บทที่ 5 ข้อดีของหลิงเชียนเสวี่ย
ไม่นานร่างทั้งสามก็มาอยู่ที่อาณาเขตพักอาศัยของลูกศิษย์ชายของสำนักจันทร์กระจ่างฟ้า ไป๋หลางวางร่างคุณหนูลงบนพื้น มองขบวนชุดสีดำแดงของสำนักเขี้ยวอสูรที่มาออกันด้านหน้าเขต ชายร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทด้านในเป็สีแดงและมีเครื่องประดับสีเงินประดับ ท่าทางองอาจและทรงอำนาจมองมายังพวกตะวันด้วยความสงสัย
หลิงเชียนเสวี่ยกวาดสายตามองหาหลัวอี้โจว พบเขากำลังจะขึ้นรถม้าก็วิ่งเข้าไปหา
“หลัวอี้โจว!”
คนตัวสูงชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวานะโเรียกชื่อดังลั่น ตามตัวของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผล ดูอิดโรยและอ่อนกำลังเพราะโดนวิทยายุทธ์ไปหลายกระบวนท่า ก่อนหน้านี้มีคนจากสำนักเขี้ยวอสูรช่วยโคจรพลังให้แล้วจึงรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังต้องมีคนมาช่วยพยุงขึ้นรถม้า
ใบหน้าคมคายขาวซีดถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงความหล่อเหลาให้หลิงเชียนเสวี่ยใจสั่น
“เ้าสัญญาแล้วว่าจะพาข้าไปด้วย” นางทวงถามพร้อมชะโงกมองเข้าไปในรถม้า
ภายในรถม้ากว้างขวางพอสมควรสามารถให้สองคนนั่งร่วมทางกันไปได้สะดวก เพราะถ้านางไม่ได้ขึ้นรถม้าไปด้วย นางก็ไม่รู้จะไปยังไง ขี่ม้าก็ไม่เป็ วิชาตัวเบาไม่ต้องถามถึง รอก่อนเถอะถ้านางใช้วิชาตัวเบาได้จะวิ่งตามติดหลัวไม่ให้คลาดสายตาเชียว
“หลิงเชียนเสวี่ยเ้าจะตามข้าไปทำไม”
คนตัวสูงกดเสียงต่ำ แววตารำคาญขั้นสุดและขมวดคิ้วแน่น มือหนาจับไหล่คนที่มาช่วยพยุงตนไว้ ใครๆ มองมาก็รู้ได้ว่าเขาหงุดหงิดที่เห็นหน้านาง ใบหน้าเนียนหวานแต่งด้วยเครื่องสำอางจัดจ้าน ริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาสีแดงชาดมักจะเหยียดยิ้มอยู่เสมอ ทว่าตอนนี้นางกลับยิ้มกว้างแก้มปริจนน่าขัน
“เ้าสัญญาแล้วนี่นาว่าจะพาข้าไป เป็บุรุษต้องห้ามคืนคำนะ” หลิงเชียนเสวี่ยรีบบอกเพราะกลัวเขาจะปฎิเสธตัวเอง อ้างเหตุผลอย่างเป็ชายต้องห้ามคืนคำ ซึ่งเป็ข้ออ้างที่คิดได้สดๆ ร้อนๆ ตอนนี้นี่แหละ
“ใครรึ อี้โจว” เสียงทุ้มแหบต่ำในลำคอดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้คนตัวเล็กถึงกับสะดุ้งใ ส่วนหลัวอี้โจวหันกลับไปค้อมตัวทำความเคารพ
หลิงเชียนเสวี่ยจึงหันตามเจอชายวัยกลางคนอายุน่าจะสามสิบนิดๆ แต่ยังคงความหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ ใบหน้าคมคายนิ่งขรึม มือไขว้หลัง ยืนตัวตรง ท่าทางภูมิฐาน องอาจและมีอำนาจน่าเกรงขามในตัวจนนางแทบไม่กล้าสบตา
“ท่านพ่อ นางคือหลิงเชียนเสวี่ย เอ่อ นางเรียนอยู่ที่สำนักนี้ด้วยขอรับ”
หลิงเชียนเสวี่ยได้ยินก็รีบค้อมตัวทำความเคารพตามไปด้วย ว่าที่พ่อสามีในอนาคตนี่นา อายุที่แท้จริงของเขาก็แทบปาไปห้าสิบแล้วไม่ใช่หรือ
ว่าแต่ผู้ชายเื่นี้ทำไมมีแต่คนหล่อๆ ขนาดคนแก่อย่างคนตรงหน้าก็ยังหล่อกระชากใจ
“สวัสดีเ้าค่ะ ข้าหลิงเชียนเสวี่ยขอติดตามท่านไปยังสำนักเขี้ยวอสูรด้วยนะเ้าคะ”
เ้าสำนักเขี้ยวอสูรเลิกคิ้วสูง มองเด็กสาวรุ่นลูกส่งยิ้มหวานมาให้อย่างใสซื่อ ขณะที่ลูกชายของตนได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังนางราวกับเป็ศัตรูกัน
อืม หลิงเชียนเสวี่ย ลูกสาวคนโตของตระกูลหลิงได้ข่าวว่าได้รับอุบัติเหตุจนสลบไปนานหลายวัน ฟื้นแล้วงั้นรึ นิสัยดูไม่เหมือนกับที่ตนได้ยินมา แต่หากเป็ศัตรูกับลูกชายของเขาแล้วจะตามไปสำนักทำไม?
“ทำไมกันล่ะ”
“ข้าอยากไปอยู่กั- อยากไปเรียนรู้วิชาของสำนักเขี้ยวอสูรเ้าค่ะ ข้าว่ามันน่าสนใจและอนุภาพร้ายกาจทีเดียว”
ความปากไวเกือบหลุดว่าอยากไปอยู่กับหลัวแล้วสิ
“จะเข้าสำนักไม่ใช่เื่ง่าย”
“แต่อี้โจวสัญญาว่าจะพาข้าไปแล้วนะเ้าคะ”
“หลิงเชียนเสวี่ย” คนให้คำสัญญากดเสียงต่ำ
เขาไม่คิดว่านางจะเอาจริง และไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้การประลอง!
ชายวันกลางคนเลิกคิ้วสูง ในเมื่อลูกชายของตนไปสัญญาเอาไว้ เขาก็คงต้องให้เป็ไปตามสัญญา ว่ากันว่าหลิงเชียนเสวี่ยก็มีฝีมือไม่น้อยได้ตัวไปก็คงดีทีเดียว
“สำนักเขี้ยวอสูรเข้าได้ออกไม่ได้ หวังว่าเ้าจะรู้กฎนี้”
“เ้าค่ะ”
เ้าสำนักพยักหน้ารับก่อนจะเดินจากไป
“ถ้าอย่างขึ้นรถม้าแล้วออกเดินทางกันได้แล้ว”
หลิงเชียนเสวี่ยยิ้มกว้างก้าวขึ้นรถม้าไปก่อนคนแรก แล้วส่งมือให้สุดที่รักจับหวังช่วยเหลือให้ขึ้นรถ แต่ก็ถูกปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี คนตัวเล็กจึงได้แต่ย่นจมูกใส่ ทิ้งตัวลงนั่งที่ตัวเอง
หลัวอี้โจวดันร่างขึ้นรถม้าโดยมีคนในสำนักช่วยเหลือ เขากัดริมฝีปากกลั้นเสียงเจ็บ และคอยมองคนตรงข้ามที่กำลังเลื่อนหน้าต่างไปคุยกับผู้ติดตามสองคนของนาง
ไม่รู้ว่าสตรีคนนี้วางแผนอะไรไว้ถึงได้ตามเขากลับไปด้วย ต้องระวังไว้ให้ดี
หลิงเชียนเสวี่ยนั่งในรถม้ามาสักพักหนึ่งแล้ว พยายามจะชวนหลัวคุยด้วยแต่เขาก็ทำเป็เมิน สุดท้ายเขาก็แสร้งหลับตาลงคล้ายนอนหลับยุติการสนทนา ส่วนอิงผิงและไป๋หลางก็ขี่ม้าตามขบวนอยู่ข้างนอก
บางครั้งที่นางเงียบไปนานก็จะสังเกตได้ว่าคนตัวสูงมักจะลืมตาขึ้นมาแล้วเหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง แววตาเศร้าโศกชอบกล รับรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดถึงใครบางคนที่สำนักจันทร์กระจ่างฟ้าถ้าไม่ใช่แม่นางเอกเยี่ยเมิ่งลู่น่ะ ฮึ
“นี่” นางเรียก
เขาผิงหน้ามาหา แววตากลับมาคุกรุ่น กอดอกแน่นระแวงระวังตัวเต็มที่
“เ้าไม่ต้องเสียใจไปหรอก ถึงเยี่ยเมิงลู่จะเก่งกว่าข้า นิสัยดีกว่าข้า เอ่อ.. แต่ข้าก็มีดีนะ”
หลัวอี้โจวถึงกับขมวดคิ้ว มุมปากกดลงคล้ายเตรียมพร้อมจะต่อว่าหากนางกล่าวอะไรไม่ดีแก่เยี่ยเมิ่งลู่
“ข้า เอ่อ...”
ร่างบางกลอกตาไปมาพยายามหาข้อดีของหลิงเชียนเสวี่ยนางร้ายมาสู้กับนางเอก อะไรดี หาสิหา
คนตัวสูงนั่งมองมายังนางนิ่งๆ ราวกับกำลังรอคอยว่านาง้าจะพูดอะไรกันแน่
“ข้าอึ๋มกว่านะ!”
เวรเอ๊ย ก็นางหาข้อดีของหลิงเชียนเสวี่ยไม่เจอ!