เพื่อนกัน..มันส์ดี NC20+

    19 ทริปล่าหมอก บทที่ 1 ลมหนาวซ่อนไฟ


    (เริ่มภาค 2 ทริปล่าหมอก)

    รถตู้หรูสองคันค่อยๆ เคลื่อนตัวไต่ระดับความสูงชันของยอดดอยขึ้นมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางเส้นทางคดเคี้ยวที่โอบล้อมไปด้วยป่าสนและม่านหมอกสีขาวโพลน อุณหภูมิภายนอกรถลดต่ำลงเรื่อยๆ จนกระจกหน้าต่างเริ่มมีหยดน้ำเกาะพราว ทว่าภายในห้องโดยสารกลับคุกรุ่นไปด้วยไออุ่นแห่งความทรงจำและความปรารถนาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีปกติ
    ทริปพักผ่อนรับลมหนาวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก 'ค่ำคืนสลับคู่ริมหาด' ที่พัทยาผ่านพ้นไปได้ไม่นานนัก สำหรับคนภายนอก พวกเขาทั้งแปดคนคือกลุ่มเพื่อนสนิทและคู่รักสี่คู่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันดี ทว่าลึกลงไปในจิตใจของแต่ละคน กลับมีความโหยหาสับสน และเปลวไฟแห่งความสิเน่หาอันเร้นลับที่ถูกจุดประกายขึ้นในคืนนั้น มันยังคงคุกรุ่น เผาไหม้ และรอคอยวันที่จะได้ปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างไม่อาจหักห้ามใจ

    เมื่อล้อรถหยุดสนิทที่ลานจอดรถของรีสอร์ท Glamping สุดหรูระดับห้าดาวบนยอดดอย ทุกคนต่างทยอยก้าวลงจากรถพร้อมกับสูดลมหายใจรับเอาความเย็นยะเยือกเข้าปอด อากาศบนดอยสูงหนาวจัดจนเวลาพ่นลมหายใจออกมาจะกลายเป็นไอสีขาวจางๆ บรรยากาศรอบด้านสวยงามราวกับภาพฝันในเทพนิยาย ต้นสนสูงตระหง่านยืนต้นเรียงราย ถูกห่มคลุมด้วยสายหมอกหนาทึบที่ลอยต่ำพัดผ่านทะลุตัวคนไปมา สร้างความรู้สึกสลัวรางและลึกลับอย่างบอกไม่ถูก

    เบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงหมอกที่เปิดทางให้เห็น 'กระท่อมกระจก' ดีไซน์ล้ำสมัยสี่หลังที่ตั้งลดหลั่นกันไปตามเนินเขา กระท่อมแต่ละหลังถูกออกแบบให้ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพของทะเลหมอกได้อย่างเต็มที่ และที่ระเบียงไม้กว้างขวางด้านนอกของทุกหลัง ยังมีอ่างสปาออนเซ็นส่วนตัวที่กำลังส่งควันกรุ่นๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาปะทะกับความหนาวเย็น

    “โห... สวยมากเลยอ่ะพวกแก เหมือนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่งเลย” แก้มร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับขณะมองไปรอบๆ เธอสวมเสื้อโค้ทสีครีมตัวหนาที่ยิ่งทำให้เธอดูตัวเล็กน่าทะนุถนอม

    “นั่นสิ อากาศดีสุดๆ ไปเลย แต่อย่างหนาวเลยว่ะ” วินพูดพลางถูมือสองข้างเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความอบอุ่น ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายแฝงให้ 'เมล' สาวสวยเซ็กซี่ขี้อ้อนที่ยืนอยู่ไม่ไกล เมลเพียงแค่ปรายตามองวินกลับมา มุมปากสวยยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างรู้กัน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของวินกระตุกวาบ ภาพเรือนร่างเย้ายวนของเมลในคืนนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาไม่รู้ลืม

    ในขณะเดียวกัน ทางด้าน 'คิน' ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อแน่นหนาตามแบบฉบับคนชอบออกกำลังกาย ก็กำลังยืนล้วงกระเป๋าเสื้อกันหนาว แสร้งทำเป็นมองดูวิวทิวทัศน์ ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับลอบมองไปที่ 'แพร' แฟนสาวของวินที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดแจงกระเป๋าเดินทาง แพรในชุดเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเอิร์ธโทนรัดรูป เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าและหน้าอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าออกมาอย่างชัดเจน คินลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แววตาของเขาหิวกระหายและเต็มไปด้วยความสวาทที่ยากจะปิดบัง ยิ่งคิดถึงเสียงครางหวานหูและผิวเนื้อนุ่มเนียนของแพรที่เขาเคยได้สัมผัส เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดหนึบที่กลางกายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

    ส่วน 'ริสา' สาวสวยเฉี่ยวแฟนของ 'เต้ย' ก็กำลังยืนกอดอกด้วยท่าทีสง่างาม แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ความสวยงามของหมอกเลยแม้แต่น้อย เธอกำลังแอบลอบมองไปที่มือหนาใหญ่และท่อนแขนแกร่งของ 'นนท์' หนุ่มแว่นมาดนิ่งแฟนของแก้ม นนท์กำลังช่วยยกกระเป๋าใบใหญ่ลงจากรถ เส้นเลือดที่ปูดนูนบนท่อนแขนของเขายามออกแรง ทำให้ริสารู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า ลึกๆ แล้วเธอยังคงโหยหาสัมผัสอันหนักหน่วงและดุดันที่ขัดกับบุคลิกภายนอกของเขาอย่างสิ้นเชิง

    ความตึงเครียดลับๆ และสายตาที่สอดประสานกันอย่างมีความหมาย เกิดขึ้นท่ามกลางมวลอากาศที่หนาวเหน็บ ทุกคนต่างเก็บงำความต้องการดิบเถื่อนของตัวเองเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แสร้งทำเป็นปกติ

    ...

    เมื่อแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมยอดดอย พร้อมกับอุณหภูมิที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วจนเกือบติดลบ สายหมอกที่เคยเป็นสีขาวบัดนี้กลายเป็นม่านสีเทาสลัวที่โอบล้อมทุกสิ่งเอาไว้

    ที่ลานกว้างตรงกลางระหว่างกระท่อมทั้งสี่หลัง กองไฟขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้น เปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนส่งเสียงแตกปะทุของฟืนไม้ดังเปรี๊ยะๆ มอบความอบอุ่นให้กับร่างทั้งแปดที่สวมเสื้อกันหนาวหนาเตอะ นั่งล้อมวงกันอยู่บนเก้าอี้แคมป์ปิ้ง

    ตรงกลางวงมีเตาบาร์บีคิวที่กำลังย่างเนื้อวัวชั้นดี กลิ่นหอมของเนื้อย่างเกรียมๆ ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศลอยเตะจมูก เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี แก้วไวน์แดงถูกรินและส่งต่อให้กันคนแล้วคนเล่า รสชาติฝาดเฝื่อนแต่นุ่มลึกของไวน์ชั้นเยี่ยม เมื่อไหลลงคอก็เปลี่ยนเป็นความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

    ความอบอุ่นจากกองไฟและฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เริ่มแล่นพล่านในสายเลือด ค่อยๆ ละลายกำแพงความขัดเขินและกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในจิตใจของแต่ละคนให้ตื่นตัวขึ้น เสียงพูดคุยหยอกล้อเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แววตาของแต่ละคนที่มองกันเริ่มหวานฉ่ำและเยิ้มไปด้วยความปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่

    "หนาวโคตรๆ เลยว่ะ คืนนี้กะจะแช่ออนเซ็นให้ตัวเปื่อยไปเลย" เต้ยพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ก่อนจะหันไปยิ้มกรุ้มกริ่มให้ริสาที่นั่งอยู่ข้างๆ

    "แช่คนเดียวระวังจะเหงานะเต้ย" เมลพูดแซวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยั่วยวน พลางปรายตามองไปทางวินอย่างจงใจ วินได้แต่นั่งยิ้มรับด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา

    บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยความเงียบที่มีเพียงเสียงลมพัดอื้ออึงและเสียงฟืนปะทุ ทุกคนต่างจมอยู่ในห้วงความคิดและจินตนาการอันเร่าร้อนของตัวเอง

    จู่ๆ เต้ยที่ทนความเงียบไม่ไหวก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ เสนอไอเดียบางอย่างขึ้นมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ "เฮ้ยพวกแก นั่งกินเฉยๆ มันน่าเบื่อว่ะ หมอกลงจัดหนาทึบขนาดนี้ มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด... เรามาเล่นเกมสนุกๆ กันดีกว่า"

    "เกมอะไรของมึงวะเต้ย อากาศหนาวจะตายชัก" นนท์ขยับแว่นสายตาพลางถามด้วยความสงสัย

    "เกมซ่อนหาในสายหมอกไง!" เต้ยประกาศเสียงดังพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง "กติกาก็คือ ให้เวลาคนซ่อนวิ่งหนีเข้าไปในดงหมอก 1 นาที แล้วคนหาค่อยตามไปจับ ใครที่โดนจับตัวได้เป็นคนแรก... คนนั้นจะต้องโดนคนหา 'สั่งภารกิจ' หนึ่งข้อ! และห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!"

    คำว่า 'สั่งภารกิจ' และ 'ห้ามปฏิเสธ' ทำให้บรรยากาศรอบกองไฟเปลี่ยนไปในทันที แววตาของทุกคนต่างเปล่งประกายวาววับขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ความตื่นเต้นและจินตนาการอันลามกเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของแต่ละคน การได้ซ่อนตัวในม่านหมอกที่ไม่มีใครมองเห็น และการได้ออกคำสั่งกับคนที่ตัวเองต้องการ... มันช่างเป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจเสียเหลือเกิน

    "น่าสนุกดีนี่ เอาสิ" คินเป็นคนแรกที่ตอบตกลง สายตาของเขาจ้องตรงไปที่แพรอย่างไม่ลดละ แพรหน้าร้อนผ่าว รีบหลบสายตาคินด้วยความประหม่า แต่ในใจลึกๆ กลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น

    "ตกลงตามนี้ ใครจะเป็นคนหาคนแรก?" วินถามขึ้นมาบ้าง

    ทุกคนตกลงเป่ายิ้งฉุบกัน ผลปรากฏว่าเต้ยเป็นคนแพ้ ต้องรับหน้าที่เป็นคนหาคนแรก

    "เยส! ให้เวลา 1 นาทีนะโว้ย รีบไปซ่อนเลยพวกมึง!" เต้ยตะโกนพร้อมกับปิดตาหันหลังเข้าหากองไฟ เริ่มนับเลขเสียงดัง "หนึ่ง... สอง... สาม..."

    ...

    ทันทีที่เสียงนับเริ่มขึ้น วงสนทนาก็แตกกระจาย ทุกคนต่างผุดลุกขึ้นและวิ่งแยกย้ายกันหายเข้าไปในม่านหมอกสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณรีสอร์ท หมอกลงจัดมากจนเพียงแค่วิ่งห่างออกไปไม่กี่เมตร ร่างของแต่ละคนก็ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น มองไม่เห็นแม้แต่เงา

    เมลวิ่งหัวเราะคิกคักไปทางซ้ายมือมุ่งหน้าไปยังทิวสน ในขณะที่นนท์เลือกที่จะเดินเลี่ยงไปทางขวามือมุ่งหน้าไปยังโซนกระท่อมพัก แก้มและริสาต่างก็วิ่งแยกกันไปคนละทิศคนละทาง

    ส่วนแพร เธอเลือกที่จะวิ่งตรงลึกเข้าไปในป่าสนด้านหลังรีสอร์ท เสียงฝีเท้าของเธอเหยียบลงบนใบไม้แห้งดังกอบแกบ แพรหอบหายใจเบาๆ อากาศเย็นจัดปะทะใบหน้าจนชาไปหมด เธอพยายามกวาดสายตามองหาที่ซ่อนตัว แต่รอบด้านมีเพียงความขาวโพลนของม่านหมอกและต้นสนที่ดูคล้ายกันไปหมด

    เธอไม่รู้เลยว่า ท่ามกลางความมืดสลัวและหมอกหนาทึบนั้น มีเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังเดินลัดเลาะตามหลังเธอมาอย่างเงียบเชียบและใจเย็น คินไม่ได้สนใจที่จะวิ่งหนีเต้ยเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายเดียวของเขาตั้งแต่เริ่มเกมคือ 'แพร' เขาจับจ้องเธอตั้งแต่ตอนที่เธอลุกขึ้นวิ่ง และเดินตามรอยเท้าของเธอมาติดๆ ราวกับสุนัขป่าที่กำลังสะกดรอยตามเหยื่ออันโอชะ

    แพรวิ่งมาจนถึงบริเวณโขดหินใหญ่ที่ถูกโอบล้อมด้วยพุ่มไม้หนาทึบ หมอกบริเวณนี้ลงจัดมากจนแทบจะมองไม่เห็นมือตัวเอง เธอตัดสินใจหยุดยืนพักเหนื่อยและคิดจะใช้หลังโขดหินนี้เป็นที่ซ่อนตัวชั่วคราว เธอหันซ้ายหันขวาเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมา

    ความเงียบสงัดรอบตัวถูกทำลายด้วยเสียงสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิว กรรโชกแรงจนกิ่งสนสั่นไหว แพรยกมือขึ้นกอดอกตัวเองแน่นเพื่อคลายหนาว ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปหลบหลังโขดหินนั้นเอง...

    หมับ!

    ฝ่ามือหนาใหญ่และร้อนจัดราวกับถ่านไฟของใครบางคนพุ่งเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของเธอจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วและดุดัน!

    แพรเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธออ้าปากเตรียมจะหวีดร้องออกมา แต่ยังไม่ทันที่เสียงจะหลุดลอดออกจากลำคอ ร่างบางของเธอก็ถูกกระชากอย่างแรงจนถลาเข้าไปปะทะกับแผ่นอกกว้างที่แข็งแกร่งดั่งหินผาของคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง! กลิ่นน้ำหอมบุรุษที่คุ้นเคยผสมผสานกับความอันตรายลอยแตะจมูก ก่อนที่สัมผัสร้อนลวกจะทาบทับลงมา...