เหล่าคนไข้ที่ต่อแถวยาวอยู่ด้านหลังต่างเผยสีหน้าผิดหวังออกมา กระทั่งซางจือแจกแผ่นป้ายให้พวกเขาชิ้นหนึ่ง บอกให้พวกเขานำแผ่นป้ายมาในวันพรุ่งนี้ก็พอ นางจะจัดเวลาเข้ารับการตรวจให้พวกเขาตามแผ่นป้าย ในวันหน้า ทุกคนเพียงมาตามเวลาที่กำหนดไว้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องมาเข้าแถวที่นี่ล่วงหน้า
บรรดาผู้ป่วยไม่เคยได้ยินเรื่องระเบียบเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อตั้งใจฟังอย่างละเอียดก็รู้ว่า วิธีการเช่นนี้มอบความสะดวกสบายแก่พวกเขาอย่างมากดูตามกิจการของโรงหมอแห่งนี้แล้ว ภายภาคหน้าผู้ป่วยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นไม่มีทางลดลง หากทุกคนล้วนมาเข้าแถวอยู่ที่นี่ นอกจากจะมาเฝ้าอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้ว ไม่เช่นนั้น ต่อแถวไปอีกสองสามวันก็ยังไม่ถึงรอบของพวกเขา
เมื่อมีป้ายไม้ชิ้นนี้ พวกเขาเพียงมารับการตรวจรักษาตามเวลาที่แม่นางน้อยผู้นั้นจัดการไว้ ช่วงเวลาอื่นก็สามารถอยู่ที่บ้าน ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อื่นได้
หลิงมู่เอ๋อร์ตามมัวมัวชราออกจากโรงหมอ เพิ่งออกมาได้ไม่กี่ก้าวพลันเห็นคนผู้หนึ่งควบม้าทะยานมาแต่ไกล
เงาร่างที่คุ้นเคยนั้นเข้าสู่ดวงตาของนาง นางมองเงาร่างนั้นจากไกลกลายเป็นใกล้ จากนั้น จากใกล้กลายเป็นไกล จนกระทั่งจางหายไปในตอนท้าย นางจึงได้สติกลับมา
“นั่นคือผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์หลวงเจ้าค่ะ” มัวมัวชรากล่าวกับหลิงมู่เอ๋อร์ “ราชองครักษ์หลวงไม่อาจล่วงเกินได้ ผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์หลวงคนนี้ยิ่งไม่อาจล่วงเกิน ไม่รู้ว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร ตั้งแต่สองปีก่อนหลังมาถึงเมืองหลวงก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์หลวงโดยตรง ฝ่าบาทรงวางพระทัยในตัวเขาเป็นพิเศษ เขาฟังเพียงพระบัญชาของฝ่าบาทเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณมัวมัวมาก” หลิงมู่เอ๋อร์พูดอย่างมีมารยาท “หากมิใช่มัวมัวแนะนำ ไม่แน่ว่าบางทีข้าอาจไปล่วงเกินผู้ที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าได้”
มัวมัวไม่ได้ถูกคำยกยอไม่กี่คำของหลิงมู่เอ๋อร์ยอจนตัวลอย นางเพียงเห็นว่าซูเหล่าฟูเหรินให้ความสำคัญกับนาง จวิ้นอ๋องน้อยในจวนก็ให้ความสำคัญกับนาง ดังนั้น จึงคิดทำดีกับนาง นางรู้ว่า คำพูดนี้ต่อให้นางไม่พูด ขอเพียงหลิงมู่เอ๋อร์อยู่ในเมืองหลวงต่ออีกไม่กี่วันย่อมต้องมีผู้ให้คำแนะนำแก่นางอย่างแน่นอน การช่วยเหลือเล็กน้อยของนางนี้ไม่นับเป็นอย่างไรได้
“ท่านหมอหลิงเกรงใจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” มัวมัวประคองหลิงมู่เอ๋อร์ขึ้นรถม้า จากนั้นพาหลิงมู่เอ๋อร์ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง
เดิมหลิงมู่เอ๋อร์คิดว่าเป็นซูเช่อที่ต้องการพบนาง เพียงแต่ยืมชื่อของซูเหล่าฟูเหรินเท่านั้น กระทั่งได้พบซูเหล่าฟูเหรินนางจึงเข้าใจว่า เป็นซูเหล่าฟูเหรินที่อยากพบนางด้วยตัวเองจริงๆ
นางย่อมไม่มีทางคิดว่า ตนเป็นผู้ที่ใครพบเห็นก็รักใคร่ ซูเหล่าฟูเหรินเองก็มีหลานสาว ย่อมไม่มีทางไม่รักคนของตนเอง แต่กลับมาดูแลลูกหลานของบ้านอื่นมากกว่า การที่มาชักจูงข้าเช่นนี้ ที่แท้มีเจตนาใดกันแน่? หรือว่า นางไม่ได้มีความคิดร้ายจริงๆ เป็นนางที่มองจิตใจคนซับซ้อนจนเกินไปหรือ?
“สาวน้อยมู่เอ๋อร์” คำที่ซูเหล่าฟูเหรินใช้เรียกนางเริ่มจาก‘แม่นางหลิง’ จนเป็น ‘ท่านหมอหลิง’ในหลัง บัดนี้ ถึงกลับเปลี่ยนเป็น ‘สาวน้อยมู่เอ๋อร์’ แล้ว
หลิงมู่เอ๋อร์มองซูเหล่าฟูเหรินอย่างสงบนิ่ง รอนางกล่าวคำพูดที่เหลือออกมา แสดงไมตรีโดยไร้เหตุ ถือเป็นเรื่องผิดวิสัย นางอยากดูว่า ซูเหล่าฟูเหรินคิดจะทำสิ่งใด
ซูเหล่าฟูเหรินลากมือของนาง ตบหลังมือของนางอย่างอ่อนโยน
“เจ้าหมั้นหมายแล้วหรือไม่?” ซูเหล่าฟูเหรินยิ้มบางพร้อมกับมองนาง
หลิงมู่เอ๋อร์เลิกคิ้วสูงขึ้น ในดวงตาวาบประกายความประหลาดใจออกมา เหตุใดจึงถามนางเช่นนี้? หรืออยากช่วยจับคู่ให้นาง? หากคนผู้นั้นเป็นซูเช่อ ซูเหล่าฟูเหรินไม่มีทางมาถามด้วยตนเอง นางคงจะหาคนผู้หนึ่งมาลองเชิงการตอบสนองของหลิงมู่เอ๋อร์ นอกจากนี้ ซูเหล่าฟูเหรินมีชาติกำเนิดมาจากตระกูลสูงศักดิ์ จวนจวิ้นอ๋องยิ่งเป็นสถานที่สูงส่ง ครอบครัวเช่นพวกเขาย่อมไม่มีทางเห็นนางอยู่ในสายตา
ด้วยเหตุนี้ ที่ซูเหล่าฟูเหรินถามนางเช่นนี้ จะต้องมิใช่เพื่อซูเช่อแน่ แต่จะต้องมีความคิดอื่น
“ข้ายังเด็กอยู่เจ้าค่ะ! น้องชายที่บ้านยังเล็ก ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังต้องให้ข้าดูแล” หลิงมู่เอ๋อร์มิได้บอกว่าหมั้นหมายแล้วหรือไม่ แต่กลับให้คำตอบที่กำกวมแทน
ซูเหล่าฟูเหรินดันขนมที่อยู่เบื้องหน้าไปตรงหน้าของหลิงมู่เอ๋อร์ ทางหนึ่งกินขนม อีกทางก็กล่าวว่า “ที่บ้านลูกผู้พี่หญิงของข้ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง บุคลิกดีมีความสามารถ ตัวเขาปีนี้อายุยี่สิบ ราศีเมษ นิสัยดีเป็นที่สุด เด็กคนนั้นต้องการหาเพียงผู้ที่มีนิสัยตรงใจ หลายปีมานี้ แม้แต่สาวใช้ข้างห้องก็ไม่มี ไม่เช่นนั้น ให้หญิงชราผู้นี้พาเจ้าไปลองดู?”
หลิงมู่เอ๋อร์พ่นหัวเราะออกมา นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับหยดน้ำที่มุมปาก มองซูเหล่าฟูเหรินอย่างยิ้มแย้ม “เหล่าฟูเหรินชื่นชอบการเป็นแม่สื่อตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าคะ?”
หากเป็นสตรีนางอื่นได้ยินหลิงมู่เอ๋อร์กล่าวเช่นนี้ กลัวว่าคนจะเปลี่ยนสีหน้านานแล้ว ฟูเหรินสูงศักดิ์เช่นพวกนางมีฐานะสูงส่ง ถึงกลับนำนางไปเปรียบเป็นแม่สื่อ นั่นเป็นการดูหมิ่นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของหลิงมู่เอ๋อร์ มัวมัวชราที่อยู่ด้านข้างจึงออกจะไม่พอใจอยู่บ้าง ในทางกลับกัน ซูเหล่าฟูเหรินราวกับมิได้ยินกระนั้น บนใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มอีกด้วย
“ครอบครัวของลูกผู้พี่หญิงของข้าผู้นั้น แม้จะมิใช่ตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ แต่ก็มีตำแหน่งขุนนางเป็นทางการ สาวน้อยเช่นเจ้าหากแต่งเข้าไป ชั่วชีวิตนี้ย่อมมิต้องกังวลเรื่องการกินการสวมอีก” ซูเหล่าฟูเหรินยังคงไม่ตายใจ ยังล่อใจต่อไปว่า “พูดอีกอย่าง เด็กผู้นั้นเมื่อเปรียบกับเช่อเอ๋อร์ของบ้านข้าแล้วก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย เจ้ายังไม่เชื่อสายตาของเราผู้เฒ่าหรือ?”
“เหล่าฟูเหริน ตระกูลขุนนางเช่นนี้จะต้องมีเกณฑ์ในการเลือกลูกสะใภ้อย่างแน่นอน ข้าซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง น่าจะไม่อยู่ในสายตาของพวกเขากระมัง? เหล่าฟูเหรินใช่มีเรื่องอื่นที่อยากพูดหรือไม่? หากมีข้าก็จะฟัง หากไม่มีข้าจะกลับก่อนแล้วเจ้าค่ะ” หลิงมู่เอ๋อร์ขัดคำพูดของซูเหล่าฟูเหรินให้หยุดลง ท่าทีราวกำลังเตรียมจะจากไป
“อย่าเพิ่งไปสิ” ซูเหล่าฟูเหรินดึงหลิงมู่เอ๋อร์ไว้ มองนางอย่างตัดพ้อครั้งหนึ่ง “ใช่ ข้าปิดบังเจ้า ตั้งแต่เด็กเขาก็สุขภาพไม่ดี เพียงแต่ข้าคิดว่าเจ้าเป็นหมอ มีความชำนาญในการดูแลสุขภาพ หากเจ้าแต่งเข้าไป คนในบ้านพวกเขาย่อมไม่กล้าดูถูกเจ้า เช่นนี้ล้วนดีต่อทุกคน”
“ทุกคนที่เหล่าฟูเหรินกล่าวหมายถึงใครเจ้าคะ ข้า คุณชายท่านนั้น หรือว่าเป็นจวิ้นจู่น้อย หรือเป็นเพราะท่านเป็นห่วงจวิ้นอ๋องน้อย” หลิงมู่เอ๋อร์ดึงมือของตนกลับมา น้ำเสียงเย็นชา “ข้ารู้ว่าท่านกำลังกังวลสิ่งใด ท่านวางใจเถิด เรือนของตระกูลใหญ่เช่นจวนจวิ๋นอ๋องนี้ มิใช่สถานที่ที่ข้าอยากแต่ง จวิ้นอ๋องน้อยก็มิใช่ผู้เหมาะสมที่ข้าชมชอบเช่นกัน”
ซูเหล่าฟูเหรินมองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึง รอยเยาะหยันในดวงตาของนางก็ราวดาบเล่มหนึ่ง ทำให้นางรู้สึกผิดและอับอายจนยากจะเอ่ยวาจา
“ข้าจะส่งเจ้าออกไป” น้ำเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังมาจากทางเข้าประตู
เมื่อซูเหล่าฟูเหรินได้ยินเสียงนี้ ร่างกายก็สั่นไหว นางเงยหน้ามองทางเข้าประตู ก็เห็นซูเช่อในชุดขาวราวหิมะ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก บนใบหน้าของเขา มิมีรอยยิ้มที่มองเห็นได้ในยามปกติอีก ในสายตายิ่งมีแต่สีของน้ำแข็ง ในเวลานั้น ซูเหล่าฟูเหรินรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่เหลือเกิน
นางพันไม่ควรหมื่นไม่ควร ไม่ควรฟังและเชื่อคำพูดของเจาหยางเด็กคนนั้น คิดว่าพวกเขาสองคนมีอะไรกันจริงๆ นางอยากแนะนำหลิงมู่เอ๋อร์ให้กับลูกชายของลูกผู้พี่หญิงเป็นเรื่องจริง อยากให้พวกเขาทั้งสองตัดความชอบพออย่างเด็ดขาดก็เป็นความจริง บัดนี้ดูไปแล้ว ช่างเป็นการย้ายก้อนหินจนตกทับเท้าของตนจริงๆ
“ท่านย่าไม่จำเป็นต้องป้องกันแม่นางหลิงถึงเพียงนี้ แต่ไหนแต่ไรมานางก็มิใช่พวกคนที่คิดจับมังกรเพื่อกลายเป็นหงส์ จวนจวิ้นอ๋องที่พันดีหมื่นดีในสายตาของผู้อื่น ในสายตาของนางราวกับเป็นอสรพิษแมงป่องก็ไม่ปาน หากมิใช่เพราะข้าเรียกนางมา เกรงว่าชั่วชีวิตนี้นางคงไม่อยากก้าวเข้ามาแม้เพียงครึ่งก้าว คำกล่าวที่ท่านย่าพูดกับนางในวันนี้ ก็คือการดูหมิ่นนาง” ซูเช่อเย็นชา
“เช่อเอ๋อร์ ข้ามิได้มีเจตนาร้าย” ซูเหล่าฟูเหรินรีบอธิบาย
“จวิ้นอ๋องน้อย เหล่าฟูเหรินก็ถูกคนปิดบังเช่นกันเจ้าค่ะ ท่านชอบแม่นางหลิงมาก ต่อให้จวิ้นอ๋องน้อยชมชอบแม่นางหลิงจริงๆ ท่านก็ไม่มีทางคัดค้านนะเจ้าคะ” มัวมัวชรารีบช่วยซูเหล่าฟูเหรินอธิบาย
หลิงมู่เอ๋อร์ถือกล่องยาขึ้นมา สาวเท้ายาวออกไปจากห้องนี้ นางอดถอนใจเบามิได้ ดูท่าแล้ว ตระกูลซูแห่งนี้ วันหลังคงมาไม่ได้อีก เสียทีที่นางชื่นชอบซูเหล่าฟูเหรินเป็นอย่างมาก น่าเสียดาย แม้จะชอบมากถึงเพียงใด แล้วจะมีประโยชน์อันใด? ขอเพียงเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของหลานชายนาง นางซึ่งเป็นเพื่อนต่างรุ่นที่เพิ่งพบหน้าจะนับเป็นอย่างไรได้?
ซูเช่อตามหลิงมู่เอ๋อร์ไปด้านหลัง จนกระทั่งออกจากประตูไป ซูเช่อจึงได้กล่าวเสียงเบาว่า “ขอโทษด้วย ท่านย่าหูเบา เจาหยางพูดข้างหูของนางหลายครั้งหน่อย นางก็เริ่มหวาดระแวง แท้ที่จริงแล้วนางมิใช่คนจิตใจไม่ดี ”
ในจุดนี้ หลิงมู่เอ๋อร์ไม่เคยสงสัยนางมาก่อน หลังผ่านการอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆ มา นางยังคงเข้าใจซูเหล่าฟูเหรินอยู่มาก หากมิใช่เพราะมีใครพูดอะไรข้างหูของนาง นางย่อมไม่มีทางพูดเรื่องพวกนี้อย่างไม่มีที่ไปที่มา
“ที่จริงแล้วนางก็มิได้ผิด ด้วยฐานะของท่าน สตรีที่เข้าใกล้ท่านกว่าครึ่งคงไม่มีเจตนาดีอะไร ท่านคบค้าสมาคมกับข้าได้ไม่นาน แต่กลับไว้วางใจในตัวข้า นางจะกังวลก็เป็นเหตุผลที่อภัยได้ ทว่า เห็นได้ชัดว่านางประเมินท่านต่ำเกินไปแล้ว ท่านคือจวิ้นอ๋องน้อย จวิ้นอ๋องในอนาคต ท่านรู้อย่างชัดเจนว่าตนต้องการสิ่งใด” หลิงมู่เอ๋อร์หมุนตัวกลับมามองซูเช่อ รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “วันหลังหากมีเรื่องใดก็สามารถไปหาข้าที่บ้านของข้าได้ อย่างน้อยคนที่บ้านของข้าก็ไม่มีทางสงสัยว่าระหว่างพวกเราจะมีสิ่งใดต่อกัน”
หญิงสาวที่สดใสสง่างามโบกมือให้เขา หลังจากนั่งลงบนรถม้าของครอบครัวนางเรียบร้อยก็ออกจากจวนตระกูลใหญ่แห่งนี้ไป ซูเช่อมองเงาร่างของหญิงสาวดุจดั่งสายลมที่ปลิวไกลออกไป
ในเวลานั้น เขามองสิงโตหินสองตัวที่อยู่เบื้องหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกอยากทำลายล้างด้วยความหุนหันพลันแล่น ชาติกำเนิดที่สูงศักดิ์ ฐานะที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ก็ราวกับกลอนดอกหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมา
“จวิ้นอ๋องน้อยขอรับ จวิ้นจู่ทะเลาะกับองค์หญิงใหญ่อีกแล้วขอรับ” ผู้คุ้มกันนายหนึ่งรีบกลับมาจากด้านนอก เมื่อเห็นซูเช่อที่ยืนอยู่หน้าประตู ก็รายงานอย่างลนลาน
ซูเช่อหรี่ตา กล่าวประชดว่า “มีความสามารถตบตี ไม่มีความสามารถจัดการกับผลที่ตามมา? เจ้าบอกนางว่า ผู้ใดเป็นคนหาเรื่อง ผู้นั้นก็ไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าได้เอาแต่จะกลับมาหาคนที่บ้านทุกครั้ง บ้านนี้มิใช่ศูนย์ให้ความช่วยเหลือ ที่จะคอยช่วยจัดการแก้ปัญหาที่ตามมาให้นาง”
ผู้คุ้มกันไม่เคยเห็นสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นนี้ของซูเช่อมาก่อน ทุกคนต่างรู้ว่า ต้นไม้หยกแห่งตระกูลซูเป็นบุคคลที่ราวกับเทพเซียน เขาไม่เคยเสียกิริยาในที่สาธารณะมาก่อน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม รอยยิ้มบางๆ ของเขาก็ราวกับแสงอาทิตย์ในฤดูหนาว มักจะนำความอบอุ่นมาสู่ผู้คนเสมอ ทว่าในยามนี้ ความเย็นชาในดวงตาของเขายังเย็นยะเยือกยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาวเสียอีก
หลิงมู่เอ๋อร์ที่อยู่ในรถม้ายามนี้ก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน นางก็ใช้ความจริงใจในการคบค้ากับซูเช่อ คิดไม่ถึงว่าจะถูกเห็นเป็นผู้ที่คิดจับมังกรเพื่อกลายเป็นหงส์ หากเป็นผู้อื่นที่คิดเช่นนี้ นางสามารถทำเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้ ทว่า คนผู้นั้นกลับเป็นท่านย่าที่ซูเช่อให้ความเคารพ
“หยุดลง” หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวกับรถม้าที่อยู่ภายนอก “ท่านจอดที่นี่ ข้ายังมีธุระ ไม่ต้องให้ท่านส่งกลับบ้านแล้ว”
คนขับรถรับคำ “ขอรับ”
หลิงมู่เอ๋อร์ที่เพิ่งลงจากรถม้าก็เห็นหลิงจือเซวียนดึงๆ ลากๆ กับสตรีในชุดแดงนางหนึ่ง ใบหน้าเล็กๆ ของสตรีนางนั้นบวมจนมองหน้าตาไม่ออก ทว่า ด้วยความสามารถผ่านตาแล้วไม่ลืมเลือนของหลิงมู่เอ๋อร์ จะดูไม่ออกได้อย่างไรว่า สตรีนางนั้นก็คือน้องสาวของซูเช่อ จวิ้นจู่น้อยผู้ชอบแยกเขี้ยวกางกรงเล็บที่เอาแต่ใจตนเองผู้นั้น
นางเพิ่งออกจากจวนจวิ๋นอ๋องมา ในใจยังมีความโมโหหลงเหลืออยู่สายหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าถนนหนทางจะคับแคบจนศัตรูมาพบหน้า ถึงกับได้พบนางอีกครั้งที่นี่แล้ว เพียงแต่นางมาพัวพันกับพี่ชายของนางทำไม?
“พี่ชาย…” หลิงมู่เอ๋อร์เร่งมายังเบื้องหน้าของหลิงจือเซวียน ปัดมือของสตรีในชุดแดงนางนั้นออก เบียดเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา “เกิดสิ่งใดขึ้นเจ้าคะ?”
หลิงจือเซวียนเมื่อเห็นหลิงมู่เอ๋อร์ เขาลอบถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ท่านอาจารย์ให้ข้าออกมาซื้อพู่กัน น้ำหมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ข้าบังเอิญไปเห็นนางสู้กับสตรีอีกนางหนึ่งอย่างดุดัน เห็นนางถูกตีอย่างรุนแรง ก็ลงมือช่วยนาง นางไม่เพียงไม่สำนึกขอบคุณ แต่กลับโทษข้าว่าทำลายเรื่องดีของนาง”
สตรีในชุดแดงมองหลิงจือเซวียนอย่างระมัดระวัง ไม่มีผู้ใดพบความไม่เป็นธรรมชาติในดวงตาของนาง ยามนี้ ใบหน้าของนางถูกตบจนบวมขึ้นมา จึงไม่มีผู้ใดเห็นสีหน้าที่ผิดปกติบนใบหน้าของนาง นางบิดผ้าเช็ดหน้า มองบุรุษที่สดใสเย็นชาเบื้องหน้า รู้สึกเพียงว่าหัวใจดวงน้อยๆ เต้นตึกตักตึกตักไม่หยุด
ที่จริงแล้ว นางเองก็รู้สึกขอบคุณเช่นกัน ทว่า เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากก็กลายเป็นเช่นนั้นไป นางรู้สึกโมโหตนเองอย่างมาก แต่ในฐานะคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ไม่เคยมีผู้ใดสอนนางว่าต้องลดท่าทีลงได้เยี่ยงไร
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจนาง ในเวลานั้น นางรู้สึกแย่ยิ่งยวด ต่อให้เป็นในอดีต ยามรู้ว่าพี่น้องที่ไว้ใจแอบหัวเราะเยาะนางไม่น้อย รู้ว่าบุรุษที่เคยชื่นชอบแอบนินทานางว่าโง่เขลาลับหลัง นางก็เพียงแต่โมโหมาก แต่กลับไม่เหมือนยามนี้ ที่มันทั้งขมทั้งฝาด