ตอนที่ 1 พานพบ
7.5 พันล้านคือจำนวนประชากรของมนุษย์โลก ในจำนวนนี้มีมนุษย์เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้ยืนอยู่เหนือผู้อื่นแต่นั่นเมื่อนำไปเทียบกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ในโลกยังมีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนจะมีค่าเท่าเทียมกันเมื่อเผชิญหน้ากับมัน
สัตว์อสูรเป็ตัวตนผิดแปลกที่เกิดจากความผิดปกติของมานาภายในร่างจนพวกมันเปลี่ยนลักษณะไปพวกมันไม่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆได้มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ยังพอหลงเหลืออยู่เท่านั้นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ไม่ได้เป็ที่รู้จักมากนักเนื่องจากพวกมันจะถูกกำจัดทันทีหลังจากเกิดได้ไม่นานและมนุษย์เรียกตัวตนที่คอยกำจัดเหล่าสัตว์อสูรว่า เทพ
ทั่วทุกมุมของโลกต่างมีเื่ราวปาฏิหาริย์มากมายที่กล่าวถึงพวกเขาและยกย่องเชิดชูพวกเขาเป็ตัวตนยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ ทว่าในปัจจุบันเื่ราวเ่าั้เลือนรางและไม่น่าเชื่อถือ เป็เพียงตำนานและเื่เล่าเท่านั้น
ณป่าลึกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
“วันนี้ก็โดนตัดหน้าอีกแล้วเหรอ”
“ั้แ่เข้าปีนี้มาเรากำจัดมันได้แค่ 3 ตัวเท่านั้นเอง”
หนึ่งหญิงหนึ่งชายยืนมองดูซากสัตว์อสูรตรงหน้าด้วยความสงสัยพวกเธอทำหน้าที่จัดการสัตว์อสูรมานานแล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเธอเจอสถานการณ์แบบนี้คนธรรมดาไม่สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรได้แน่นอน ความเป็ไปได้ที่เธอคิดออกคือคนจากตระกูลเดียวกับพวกเธอ
“ให้ตายสิถ้าจะส่งกลุ่มอื่นมาด้วยทำไมไม่ติดต่อทางเราไว้ก่อนล่ะ” ชายหนุ่มสบถอย่างหัวเสียเนื่องจากต้องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์มาแล้วหลายครั้งหลายหน
แต่หญิงสาวอีกคนที่อยู่ด้วยกลับยังไม่ได้พูดอะไรเธอทำเพียงขมวดคิ้วแน่น สภาพศพที่เธอพบทุกครั้งจะถูกเผาจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแต่กลับยังเหลือซากทิ้งไว้ซึ่งแตกต่างกับการทำงานของตระกูลเธอ ที่จะไม่ทิ้งหลักฐานไว้แม้แต่น้อย
“อาจจะไม่ใช่ฝีมือของพวกเรา”
ขณะที่กำลังจัดการกับซากของสัตว์อสูรพวกเธอได้ยินเสียงของสัตว์อสูรดังขึ้นจากส่วนลึกเข้าไปในป่า
“รีบไป!”
พวกเธอรีบตามเสียงของการต่อสู้ไปภาพที่เธอเห็นคือ ชายคนหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรรูปแบบสัตว์ป่า 5 ตัวถึงแม้จะเป็รูปแบบที่พบเจอได้บ่อยที่สุดแต่ไม่ใช่เื่ปกติที่มันจะออกมาพร้อมกันได้มากขนาดนี้
ขณะที่กำลังจะเข้าไปช่วย สัตว์อสูรทั้ง 5ตัวกลับโดนไฟลุกท่วมอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยที่ชายตรงหน้ายังไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย
ฉากที่เธอเห็นบ่งบอกชัดเจนแล้วว่าคนที่กำจัดสัตว์อสูรในเขตการดูแลของเธอ่นี้คือชายคนนี้นั่นเอง
ชายคนดังกล่าวหันกลับมามองพวกเธอเมื่อได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดๆ ทั้งคู่ต่างต้องขมวดคิ้วพร้อมกัน
‘ไม่ใช่คนเอเชีย!’
ชายคนนี้มีเส้นผมสีดำยาวั์ตาสีแดงเข้มส่องประกายแม้ในยามค่ำคืน จมูกโด่งเป็สันและผิวสีขาวเนียนเป็สัญลักษณ์ว่าเขาไม่ใช่คนเอเชียอย่างแน่นอน
“สวัสดี ฉันชื่อคาเรนมาจากตระกูลคาเมโกะ นายเป็ใคร”
หญิงสาวเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อนด้วยภาษาอังกฤษจากการสังเกตของเธอ ผู้ชายคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน และจากสภาพการณ์แล้วเขาไม่ใช่คนในตระกูลเธอด้วยเช่นกัน
“เอเดน”
ชายตรงหน้าตอบกลับอย่างเรียบง่าย แต่สายตาของเขากำลังจับจ้องมาที่ทั้งสองคนคาเรนถือคาตานะเล่มหนึ่งที่อยู่ในฝัก ส่วนชายคนข้างๆแบกดาบเล่มใหญ่อยู่กลางหลังหากยังเป็คนที่สติดีอยู่ คงไม่มีใครไว้ใจพวกเขาแน่นอน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกตนอยู่ในสภาพพร้อมเปิดศึกแค่ไหนจึง้าลดความตึงเครียดลง
“พวกฉันทำหน้าที่เป็คนจัดการสัตว์อสูรบริเวณนี้เท่านั้นไม่ได้มีความคิดจะสู้กับคนอื่นหรอก”
เธอพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสดงถึงความเป็มิตรแต่ไม่ใช่กับชายที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ เมื่อถูกเอเดนจ้องนานเข้ามันรู้สึกถูกคุกคามอย่างบอกไม่ถูก และกว่าจะรู้ตัวมันดึงดาบออกมาถือไว้ในท่าเตรียมจู่โจมเสียแล้ว
คาเรนที่รู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆที่แผ่มาจากเอเดนค่อยๆหันมองด้านข้างและนั่นทำให้เธอแทบจะร้องไห้ออกมา
‘ไอ้งั่งนี่’
ขณะเธอกำลังจะแก้ไขความเข้าใจผิดไอ้งั่งข้างเธอก็พุ่งเข้าโจมตีเอเดนอย่างรวดเร็วแต่เมื่อระยะห่างเหลือเพียงเท่าระยะดาบของมัน มันกลับหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
พริบตาต่อมาเอเดนส่งลูกเตะเข้าปลายคางมันอย่างแรง ร่างมันหมุนคว้างกลางอากาศลอยไปไกลหลายสิบเมตรมันยังไม่ได้หมดสติไป แต่กลับสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้สีหน้าหวาดผวาสุดขีดราวกับพึ่งเห็นผีมา
คาเรนที่เห็นดังนั้นก็ไม่ประมาทอีกเธอตั้งท่าเตรียมรับมือกับการโจมตีของอีกฝ่าย ทว่าเอเดนไม่มีทีท่าว่าจะเข้าโจมตีเธอแม้แต่น้อยเขาเพียงหยิบจี้ห้อยคอของตนขึ้นมา
“เธอรู้จักจี้นี้ไหม”
คาเรนหรี่ตามองจี้สีแดงทองตรงหน้า ลวดลายแปลกตาแต่กลับงดงามจนน่าหลงใหล เธอส่ายหัวช้าๆอย่างจนปัญญา มันเป็จี้ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“งั้นเหรอ”
เอเดนเดินลึกเข้าไปในป่าเงียบๆ คาเรนจ้องมองแผ่นหลังนั้นค่อยๆลับสายตาไปก่อนจะวิ่งไปดูสภาพของเพื่อนเธอ
“นายบ้าไปแล้วรึไงถึงวิ่งเข้าใส่คนอื่นเขาแบบนั้น!”
สภาพของเขาไม่ได้าเ็อะไรมากมีเพียงรอยช้ำที่คางจากการโดนเตะเท่านั้นแต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้มันตกอยู่ในสภาพนี้
ความหวาดกลัวบนใบหน้ามันตอนนี้ เป็สิ่งที่คาเรนเคยเห็นมาก่อนเป็ใบหน้าของคนที่พึ่งจะรอดจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
“เกิดอะไรขึ้น”
“น...น่ากลัว”
คาเรนทำงานกับทัตซึยะมานานถึงแม้มันจะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งมากนัก แต่เื่ความกล้า มันไม่แพ้ใครอย่างแน่นอนแล้วคนที่ทำให้มันต้องตกอยู่ในสภาพนี้ต้องเป็คนประเภทไหนกัน
คาเรนมองกลับไปทางที่เอเดนเดินหายไปก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเธอต้องแจ้งเื่นี้กับทางตระกูลให้เร็วที่สุด
...
“เื่ที่พวกเ้าเล่ามาเป็เื่จริงงั้นรึ”
เมื่อกลับมาถึงที่พักคาเรนเข้าพบหัวหน้าสาขาและเล่าถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในทันทีบุคคลที่เธอได้พบเจอมาในวันนี้ อาจจะเป็คนของตระกูลอื่นก็ได้ และหากเป็เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างตระกูล และนำไปสู่ปัญหาต่างๆอีกมากมาย
“ข้าจะลองส่งเื่ไปทางตระกูลหลักเองหากเ้าได้พบมันอีก ให้ติดต่อข้าทันที”
“ค่ะ”
ถึงแม้จะรับปากไว้เช่นนั้นแต่คาเรนไม่อยากเจอกับบุคคลอันตรายแบบนั้นอีกเป็ครั้งที่สองแล้วหากต้องปะทะกับเอเดน คาเรนเชื่อว่าตนสามารถหนีได้อย่างแน่นอนแต่หากต้องสู้กันจริงๆเธอไม่มีความมั่นใจสักส่วนเดียวว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้
ทว่าคาเรนประเมินเอเดนเอาไว้ว่าอยู่ในระดับที่‘ไม่เป็ภัย’ เพราะเอเดนไม่ได้มีท่าทีจะโจมตีเธอก่อนแม้แต่น้อยในตอนที่ทัตซึยะเข้าจู่โจม ถึงเธอจะไม่รู้ว่าเป้าหมายของเอเดนคืออะไรแต่เธอควรจะอยู่ห่างบุคคลอันตรายนั่นไว้น่าจะดีที่สุด