ะป้า นานๆ ทีจะได้กลับบ้านซะที" ไรเซลตอบป้าด้วยรอยยิ้ม ตัวเขานั้นไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วจริงๆ
"คุณพระรักษาลูก ดีแล้วล่ะที่แคล้วคลาดปลอดภัยกลับมา" ป้าส้มตำพูดพร้อมยกมือขึ้นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไรเซลคุยกับป้าอยู่นานก่อนจะขอตัวออกมา ระหว่างทางเขาได้ซื้อของกินตามทางมากมายด้วยยูนิตที่กองทัพให้มา แต่ละอย่างที่ซื้อล้วนเป็อาหารพื้นบ้านทั้งนั้น
ผ่านมาได้ซักพักเขาก็เดินมาถึงทางเข้าแห่งหนึ่ง มันไม่ได้มีประตูหรูหราอลังการอะไรมากมาย เพียงมีป้ายบอกชื่อติดเอาไว้เท่านั้น
[วัดป่าโพธิ์สมภาร]
นี่คือวัดแห่งเดียวที่เป็ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยในตอนนี้ แม้ว่ายังมีวัดอยู่ทั่วไปหลายแห่งเพื่อเป็ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและใช้ประกอบศาสนกิจของชาวพุทธ แต่วัดป่าโพธิ์สมภาร ก็คือแห่งแรกที่ชาวไทยผู้ย้ายมายังถิ่นฐานใหม่สร้างขึ้น
ไรเซลเดินเข้าไปตามรายทาง การมาที่นี่เขามีจุดมุ่งหมายแต่แรกอยู่แล้ว ต้องขอบคุณคาร์เตอร์ที่ให้ข้อมูลมาอย่างละเอียด
ระหว่างทางมา ไรเซลมองเห็นพระสงฆ์มากมายที่ปักกลดนั่งวิปัสสนา ตามร่มไม้ ท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่นมันช่างทำให้จิตใจสงบเกินกว่าจะพรรณา
เขาเดินมาถึงลานวัด ก่อนจะเจอกับศาลาวัด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิที่ทำจากทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ด้านหน้ามีพระกำลังกวาดลานอยู่
"นมัสการครับหลวงพี่" ไรเซลคุกเข่าและไหว้
"เจริญพร มีกิจอันใดให้อาตมาช่วยเหลือรึเปล่า" หลวงพี่หยุดมือและสนทนากับไรเซล
"ผมมากราบนมัสการหลวงพ่อปานครับ หลวงพี่ช่วยบอกทางผมได้รึเปล่า" ไรเซลถามหลวงพี่ในขณะที่พนมมืออยู่ตามแบบวิถีชาวพุทธ
"อย่างนี้เอง… พระอาจารย์ปานอยู่ในกุฏิหลังเขา ท่านกำลังนั่งกรรมฐานอยู่ ถ้าโยมมีธุระอันใดก็ให้เดิมตามทางนี้ไปเลย สุดทางจะเจอกับกุฏิของท่านที่ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่" หลวงพี่บอกพร้อมกับชี้ไปทางหลังศาลาวัด
"นมัสการครับ" ไรเซลกราบลาพร้อมกับลุกขึ้นเดินไป
ตามทางเดินเป็ป่าทึบ เหมาะแก่การปลีกวิเวกเพื่อทำสมาธิ เขาเดินมาได้ประมาณ 10 นาทีก่อนจะมาถึงต้นโพธิ์ต้นใหญ่ จากขนาดแล้วควรจะมีอายุหลายสิบปี
นี่ไม่ปกติเลย ในพื้นที่ประเทศจีนไม่ควรจะมีต้นโพธิ์อยู่ การที่จะสามารถเห็นต้นโพธิ์ที่ใหญ่ขนาดนี้ในเวลานี้ถือเป็เื่มหัศจรรย์
ไรเซลหยุดยืนหน้าต้นโพธิ์ค่อนข้างไกล เขาไม่อยากรบกวนเวลานั่งกรรมฐานของหลวงพ่อปาน
"เมื่อมาถึงแล้วก็เข้ามาด้านในเถอะ อาตมารอโยมอยู่นานแล้ว" เสียงที่ฟังดูสงบและผ่อนคลายดังออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ
ไรเซลเดินเข้าไปพร้อมกับถอดรองเท้าไว้ด้านนอก แม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาจะเป็ป่ารกทึบ แต่ตรงจุดที่ต้นโพธิ์ทองอยู่นี้กลับเป็ลานโล่ง มันกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลแห่งนึง
ไรเซลนั่งต่อส้นก่อนจะกราบสามครั้ง จากนั้นเขาก็เข้าไปภายในกุฏิ กุฏิของหลวงพ่อปานไม่ได้ใหญ่ เป็กุฏิโล่งๆ ที่มีหิ้งพระกับชั้นวางหนังสือธรรมะ ไม่มีเสื่อสำหรับนอน
"นมัสการครับหลวงพ่อ… ความเป็อยู่เป็อย่างไรบ้างครับ" ไรเซลพุดด้วยท่าทีสำรวม ในตอนที่เป็เด็กเขาเคยเป็เด็กวัดมาก่อน และผู้ที่สั่งสอนไรเซลมาก็คือหลวงพ่อปานนี้เอง
"เจริญพร อาตมาสุขบายดี" หลวงพ่อปานกล่าว
"ไม่ได้เจอพักใหญ่ ดูเหมือนโยมจะโตขึ้นมาแล้ว"
"มีหลายสิ่งเกิดขึ้นและเป็ไปตามกรรมครับ มันช่วยขัดเกลาให้ผมกลายเป็ผู้ใหญ่ขึ้นทีละน้อย" ไรเซลพูดด้วยน้ำเสียงที่ปลดปลง
"ดีแล้ว.. การที่โยมคิดได้และรู้จักปล่อยวางมันก็เป็กุศลอย่างหนึ่ง"
ทั้งสองถามสาระทุกข์สุกดิบและความเป็ไปของคนในชาติ ไรเซลได้รู้เื่รา
วที่เกิดขึ้นมากมาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา 3 ปีนี้
หลังจากนั้นเขาจึงถามเื่ราวของคนรอบตัวของเขา
"หลวงพ่อครับ พอจะมีข่าวคราวของครอบครัวผมรึเปล่าครับ" ไรเซลมีความคาดหวัง ในตอนที่เขาเจอข้อมูลของวัดป่าโพธิ์สมภาร ตัวเขานั้นเกือบน้ำตาไหล เขามีความสุขมากที่รู้ว่าหลวงพ่อปานยังปลอดภัยดี
หลวงพ่อปานหลับตา ท่านเว้น่ไประยะใหญ่ก่อนที่จะกล่าว "สัตว์โลกย่อมเป็ไปตามกรรม"
"อาตมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข่าวของครอบครัวโยมเลย ั้แ่ก่อนจะโดนรุกราน พวกเขาก็ไม่อยู่ที่หมู่บ้านแล้ว" หลวงพ่อปานมีท่าทีเศร้าเล็กน้อย ท่านนั้นคอยเมตตาไรเซลมาตลอดั้แ่ตอนที่เขายังเด็ก
"...."
ไรเซลนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร เขาหลับตาลงเพื่อสงบจิตสงบใจที่ว้าวุ่น
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลวงพ่อปานต้องสำรวจไรเซลดูอีกที ไรเซลในตอนนี้เปลี่ยนไปมากจริงๆ เขาที่เคยอารมณ์ร้อนและเก็บกด ตอนนี้กลับเป็คนสงบและเรียบร้อย
"ฟู่ววว… สิ่งใดจะเกิดก็ต้องเกิด การรู้จักปล่อยวางเป็หนทางแห่งการดับทุกข์" ไรเซลถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วงครอบครัว เพียงแต่การร้องไห้ฟูมฟายมันไม่มีประโยชน์ ตัวเขาในตอนนี้ยังมีความหวังอยู่
หลวงพ่อปานงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น "โยมโตขึ้นมากจริงๆ จิตของโยมเองก็พัฒนากว่าเดิมมาก" ท่านยังคงกล่าวอย่างสงบ
"ครับหลวงพ่อ… เพราะได้การฝึกทำสมาธิที่หลวงพ่อคอยสอนให้ ผมจึงพัฒนาตัวเองมาได้ขนาดนี้ครับ" ไรเซลยกมือขึ้นหัวเป็การรับพร
รอยยิ้มอันเมตตาถูกส่งมาจากหลวงพ่อปาน ท่านรู้เป็สุขที่ไรเซลเติบโตขึ้น
"พ่อครูตอนนี้เป็ยังไงบ้างครับ ตอนนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่รึเปล่าครับ" ไรเซลถามขึ้น พ่อครูที่เขาพูดถึงก็คือคนที่สอนวิชามวยให้เขาตอนที่ยังเด็ก
"วางใจเถอะ นานทีครูเรืองก็มาเยี่ยมหลวงพ่อเป็ประจำ ตัวโยมเองทำไมตอนนี้ไม่ถามกับเ้าตัวเองซะล่ะ" หลวงพ่อปานยิ้มน้อยๆ
"หลวงพ่อครับหรือว่า….. "
***********************************
ด้านนอกกุฏิตรงทางเดินป่า ร่างกายอันแข็งแกร่งเปี่ยมไปด้วยพลังกำลังเดินผ่าน แม้ว่าจะไม่ได้ตัวใหญ่และมีมัดกล้ามที่หนา ด้วยสรีระร่างกายที่สมส่วน กล้ามเนื้อที่เรียงเข้ารูปอย่างพอเหมาะ ประกอบกับบรรยาศรอบตัว เขาจึงให้ความรู้สึกเหมือนกับขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน
"เหมือนจะมีแขกมาหาพระอาจารย์นะวันนี้"
เสียงที่ทุ้มต่ำมีและแข็งกระด้างเปล่งออกมา ภายในดวงตาเรียวยาวเหมือนดั่งคมดาบ มีประกายสดใสที่เปี่ยมอันตรายซุกซ่อนอยู่ เขาเดินไปตามทางเปลี่ยวภายใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า…..