“คุณครับ คุณผู้หญิงครับ ถึงฉาวหยางแล้วครับ คุณจะลงหรือเปล่าครับ” เสียงนั้นก้องเข้ามาในหูของเธอ ทำให้เธอใสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีจากการหลับไหลบนรถบัส
"ป้ายสุดท้ายแล้วครับ ถ้าจะไปต่อก็ต้องไปขึ้นคันใหม่ครับ คุณผู้หญิง" คนขับรถกล่าวย้ำอีกครั้งขณะที่เธอเริ่มขยับตัว
"ขอโทษค่ะ ฉันหลับเพลินไปหน่อย ถึงฉาวหยางแล้วใช่ไหมคะ?" เธอย้ำถามคนขับรถอีกครั้งพร้อมกับกวาดสายตามองซ้ายมองขวา
"ครับถึง ฉาวหยางแล้วครับ"เสียงคนขับรถตอบยืนยันอีกครั้ง
"ขอบคุณมากค่ะ"
เธอไม่รอช้า กล่าวขอบคุณทันทีเธอพลางรีบลงจากรถบัส จากนั้นรีบข้ามถนนไปยังบ้านของพุ้ยพุ้ยอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะกลับไปไทยหลายเดือนแล้ว แต่ความคุ้นเคยกับเส้นทางยังคงชัดเจน ปิงปิงเดินผ่านซอยที่เคยคุ้น ผู้คนที่เคยรู้จักยังคงจำเธอได้ ออกมาทักทายและพูดคุยด้วยความอบอุ่น ราวกับพบเจอกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันเสียนาน
เมื่อเธอมาถึงบ้านของพุ้ยพุ้ย แม่ของพุ้ยพุ้ยยืนรอรับเธออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว ปิงปิงยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม
“เข้ามาข้างในเถอะปิงปิง สบายดีใช่ไหม ไม่ได้เจอกันตั้ง 4 เดือนแล้ว หลังจากที่เธอกลับไปไทย พุ้ยพุ้ยบ่นคิดถึงเธอทุกวันเลยนะ” แม่ของพุ้ยพุ้ยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น
"แล้วพุ้ยพุ้ยล่ะคะ? ไม่เห็นเลย" ปิงปิงถามขณะที่เธอมองหาพุ้ยพุ้ยทั่วบ้าน แต่ใบหน้าของแม่พุ้ยพุ้ยกลับเปลี่ยนเป็สีหน้าที่เศร้าและกังวลจนสังเกตได้
"มีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ คุณป้า พุ้ยพุ้ยเป็อะไรหรือคะ" เธอเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศไม่ดี ความรู้สึกเหมือนต้องเกิดอะไรขึ้นกับพุ้ยพุ้ยเป็แน่
แม่ของพุ้ยพุ้ยน้ำตาเริ่มคลอเบ้า เธอพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ "คือ คือ ป้าก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี...พอป้ารู้ว่าปิงปิงจะมาจีน ป้าก็รีบโทรหาทันที เพราะป้ามีเื่สำคัญจะขอให้ปิงปิงช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม" น้ำตาเริ่มไหลลงอาบแก้ม ทำให้ปิงปิงใเป็อย่างมาก
"เกิดอะไรขึ้นคะคุณป้า? พุ้ยพุ้ยเป็อะไรหรือเปล่าคะ?" ปิงปิงรีบถามอย่างเร่งรีบ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล
"คือตอนนี้พุ้ยพุ้ยกำลังป่วยหนัก" แม่ของพุ้ยพุ้ยเริ่มเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตายังคงไหลอย่างไม่ขาดสาย "หลังจากที่ปิงปิงกลับไปไทยได้สองเดือนเศษๆ พุ้ยพุ้ยก็ล้มป่วยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น และตอนนี้พุ้ยพุ้ยก็อยู่ที่โรงพยาบาลนะ ป้าไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ หมอบอกว่าไม่พบสาเหตุของอาการป่วยเลย เหมือนคนที่นอนหลับไปเฉยๆ ไม่ตื่นขึ้นมา"
ปิงปิงฟังแล้วรู้สึกหนักใจและใเป็อย่างมาก เธอรู้สึกถึงความทุกข์ที่ทับถมแม่ของพุ้ยพุ้ยจนไม่สามารถหาคำพูดใดมาปลอบโยนได้
"ป้าก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา แต่เมื่อวานนี้เอง ขณะที่ป้านั่งอยู่หน้าบ้าน เป็กังวลเื่ของพุ้ยพุ้ยหลังกลับมาจากโรงพยาบาล ก็มีท่านซินแสคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นป้านั่งเศร้าทุกข์ใจ ท่านจึงเข้ามาทักทาย ตอนแรกป้าก็ไม่เชื่อหรอกนะ แต่ด้วยความที่ท่านรู้เื่ของพุ้ยพุ้ยแบบที่ป้าไม่ได้เล่าอะไร ท่านก็ทายถูกว่าพุ้ยพุ้ยป่วยด้วยโรคประหลาด ป้าเลยเริ่มรู้สึกว่าบางทีเื่ที่ท่านพูดอาจมีมูลอยู่"
ปิงปิงฟังอย่างตั้งใจ ความรู้สึกกังวลที่ปะปนอยู่กับความไม่เชื่อเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อน ขณะที่แม่ของพุ้ยพุ้ยนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าบ้าน ใจเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของลูกสาว จู่ๆ ก็มีชายผู้หนึ่งเดินผ่านมา เขามองดูเธออย่างสงบและเปล่งเสียงขึ้นเบาๆ
"แม่นางกังวลเื่ลูกสาวหรือ? ข้าเห็นแม่นางนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนี้"
เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันมามองชายแปลกหน้าด้วยความระแวง "คุณเป็ใครคะ? รู้ได้อย่างไรว่าดิฉันกังวลเื่ลูก?"
"ข้าเป็ใครไม่สำคัญหรอก เ้าเรียกข้าว่า 'เซียนเซิง' เถอะ" ชายผู้นั้นตอบพร้อมรอยยิ้มที่เป็ปริศนา
เธอยิ่งสงสัยมากขึ้น "เซียนเซิงคืออะไรหรือคะ? ฉันไม่รู้จัก"
เขาหัวเราะเบาๆ "อ้อ ข้าลืมไปว่าเ้าไม่รู้จัก ถ้าเช่นนั้นเรียกข้าว่า 'ซินแส' เถอะ"
"ท่านซินแส...ท่านมีอะไรจะบอกดิฉันหรือคะ?" แม่ของพุ้ยพุ้ยถามกลับไปด้วยความประหลาดใจที่แฝงไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง
"เื่บุตรสาวของเ้า คนที่ป่วยด้วยโรคประหลาดนั้น ข้าขอดูเวลาตกฟากของบุตรสาวเ้าหน่อยได้ไหม?"
เธอรู้สึกกังวลและลังเล สายตาที่มองไปยังซินแสคนนั้น เขาดูเหมือนคนจากยุคโบราณ แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวเหมือนนักพรตเต๋าจีน
"คำพูดคำจาก็ไม่เหมือนคนทั่วไป แต่งกายเหมือนนักพรตเต๋าจีนโบราณ จะเชื่อดีไหมนี่?"เธอคิดในใจอย่างไม่เชื่อใจสักเท่าไรนัก
ขณะที่เธอคิดอยู่ในใจนั้น ซินแสก็เอ่ยขึ้น "คิดว่าข้าพูดจาไม่เหมือนเ้าซินะ แต่งตัวก็ประหลาดเหมือนนักพรตเต๋าสินะ" คำพูดนั้นทำให้เธอสะดุ้งใ ดวงตาเบิกโพลง
"ท่าน...รู้ความคิดดิฉันได้อย่างไรกัน?" เธอถามด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
"ข้ารู้ทุกอย่าง แม่นางจะเชื่อหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่เ้า หากอยากให้บุตรสาวฟื้นกลับมาอีกครั้ง แต่ถ้าหากไม่เชื่อ ข้าก็จะไปล่ะ" ซินแสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและแน่วแน่ก่อนที่จะหันหลังแล้วขยับตัวเดินไป
เธอเริ่มหวั่นไหว ใจเต็มไปด้วยความหวังริบหรี่ "เดี๋ยวก่อนค่ะ!" เธอกล่าวเรียกเขาเบาๆ
"รอสักประเดี๋ยวฉันจะเข้าไปเอา ใบเกิดของลูกสาวมาให้ท่าน"เธอกล่าวและรีบเข้าไปในบ้าน หยิบใบเกิดของพุ้ยพุ้ยออกมาแล้วส่งให้ซินแสทันที
"วันที่ 15 เดือน 7 ตรงกับเทศกาลบะจ่าง งั้นรึ..." ซินแสพึมพำขณะเพ่งมองวันเกิดของพุ้ยพุ้ยอย่างเคร่งเครียด เขามองลึกลงไปในแผ่นกระดาษราวกับเห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้
"บุตรสาวของเ้าเคยทำผิดกับคนหนึ่งในอดีตชาติ ในอดีตแม่นางได้หนีพิธีแต่งงานกับคนคนนั้น และท่านผู้นั้นได้ตามมาพบแม่นางในชาตินี้ เขาจึง้าเอาชีวิตของนางกลับไป" ซินแสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและมั่นใจ
"ไม่จริงหรอก!" แม่ของพุ้ยพุ้ยปฏิเสธเสียงแข็ง "ท่านพูดจาเหลวไหล! ดิฉันจะเชื่อได้อย่างไร ก็แค่คำพูดลอยๆ เท่านั้น!" เธอรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ซินแสไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง เพียงแค่ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ "เ้าจะเชื่อหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่เ้า ข้าเพียงบอกในสิ่งที่ข้ามองเห็นในอดีตชาติของบุตรสาวเ้าเท่านั้น หากเ้าไม่เชื่อ ข้าก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องอยู่อธิบายต่อ ข้าเห็นทีต้องขอตัวล่ะ" เขาหันตัวจะเดินจากไป
"เดี๋ยวก่อน ท่านซินแส!" แม่ของพุ้ยพุ้ยรีบพูดขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวัง "คือ...ดิฉันคิดว่า หากมันไม่เป็การเสียหายที่จะทำตามที่ท่านกล่าว เผื่อบางทีลูกสาวของดิฉันอาจจะดีขึ้นและฟื้นกลับมาได้ ดิฉันก็จะลองดู แล้วต้องให้ดิฉันทำอย่างไรหรือคะ?"
ซินแสยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ "วิธีเดียวที่นางจะหลุดพ้นได้ คือเข้าพิธีแต่งงานเพื่อชดใช้กรรม และทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนคนนั้นในอดีต"
แม่ของพุ้ยพุ้ยงงงัน "จะชดใช้กรรมอย่างไรหรือคะ? แล้วคนคนนั้นเป็ใคร? ดิฉันไม่รู้จักเขา แล้วจะให้ลูกสาวของดิฉันไปชดใช้อย่างไรในเมื่อเธอยังนอนเป็ผักอยู่แบบนี้?"
"วิธีมีอยู่แล้ว เ้าไม่ต้องกังวล" ซินแสตอบอย่างมั่นใจ "อยู่ที่เ้าเท่านั้นว่าจะเชื่อข้าหรือไม่"
แม่ของพุ้ยพุ้ยสูดลมหายใจลึกด้วยความลังเล แต่สุดท้ายเธอตัดสินใจด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักของแม่ "ไม่ว่าอย่างไร หากมันสามารถทำให้ลูกสาวของดิฉันฟื้นกลับมาเป็เหมือนเดิมได้ ดิฉันยินดีที่จะทำค่ะ"
"เป็วิธีเดียวที่จะทำให้ลูกสาวของเ้าฟื้นกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ นั่นก็คือการทำพิธีแต่งงานกับบรรพบุรุษ ถึงจะแก้ไขสิ่งนั้นได้ และลูกสาวของเ้าจะรอดพ้นจากอันตราย" ซินแสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ที่สำคัญ จะต้องทำภายใน 24 ชั่วยามนี้เป็อันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นลูกสาวของเ้าจะไม่ตื่นไปตลอดกาล"
ซินแสทำท่าจะเดินจากไป แม่ของพุ้ยพุ้ยรีบเรียกเขาไว้ทันที "ดะ...เดี๋ยวก่อนค่ะท่านซินแส แต่ลูกสาวของดิฉันยังไม่ฟื้น แล้วจะทำพิธีได้อย่างไร?"
ซินแสหันกลับมาอย่างใจเย็น "การทำพิธีเป็เพียงการแก้เคล็ด เ้าจงหาคนที่ตกฟากเวลาเดียวกันกับแม่นางบุตรสาวของเ้า จึงจะสามารถเข้าพิธีแทนได้" ซินแสกล่าวพร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ "นี่เป็ชื่อของบุคคลที่บุตรสาวของเ้าหนีการแต่งงานในภพชาติที่แล้ว"
เมื่อซินแสพูดจบ เขาหันหลังเดินออกไป แม่ของพุ้ยพุ้ยถือกระดาษแผ่นนั้นไว้ด้วยความกังวล เธอหันกลับไปหมายจะถามซินแสอีกครั้ง แต่เมื่อเธอเหลียวมองไปทางที่ซินแสเดินหายไป เขากลับหายตัวไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย
"แปลก หายไปเร็วเหลือเกิน..." เธอกำกระดาษในมือแน่น ก่อนจะค่อยๆ คลี่มันออกอ่าน "ตระกูลเฉิน" เมื่อเห็นชื่อบนกระดาษ เธอสะดุ้งด้วยความใทันที
"แต่งได้อย่างไรกัน! ตระกูลเฉินเป็ตระกูลใหญ่ และยังเป็เ้านายของฉันเสียด้วย คุณชายเฉินคงไม่ยอมยกป้ายบรรพบุรุษมาให้จัดพิธีแต่งงานแน่นอน มันตลกไปกันใหญ่แล้ว ใครจะเชื่อเื่พวกนี้กัน!" เธอพูดด้วยความกังวล
"เื่มันก็เป็แบบนี้แหละ ปิงปิง" แม่ของพุ้ยพุ้ยเล่าเื่ให้ปิงปิงฟังด้วยสีหน้าหนักใจ "พอหนูโทรมาหาป้า ป้าดีใจมากที่หนูกลับมาจีน เพราะหนูกับพุ้ยพุ้ยเกิดเดือนปีเดียวกัน ป้าจึงอยากจะขอให้หนูช่วยหน่อยได้ไหม?"
ปิงปิงฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ "เอ่อ...คือ ป้าจะให้หนูช่วยอะไรหรือคะ?"
"ปิงปิง... เข้าพิธีแต่งงานแทนลูกสาวป้าได้ไหม ป้าขอร้องล่ะ" เสียงแม่ของพุ้ยพุ้ยสั่นเครือ น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา "ถ้าพุ้ยพุ้ยสามารถเข้าพิธีเองได้ ป้าก็จะไม่ขอร้องหนูเลยนะ แต่นี่มันเป็แค่พิธีแก้เคล็ดตามที่ซินแสบอกเท่านั้นเอง คงไม่เป็ไร ป้าแค่หวังว่าไม่ว่าจะเป็พิธีแบบไหน หากมันช่วยให้พุ้ยพุ้ยฟื้นกลับมาได้ ป้าก็ยอม ป้ารู้นะว่ามันเป็ความเชื่อที่งมงาย แต่ถ้าเราไม่ลอง แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าจะได้ผลหรือไม่?"
ปิงปิงมองแม่ของพุ้ยพุ้ยด้วยความอึ้งงัน ไม่แน่ใจว่าควรจะตอบอย่างไรดี "แต่งงาน... หมายถึงให้หนูแต่งงานกับใครคะ?" เธอถามด้วยความสับสน
"เข้าพิธีแต่งงานกับบรรพบุรุษของตระกูลเฉินน่ะ" แม่ของพุ้ยพุ้ยพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
"อะไรนะคะ!" ปิงปิงตะลึง "แต่งงานกับบรรพบุรุษของตระกูลเฉิน... แต่งงานแบบ 'ิฮุน' หรือคะ? แต่ว่า..."
"มันก็แค่พิธีเท่านั้นเอง ป้าเชื่อว่าสมัยนี้ไม่มีใครถือกันแล้ว ปิงปิง ช่วยป้าหน่อยเถอะนะลูก ช่วยพุ้ยพุ้ยสักครั้งเถอะได้ไหม?"
ปิงปิงฟังแล้วรู้สึกหนักใจ "แต่ตระกูลเฉินเป็ตระกูลใหญ่ เป็เ้าของธุรกิจใหญ่โต พวกเขาจะยอมป้าหรือคะ? มันเป็ไปไม่ได้แน่นอนที่จะให้ยกป้ายบรรพบุรุษมาเข้าพิธีแบบนี้ ป้าจะไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือคะ?"
แม่ของพุ้ยพุ้ยส่ายหน้า "ไม่มีแล้วลูก... ในกระดาษที่ซินแสให้มา ท่านเจาะจงว่าต้องเป็ตระกูลเฉิน แต่ป้าทำงานเป็แม่บ้านที่นั่นมาหลายปี บางทีถ้าป้าขอร้องคุณชายเฉิน ท่านอาจจะช่วยป้าก็ได้นะ"
ปิงปิงไม่ได้กังวลเื่การแต่งงานแบบ "ิฮุน" เท่าไร เพราะเธอเองก็ไม่เชื่อในเื่นี้มากนัก แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหนักใจคือความสงสารแม่ของพุ้ยพุ้ยและเพื่อนรักของเธอที่ยังไม่ได้ฟื้นขึ้นมา เธออยากทำให้แม่ของพุ้ยพุ้ยสบายใจขึ้น "มันก็แค่พิธี แต่งงานแบบิฮุนคงไม่ต่างจากความเชื่อเื่การทาเล็บแดงป้องกันผีแม่หม้ายของคนไทยนั่นแหละ" เธอคิดในใจ
"แล้วป้าจะให้หนูเริ่มทำพิธีเมื่อไรคะ?" ปิงปิงถามในที่สุด
"เราต้องไปที่บ้านของคุณชายเฉินเพื่อขอป้ายิญญามาให้ได้ก่อน แล้วทำพิธีคืนนี้เลยนะ"
"คืนนี้เลยหรือคะ! มันเร็วเกินไปหรือเปล่า หนูยังไม่เตรียมอะไรเลย แล้วเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ป้ายมาไหม"
"มันต้องเป็วันนี้ ปิงปิง ถ้าพ้นคืนนี้ไป พุ้ยพุ้ยอาจจะไม่ฟื้นอีกเลย ป้าขอโทษที่รบกวนหนูนะ..." แม่ของพุ้ยพุ้ยน้ำตาไหลออกมาด้วยความทุกข์ใจ
ปิงปิงรู้สึกสงสารจับใจ เธอคิดถึงมิตรภาพและความผูกพันที่มีต่อพุ้ยพุ้ยและแม่ของเธอ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจตอบตกลง "หนูจะช่วยป้าค่ะ"
โชคดีที่วันนี้เป็วันที่ปิงปิงไม่ได้มีโปรแกรมพาลูกทัวร์ เธอจึงสามารถทำตามคำขอของแม่ของพุ้ยพุ้ยได้ทันที แม้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ แต่เธอก็พร้อมจะทำเพื่อเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนคนนี้
ในวันนั้น แม่ของพุ้ยพุ้ย รีบเดินทางไปที่บ้านของตระกูลเฉินทันทีด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะสามารถหาทางช่วยลูกสาวได้ แม้จะมีความไม่แน่ใจอยู่บ้างในคำพูดของซินแส แต่เพื่อลูก เธอก็ยอมทำทุกอย่าง
บ้านของตระกูลเฉินเป็คฤหาสน์โบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โบราณของจีน โดยมีความเชื่อมโยงกับอดีตจักรพรรดิราชวงศ์เฉิน ซึ่งตระกูลเฉินเคยมีบทบาทในการปกครองแคว้นต่างๆ ที่เป็ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนมาจนถึงยุคปัจจุบัน แม้จะเป็ตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน
เมื่อมาถึง อาสุ่นได้พบกับคุณชายเฉิน เธอเล่าถึงอาการของพุ้ยพุ้ยและการทำนายของซินแสที่บอกว่าต้องทำพิธีโดยใช้ป้ายิญญาของบรรพบุรุษเพื่อแก้เคล็ดให้ลูกสาวฟื้นขึ้นมา
"ป้ายบรรพบุรุษงั้นรึ แม่บ้านอาสุ่น?" คุณชายเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
"ค่ะ คุณชาย ซินแสบอกว่าการทำพิธีนี้จะช่วยให้ลูกสาวดิฉันหายจากอาการโคม่าได้" อาสุ่นตอบด้วยความหวัง
คุณชายเฉินครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยความลำบากใจ "เอาจริงๆ นะ ใจจริงฉันก็อยากช่วย เพราะแม่บ้านอาสุ่นทำงานที่นี่มานาน แต่ป้ายิญญาของท่านแม่ทัพอี้เฉินที่ท่านพูดถึง ฉันไม่มีหรอก มันผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ตระกูลเฉินของฉันตอนนี้ก็เป็เพียงตำนานที่คนเล่าขานกัน ว่าเราสืบเชื้อสายจากราชวงศ์เท่านั้น แต่อาจเป็เพราะฉันยังมีของสำคัญที่ตกทอดมา มันยืนยันถึงเชื้อสายของตระกูลฉัน"
อาสุ่นฟังแล้วหัวใจสั่นไหวด้วยความผิดหวัง "งั้นหรือคะ ถ้าเช่นนั้นดิฉันไม่รบกวนคุณชายแล้ว ขอบคุณมากค่ะ" เธอพูดพร้อมกับก้มหัวต่ำ น้ำเสียงเจือด้วยความเศร้า เธอหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
แต่ทันใดนั้น คุณชายเฉินเรียกเธอขึ้น "เดี๋ยวก่อนครับ แม่บ้านอาสุ่น" เขาเดินตามมาอย่างรวดเร็ว เธอหยุดหันกลับไปด้วยความสงสัย
"มีอะไรหรือคะ คุณชาย?"
"เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันไม่มีป้ายิญญาของบรรพบุรุษตามที่ซินแสบอก แต่ฉันจะให้แม่บ้านอาสุ่นยืมสิ่งนี้แทน" เขาพูดพร้อมกับเดินหายไปครู่หนึ่ง
ไม่นาน คุณชายเฉินกลับมาพร้อมกับกล่องสีแดงในมือ เขาเปิดกล่องออก เผยให้เห็นกำไลหยกโบราณสีเหลืองทอง สวยงามและเปล่งประกาย "นี่เป็กำไลหยกโบราณของท่านแม่ทัพอ๋องอี้เฉิน มันถูกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของฉัน และเป็สิ่งที่ยืนยันประวัติศาสตร์ของตระกูลเฉินได้ เอาไปทำพิธีแทนป้ายิญญาได้ละกัน แต่ต้องรักษาให้ดีนะ มันมีค่าและมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น"
อาสุ่นน้ำตาไหลทันที "ขอบคุณคุณชายมากนะคะ ที่เมตตาดิฉัน" เธอทำท่าจะก้มลงไหว้ แต่คุณชายเฉินรีบยกมือห้ามและดึงเธอขึ้น
"ไม่เป็ไร แม่บ้านอาสุ่นไม่ต้องร้องไห้ ฉันเชื่อใจคุณนะ อีกอย่างคุณก็ทำงานที่นี่มานาน ถือว่าฉันช่วยตอบแทนความดีของคุณก็แล้วกัน เอาไปเถอะ พิธีเสร็จแล้วก็คืนกำไลให้ฉันก็พอ"
อาสุ่นกล่าวขอบคุณอีกครั้งด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะรับกล่องที่บรรจุกำไลหยกโบราณนั้นกลับไปด้วยใจที่เบิกบานขึ้นเล็กน้อย เธอรู้สึกมีความหวังเพิ่มขึ้นและรีบกลับบ้านเพื่อนำกำไลไปทำพิธีตามคำแนะนำของซินแส
คืนที่เริ่มพิธีนั้น ทุกอย่างดูเร่งด่วนและกะทันหัน แต่ปิงปิงยอมทำตามคำขอของแม่พุ้ยพุ้ยเพื่อให้เธอสบายใจ พิธีแต่งงานที่แปลกประหลาดนี้ถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ในบ้านหลังเล็ก โดยมีญาติผู้ใหญ่สองคนของแม่พุ้ยพุ้ยเป็พยาน พวกเขา้าให้พิธีเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
ปิงปิงถูกแต่งกายในชุดเ้าสาวจีนโบราณที่สง่างาม ชุดสีแดงสดถูกปักด้วยดิ้นทองลายมงคลที่วิจิตรบรรจง ชุดนั้นให้ความรู้สึกขลังและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ในขณะที่เธอเตรียมตัว พานที่มีกำไลหยกโบราณสีเหลืองทองถูกวางอยู่ข้างๆ เธอ เธอรู้สึกคุ้นเคยกับกำไลชิ้นนั้นอย่างน่าประหลาด แต่ไม่สามารถนึกออกว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน
พิธีเริ่มต้นขึ้นด้วยการยกน้ำชาคารวะแม่พุ้ยพุ้ย ในบรรยากาศที่เงียบงัน หลังจากนั้นก็มีการไหว้ฟ้าดิน เ้าที่ และบรรพบุรุษ ซึ่งล้วนเป็ส่วนหนึ่งของประเพณีการแต่งงานแบบจีนโบราณ ขั้นตอนสุดท้ายคือการไหว้สามี ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการไหว้กำไลหยกโบราณที่เป็ตัวแทนของบรรพบุรุษ
ทันทีที่ปิงปิงก้มไหว้กำไลหยก ลมกระโชกแรงก็พัดเข้ามาภายในบ้านอย่างไม่มีที่มา มันพัดเอาผ้าคลุมหน้าของเธอเปิดออก ทำให้เธอรีบยกมือขึ้นป้องหน้าจากลมหนาวที่กระทบใบหน้า ความรู้สึกเย็นะเืเข้ามาจนเธอรู้สึกขนลุก แม้ว่าพิธีจะเกิดขึ้นภายในบ้าน แต่ลมนั้นก็ยังพัดแรงและเยือกเย็นเหมือนมาจากที่ไหนสักแห่ง
เพียงไม่กี่นาที ลมก็สงบลงอย่างกะทันหัน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ปิงปิงยืนงงอยู่ชั่วขณะ "แปลกจริง ลมมาจากไหนกัน ในบ้านไม่มีลมแบบนี้ได้เลย" เธอคิดในใจ หลังจากพิธีเสร็จ แม่พุ้ยพุ้ยก็เริ่มเก็บของทุกอย่างเพื่อเตรียมนำกำไลหยกโบราณกลับไปคืนคุณชายเฉิน
ปิงปิงถอดชุดเ้าสาวออกและวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องของพุ้ยพุ้ยก่อนจะเดินออกมา เมื่อเธอพบแม่พุ้ยพุ้ย เธอถามด้วยความสงสัย “คุณป้าคะ ตอนนี้ทำพิธีเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมคะ? แล้วคุณอาทั้งสองคนล่ะคะ ไปไหนแล้ว?”
แม่พุ้ยพุ้ยตอบพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ “อ้อ พวกเขากลับไปได้สักครู่แล้ว ขอบใจปิงปิงมากนะที่มาทำพิธีให้ป้า เป็การแก้เคล็ดในครั้งนี้ พรุ่งนี้ปิงปิงจะไปเยี่ยมพุ้ยพุ้ยที่โรงพยาบาลกับป้าไหม?”
ปิงปิงยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบ “ไว้ปิงปิงดูก่อนนะคะ ว่าว่าง่ไหน พรุ่งนี้หนูต้องพาลูกทัวร์ไปสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้น่ะค่ะ”
แม่พุ้ยพุ้ยพยักหน้า “ได้จ้ะ ยังไงถ้าปิงปิงจะไปก็โทรบอกป้าก่อนนะ ป้าจะไปรับ”
ปิงปิงตอบรับก่อนจะบอกลา และเตรียมตัวเดินทางกลับโรงแรม "ตอนนี้สามทุ่มแล้ว หนูเรียกแท็กซี่ไว้ค่ะ คงมาอีกสักครู่"
แม่พุ้ยพุ้ยยื่นข้อเสนอให้เธอพักค้างคืน แต่ปิงปิงปฏิเสธเพราะกลัวจะไปไม่ทันพาลูกทัวร์เที่ยวในวันรุ่งขึ้น หลังจากล่ำลา ปิงปิงเดินออกจากบ้านและมาหยุดรอแท็กซี่ที่หน้าปากซอย ในค่ำคืนที่เงียบสงัด เธอยืนรอท่ามกลางบรรยากาศที่ยังคงมีความหนาวเย็นแฝงอยู่
ขณะที่ปิงปิงยืนรอแท็กซี่อยู่นั้น อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ความเหน็บหนาวค่อย ๆ แทรกซึมจนทำให้เธอต้องยกมือซุกลงในเสื้อโค้ทหนา สายลมในค่ำคืนนั้นเงียบสงัด แต่ความสงบก็ถูกทำลาย เมื่อเธอสังเกตเห็นชายวัยรุ่นฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เขายืนอยู่ข้างเธอ ราวกับรอรถเช่นกัน แต่สายตาของเขากลับไม่หยุดเหลือบมองที่กระเป๋าสะพายของเธอ
หัวใจของปิงปิงเริ่มเต้นแรงด้วยความหวาดระแวง เธอขยับกระเป๋าสะพายมาไว้ด้านหน้าเพื่อป้องกันตัว แต่ชายคนนั้นก็ยังคงจ้องมองเธออย่างไม่วางตา เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมผ่านไรผม ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ปิงปิงตัดสินใจขยับตัวถอยหลัง แต่ชายคนนั้นกลับขยับตามเข้ามาใกล้ เขามองซ้ายมองขวา ล้วงมือเข้าไปในเสื้อหนาวของเขา ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นสูง ปิงปิงได้สติและรีบวิ่งออกไปทันที ชายคนนั้นไม่รอช้า เขาวิ่งตามเธออย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นตามหลังเธอมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาประชิดตัวและดึงกระชากกระเป๋าของเธออย่างแรง ปิงปิงเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
"เอากระเป๋ามา แม่สาวน้อย! คิดจะวิ่งหนีเหรอ? เอามา!" เขากระชากเสียง ขู่ให้เธอยอมปล่อยกระเป๋า
"ไม่!" ปิงปิงพยายามยื้อแย่งกระเป๋ากลับมาอย่างสุดชีวิต มือของเธอสั่นสะท้านด้วยความกลัวและความเ็ป ในขณะที่ชายคนนั้นกระชากกระเป๋าอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน มือของปิงปิงก็คว้าก้อนหินที่อยู่ใกล้ตัวได้ เธอไม่รอช้า เหวี่ยงก้อนหินฟาดลงไปที่ศีรษะของเขาทันที
"ผลัวะ!!"
"โอ๊ยยย! อีนี่!" ชายคนนั้นร้องเสียงหลง เืซึมออกจากหน้าผาก เขาถอยหลังไปด้วยความใ ปิงปิงรีบฉวยโอกาสนั้นลุกขึ้นและวิ่งหนีทันที
แต่เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น...
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น ร่างของปิงปิงร่วงลงกับพื้นอย่างแรง ความเ็ปทะลุผ่านร่างกาย เธอกรีดร้องในใจ แต่ไม่มีเสียงออกมาจากปาก
“มึงคิดจะหนีเหรอ? งั้นก็ตายซะ!” เสียงของชายคนนั้นดังก้องในหูเธอ
ปัง ปัง! เสียงปืนดังซ้ำอีกสองนัด ร่างของปิงปิงกระตุกแรงตามแรงะุ เธอนอนนิ่งอยู่บนพื้น ชายคนนั้นเดินเข้ามาหยิบกระเป๋าของเธอออกจากมือที่กำไว้แน่น แล้วหายตัวไปในความมืด
ปิงปิงรู้สึกว่าร่างกายของเธอเริ่มชา ความเ็ปรุนแรงซัดเข้าใส่ เธอพยายามสูดลมหายใจ แต่ก็เหมือนอากาศกำลังหมดไปเรื่อย ๆ สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอพึมพำด้วยเสียงแ่เบา “นี่ฉันต้องมาตายที่นี่จริง ๆ หรือนี่... ชีวิตฉันจบลงแล้ว... ์ช่างไม่ยุติธรรมเลย... แม่... หนูขอโทษ...”
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะพรากเธอไป ร่างของปิงปิงก็กระตุกวูบ ลมหายใจรวยรินสุดท้ายได้สิ้นสุดลง ท่ามกลางความหนาวเหน็บและเงียบงันของค่ำคืน