วางโครงเื่ มีนาคม 2556 – มิถุนายน 2559
เริ่มแต่งตอนที่ 2 วันที่ 5 สิงหาคม 2559
ตอนที่ 2 เส้นทางสายลับ
ในป่ารกชัฏ ปริวรรตและเพื่อนวิ่งหนีอะไรบางอย่างไปตามทางเดินแคบ ๆ สองข้างทางมีแต่พุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่สูงชะลูดและเครือเถาวัลย์ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมห้วยซึ่งมีสะพานเชือกขึงไว้ให้ไต่ข้ามได้ พวกเขาก็ทยอยข้ามไปทีละคน
“เฮ้ยเร็ว ๆ มันตามมาแล้ว” คทาวุธร้อง แล้วก็มีเสียงเสือคำรามดังก้องป่ามาแต่ไกล
เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ วิ่งตามมาถึงริมห้วย ในขณะที่พวกชายหนุ่มยังข้ามไปไม่พ้นลำห้วย ก็มีจระเข้ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากลำน้ำนั้น พยายามจะะโงับพวกปริวรรตที่กำลังไต่สะพานเชือกอย่างทุลักทุเล แล้วเสือตัวดังกล่าวก็ไต่เชือกตามมาอย่างใจเย็น
“เฮ้ยอะไรวะเนี่ย ข้างล่างก็จระเข้ ข้างหลังก็เสือ ปืนผาหน้าไม้ก็ไม่มี ห้ามใช้กำลังภายในด้วย” ปริวรรตโวยวาย
“รีบ ๆ ไต่ข้ามไป ไม่ต้องบ่น ระวังหน่อยโว้ย เชือกมันแกว่งไปแกว่งมา” ตรีมิตระโบอกไล่หลัง
เสือตัวนั้นยังคงไต่เชือกตามมา จนกระทั่งจักราซึ่งเป็คนสุดท้ายเหยียบลงบนริมห้วยฝั่งตรงข้าม สะพานเชือกนั้นก็ถูกใครบางคนตัดให้ขาดลงห้วยไป เสือตัวเมื่อครู่ก็ตกน้ำลงไปกอดปล้ำกับจระเข้จนน้ำในห้วยแตกกระจาย
“ขอบใจนะ น้องวิ” ปริวรรตกล่าว และมองไปที่วิกานดาซึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้ริมห้วย ในมือหล่อนถือมีดที่ใช้ตัดเชือกสะพานให้ขาดเมื่อครู่
ที่บ้านเสี่ยเริงศักดิ์ ในห้องประชุมลับ
สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 เสนอข่าวด่วน “เครื่องบินโบอิง 707 ของแอร์ฟรานซ์ตก หลังจากเพิ่งออกจากปารีส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 130 ราย”
“ แผนการสำเร็จตามเป้าหมาย เป็เพราะรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมซื้ออาวุธจากเรา” เสี่ยเริงศักดิ์พูดกับหิรัญ
“ แผนการต่อไปคือยุให้อเมริกาไปรบกับคิวบา เตรียมของไว้หรือยัง” เภสันถามทางวิทยุโฟนอิน
“เตรียมแล้วครับ เครื่องยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ กำลังจะนำไปติดตั้งที่คิวบา แล้วถ่ายภาพส่งไปให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” หิรัญรายงาน
“ดีมาก ดูแลให้ดี” เภสันกล่าวทิ้งท้าย
เมื่อทั้งสองคนออกมาจากห้องประชุม เริงศักดิ์ก็เห็นลูกสาวสองคนนั่งจัดของกับบรรดาสาวใช้ที่โต๊ะอาหาร
“ทำอะไรกันอยู่ลูก”
“เตรียมของไปทำบุญพรุ่งนี้ค่ะพ่อ” พิมพ์ดารากล่าว
“พรุ่งนี้ครบรอบวันที่แม่จากไป20 ปี” พรดารีเสริม
“เออ จริงสินะ ดีแล้วลูก ทำบุญไปให้แม่เยอะ ๆ นะ”
“แล้วคุณพ่อไม่ไปทำบุญด้วยกันหรือคะ” พิมพ์ดาราถาม
“พ่อติดธุระสำคัญต้องไปประชุมธุรกิจ พ่อฝากไปทำบุญด้วยแล้วกัน หิรัญก็เบิกเงินไปทำบุญด้วย 5000 นะ”
“ครับผม”
“พี่หิรัญไปทำบุญกับพรนะ” พรดารียิ้มหวานให้หิรัญ
“เออ ผมเกรงว่าจะไม่สะดวกไปนะครับ” หิรัญลังเล มองไปทางเสี่ยเริงศักดิ์แล้วก็มองไปทางสองสาว
“ ไปกันเองสองคนเถอะลูก เดี๋ยวให้ลุงชิดขับรถไปส่ง” เริงศักดิ์ตัดบท เพราะไม่อยากให้หิรัญไปยุ่งกับลูกสาว
“ค่ะพ่อ” พรดารีมีสีหน้าผิดหวัง หรือว่าหล่อนมีใจให้หิรัญ
ณ ศูนย์ฝึกสายลับ
ในห้องกว้างที่ผนังเป็แผ่นโลหะสีเทา ปริวรรตกับอีกสี่หนุ่ม ในชุดรัดกุมพอดีกับลำตัว สีเทาดำ กำลังต่อสู้กับกลุ่มของหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่ถาโถมเข้ามานับสิบ ๆ ตัว พวกเขาต่างก็ใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ร่ำเรียนมาตอบโต้พวกที่บุกรุก ทั้งะโหมุนตัวเตะ ทั้งจับทุ่ม จับเหวี่ยง ทั้งใช้อาวุธปีนยิงสวนไป ทั้งใช้ดาบเลเซอร์แทงทะลุตัวหุ่น ทั้งห้าคนสู้จนหุ่นตัวสุดท้ายถูกปราบให้ล้มลงแน่นิ่ง วิกานดาก็ปรากฏกายออกมาจากประตูห้อง และนำผ้าเย็นกับน้ำดื่มมาเสริฟ
“แหม น้องวิ ปล่อยให้พวกพี่เหนื่อย ไม่ยอมมาร่วมฝึกกันเลยนะ” สังข์ชัยตัดพ้อ
“ร่วมแน่จ๊ะ ของดีก็ต้องเอาไว้ทีหลังสิ จริงมั๊ย” สาวน้อยทำหน้าตาน่ารัก
“ด่านที่แล้วสู้กับหุ่นยนต์ แต่ด่านต่อไปต้องสู้กับคนจริง ๆ แล้ว เตรียมรับมือให้ดี” บุหรงในชุดรัดรูปสีขาวกล่าว
ประตูทางเดินเลื่อนเปิดออก ห้าหนุ่มกับหนึ่งหญิงสาวเดินเรียงหน้ากระดานเข้าไปอีกห้องหนึ่ง แล้วประตูก็ปิด
เบื้องหน้าพวกเขาและเธอ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคอมมานโดสีดำ สวมหมวกนิรภัยปกปิดหน้าตา ในมือล้วนมีอาวุธาต่าง ๆ ยืนตระหง่าน พร้อมจะเข้าโจมตีผู้เข้ารับการฝึกทุกเมื่อ ปริวรรตเห็นท่าไม่ดี จึงเดินพลังวิชานางแอ่นหยกที่เรียนมาจากมารดา พร้อมรับการโจมตี
“เริ่มได้” เสียงบุหรง สั่งมาทางเครื่องขยายเสียงดังกังวาน
เหล่าคอมมานโดกราดะุเข้าใส่พวกปริวรรต แต่ถูกม่านพลังวิชานางแอ่นหยกขวางกั้นไว้ จนะุตกกระจายเต็มพื้น แล้ววิกานดาก็ใช้วิชาที่ผสมผสานจากการเต้นบัลเลต์เข้ากับวิชาการต่อสู้ที่เรียนจากจางไห่จู แม่บุญธรรมของหล่อน วิะโตัวลอย แขนขายกสูง ราวกับกระต่ายน้อย ที่โลดลิ่วบนยอดหญ้าอย่างเริงร่า หล่อนสะบัดริบบิ้นสีขาวที่ดูพลิ้วไหว แต่แฝงไว้ด้วยความรุนแรง เมื่อปลายของผ้าแตะลงที่จุดใดของร่างกาย ก็ทำให้คอมมานโดคนนั้นเ็ปแสนสาหัส จนต้องล้มลงทีละคน พริบตาเดียวกลุ่มผู้โจมตีก็หมอบราบกับพื้น นอนกลิ้งไปมา
“ ผ่านด่าน” เสียงบุหรงกล่าว
“โอ้โห เก่งมากเลยน้องวิ เมื่อกี้เรียกวิชาอะไรน่ะ ยังกะดูบัลเลต์”
“ หนูเรียกว่ากระต่ายน้อยในดวงจันทรา ผสมวิชาบัลเลต์กับการต่อสู้เข้าด้วยกัน”
“แล้วพี่ ๆ ที่นอนเจ็บอยู่นี่ล่ะ เราทำเขาเจ็บอย่างนี้ ไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ” ตรีมิตรถาม
“พวกเขาเป็นักโทษจากเรือนจำที่อาสามาเป็ทีมฝึกของเรา ซึ่งจะช่วยให้เขาพ้นโทษเร็วขึ้น”วิกานดากล่าวพร้อมกับม้วนเก็บริบบิ้นสีขาวของหล่อน
“เอาล่ะ วันนี้ฝึกแค่นี้ก่อน พวกเธอไปพักผ่อนกันได้” เสียงบุหรงประกาศ
ณ ชายป่าริมแม่น้ำโขง ประเทศลาว
เฮลิคอปเตอร์หลายลำ บินขึ้นลงอยู่ในบริเวณกลางป่าที่ห่างไกลผู้คน และยังมีรถบรรทุกอีกหลายคัน แล่นเข้าออกไปตามถนนลูกรังจนฝุ่นฟุ้ง โดยมีบรรดาอสูรหลายตน ยืนคุมคนงานอยู่หน้าทางเข้าโกดังใหญ่กลางป่านั้น
“เครือข่ายของเรากระจายตัวไปถึงไหนบ้างแล้วล่ะพ่อ” เภสันถามอสูรทรมาน ภายในห้องทำงานส่วนตัว
“พ่อเกณฑ์เหล่าอสูรจากเมืองของเราให้กระจายกำลังออกไปยังมุมต่าง ๆ ของโลกแล้ว พร้อมปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ รอเพียงคำสั่งเท่านั้น”
“ยอดมากเลยพ่อ แล้วรมิตาล่ะ การเจาะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ คืบหน้ายังไงบ้าง”
“ ตอนนี้เราเจาะข่าวเข้าถึงฐานข้อมูลทุกประเทศแล้ว ยกเว้นประเทศโซวันนา”
“เพราะอะไร ทำไมเจาะเข้าไม่ได้ มันมีอะไรดีหรือ” เภสันแปลกใจ ไฉนประเทศเล็ก ๆ แทบไม่ปรากฏในแผนที่โลก กลับมีระบบคุ้มกันข้อมูลแ่า
“ข้าน้อยพยายามหลายครั้งแล้ว แต่ก็ถูกต่อต้านโดยเหล่าพญานาคและเทพเ้าที่คุ้มกันบ้านเมืองอยู่ พวกนั้นมีฤทธิ์มากจริง ๆ ข้าน้อยสู้ไม่ได้”
“อืม ช่างเถอะ เื่สำคัญตอนนี้คือ การตามหาเทวรูปที่เหลืออีก 5 องค์ให้ได้ ไม่รู้พวกมันเอาไปไว้ที่ไหน”
ณ ตลาดสดเทศบาลอำเภอปากช่อง
ชายคนหนึ่งแต่งตัวมอซอ เสื้อยึดเก่า ๆ กางเกงขาสั้นขาด ๆ ผมเผ้ารุงรัง เดินเก็บขวดเก่าและเศษกระดาษตามกองขยะใส่ถุงปุ๋ย คงจะนำไปขาย เขายื่นเหรียญสลึงให้แม่ค้าขายกาแฟหน้าตลาด
“เอาโอเลี้ยงถุงนึง”
แม่ค้าก็เทน้ำโอเลี้ยงใส่ถุงพลาสติกที่มีน้ำแข็งบดอัดอยู่เต็ม รัดมุมถุงด้วยหนังยางแล้วยื่นให้ชายเก็บขยะ
ใกล้กันยังมีแม่ค้าวางหาบขายส้มตำกำลังนั่งร้องเรียกลูกค้าอยู่ ข้าง ๆ กัน มีพระภิกษุรูปหนึ่งห่มจีวรแบบคลุมถือย่ามใบหนึ่ง เหมือนกำลังรออะไรอยู่ ห่างออกไปมีชายเดินขายลูกโป่ง์ ชายอีกคนยืนกวาดขยะ ชายชราอีกคนหิ้วถุงใส่ผักยืนรอรถ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ซื้อขายของกันตามปกติที่เคยเป็ สักพักก็มีรถสองแถวแล่นมาจอด แล้วทั้งพระ แม่ค้าส้มตำ ชายขายลูกโป่ง ชายกวาดขยะ ชายชรา และชายเก็บของเก่า ก็พากันขึ้นรถสองแถวคันนั้น รถแล่นออกไปได้ระยะหนึ่ง ถึงถนนมิตรภาพ่ที่ปลอดผู้คนแล้ว คนขับรถสองแถวก็ถอดหน้ากากออก แท้จริงแล้วเป็บุหรง หัวหน้าสำนัก CRA ที่ปลอมตัวมา เช่นเดียวกับผู้โดยสารทั้ง 6 คนที่พากันหัวเราะชอบใจ ที่ตนเองต่างแต่งกายปลอมตนได้แเี
“เอ็งปลอมเป็คนเก็บของเก่าได้เนียนมากเลยว่ะ ไอ้วรรต “ สังข์ชัยในคราบของพระ เอ่ยชมปริวรรต
“เอ็งก็ดูเหมือนพระจริง ๆ เลยว่ะ แต่ที่เหมือนแม่ค้าส้มตำจริง ๆ ก็ยัยวินี่แหละ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเรียนวิชาแปลงโฉมมาจากแม่น่ะแหละ” วิกานดาเอ่ยถึงโสมสุดา แม่ของตนเองและปริวรรต
“แล้วไอ้จักร ไอ้คทากับฉันล่ะ ปลอมได้เหมือนมั๊ย”ตรีมิตรถาม
“เออ เหมือน ๆ โอเคมาก” ปริวรรตชม
ณ ห้องเรียนสายลับ
บุหรงยืนอยู่หน้ากระดานดำในห้องอบรม โดยมีพวกปริวรรตนั่งฟัง
“หลักการเป็สายลับข้อแรกคือ ต้องเป็คนช่างสังเกต สองคือต้องมีสติ ตื่นตัว แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี สามต้องพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ สี่ต้องรักษาความลับเท่าชีวิต ห้าต้องสร้างเสน่ห์ในตัวเอง ทำให้คนที่ใกล้ชิดรู้สึกไว้วางใจ หกรู้จักควบคุมอารมณ์ให้เข้ากับสถานการณ์ เจ็ดคิดหาทางออกใหม่ ๆ ให้ตัวเองได้ แปดต้องเป็ฝ่ายรุกเสมอ เก้าคิดและทำให้เหมือนคนที่เราปลอมแปลงตัว
เอาล่ะหลังจากเราผ่านการทดสอบวิชาแปลงโฉมแล้ว เรายังต้องฝึกทักษะด้านการถอดรหัสสัญญาณต่าง ๆ ทั้งโทรเลข โทรพิมพ์ การปลดรหัสตู้เซฟ และยังต้องฝึกภาษาต่างประเทศที่จำเป็ “
ในค่ำคืนนั้น ปริวรรตเข้านอนพร้อมเพื่อน ๆ แต่ยังมิอาจข่มตาลงได้ ด้วยในหัวใจยังเรียกร้องถวิลหาสาวอันเป็ที่รักคือพิมพ์ดารา ห่างไกลกันมาสองเดือนกว่าแล้ว ป่านฉะนี้หล่อนจะคิดถึงเราไหมหนอ ชายหนุ่มคิดแล้วก็ถอนใจ
ที่บ้านของเสี่ยเริงศักดิ์
พิมพ์ดารานั่งอ่านสตรีสารอยู่บนโซฟา พรดารีก็นั่งดูทีวีขาวดำอยู่ข้าง ๆ
“พี่พิม” พรดารีเรียกพี่สาว
“หือ อะไรจ๊ะ”
“พี่คิดถึงคุณปริวรรตมั๊ย”
พิมพ์ดาราหันมามองหน้าน้องสาว ก่อนจะกล่าวว่า
“ไม่นี่ ถามทำไม”
“อ้าว พี่ไม่ชอบเขาบ้างหรือ เห็นท่าทางเขาสนใจพี่อยู่นะ”
“เฉย ๆ น่ะ แค่รู้สึกว่าน่าคบ และก็เป็พี่ชายของเพื่อนรุ่นพี่ด้วย” สาวพิมหน้าแดงเล็กน้อย
“แหม ดูเขามีเสน่ห์อยู่นะ ถ้าไม่รักษาไว้ เดี๋ยวคนอื่นเอาไปกินนะ” สาวพรก้มไปชำเลืองมองหน้าพี่สาวที่ก้มลงอ่านหนังสือ ยิ่งทำให้พี่สาวเขินเพิ่มขึ้นไปอีก คุณหนูใหญ่แห่งบ้านเนรมิตโภคาก็หันไปพูดกับน้องสาวว่า
“เหรอ ยังงั้นแกก็เอาไปสิ เป็เด็กเป็เล็ก ริอ่านคิดเื่ผู้ชาย”
“จิงอ่ะ ถ้าพี่ไม่เอา หนูเอานะ แล้วอย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ” พรดารีทำหน้ายั่วเย้า
“บ้า ทะลึ่ง” พิมพ์ดาราเอานิตยสารตบศีรษะน้องสาวเบา ๆ เป็การหยอก
“พูดเล่นน่ะ หนูไม่ชอบเขาหรอก”
“แล้วแกชอบใคร”
“ไม่บอก” พรดารีอมยิ้ม
พิมพ์ดาราก็จี้เอวน้องสาว
“นี่แน่ะ ไม่บอกหรือ จั๊กจี๋มั๊ย นี่ ๆ ๆ “
“โอ๊ย อย่า “
พี่น้องสองสาวก็เล่นหยอกล้อกันอยู่ชั้นบนบ้าน ในขณะที่ห้องรับแขกชั้นล่าง บุญพริ้งกับเพื่อน ๆ กำลังตั้งวงเล่นป๊อกเด้งกัน
“เอ้า เชิญจั่วเลยค่ะ ของดิฉันป๊อกเก้า” บุญพริ้งหงายไพ่ในมือ
“ว๊าย เดี๊ยนป๊อกแปด แหม เจ๊ไม่น่าทำหนูเลย โดนกินซะแล้ว” ขาไพ่คนหนึ่งหงายไพ่ตาม
“ส่วนน้องได้เก้าเหมือนกัน เจ๊ากันไปนะคะ”
“โอ๊ย พี่ได้เจ็ด มิน่าล่ะ ตาเขม่นยิบ ๆ แต่เช้าเลย”
“เอาเถอะ ๆ ไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยววันนี้จะพาไปเลี้ยงสุกี้เรือนเพชรแล้วกันนะ” บุญพริ้งออกปาก
“ต้องอย่างนี้สิ ค่อยแฟร์หน่อย งั้นเราไปกันเลยมั๊ย นี่ก็เกือบทุ่มแล้วนะ”
“ป้าแจ่ม เรียกลุงชิดเตรียมรถ ชั้นจะไปทานข้าวข้างนอกกับเพื่อน”
“ได้ค่ะ”
“อ้อ ถ้าคุณผู้ชายกลับมาบอกว่าไม่ต้องรอทานข้าวนะ เพราะอาจจะไปนั่งฟังเพลงต่อที่โรงแรมเอราวัณ”
“เ้าค่ะ”
ณ ศูนย์ฝึกสายลับ
“เอาล่ะ พวกเราฝึกอบรมกันมาครบสามเดือนแล้ว ถึงเวลาที่จะได้แยกย้ายออกไปปฏิบัติการ ภารกิจแรกที่พวกเธอจะต้องทำคือ การเข้าไปเป็นักร้องและนักดนตรีในสกายไลท์คลับของเสี่ยเริงศักดิ์ให้ได้ แล้วติดตามความเคลื่อนไหวที่เขาทำธุรกิจกับเภสัน ขอให้ประสบความสำเร็จ” บุหรงมอบหมายภารกิจให้พวกปริวรรต
“พวกเราจะทำให้สำเร็จครับ/ค่ะ” เสียงห้าหนุ่มกับหนึ่งสาว กล่าวอย่างมั่นใจ
ระหว่างที่พวกปริวรรตจัดกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว เตรียมกลับกรุงเทพนั้น ต่างก็ปรึกษากันเื่จะเข้าไปเป็สายลับอยู่ในไนต์คลับของเสี่ยเริงศักดิ์อย่างไร
“ แล้วเราจะเข้าไปเป็นักร้องนักดนตรีในคลับของไอ้เสี่ยนั่นยังไงวะ” ตรีมิตรถาม
“ ก็คงต้องลองไปสมัครดู” ปริวรรตตอบ
“แต่เรายังไม่มีชื่อเสียงมาก่อนเลยนะ เขาจะรับหรือ” สังข์ชัยแสดงความเห็น
“ ฉันว่าเราลองไปเล่นที่คลับอื่นก่อน พอให้คนรู้จักมากขึ้น ค่อยไปสมัครที่สกายไลท์ ดีมั๊ย” จักราเสนอแนะ
“ ข้าก็เห็นด้วยกับไอ้จักรนะ”คทาวุธกล่าว
“แต่น้องว่า ลองไปสมัครดูก่อนน่ะแหละ ถ้าไม่ได้ค่อยทำตามที่พี่จักรว่า” วิกานดาเสนอ
“โอเค ตกลงตามนั้น” ปริวรรตสรุป
หลายวันต่อมา ณ สกายไลท์ไนต์คลับในยามค่ำคืน
แสงไฟนีออนหลากสีด้านหน้าสถานบันเทิงแห่งนั้น อาบร่างของบรรดาสาวสวยในชุดหวาบหวิว คอเสื้อเว้าลึกไปถึงกลางอก พวกหล่อนนั่งเชียร์แขกที่ขับรถยนต์หรูมาจอดอยู่เต็มลานกว้างหน้าคลับแห่งนั้น
พวกปริวรรตเข้าไปสอบถามหาฝ่ายบุคคล เมื่อพนักงานชี้ไปยังทางเดินแคบ ๆ ตรงไปสู่ห้องทำงานของผู้จัดการ
พวกเขาเปิดประตูเข้าไป ก็พบพนักงานนั่งทำงานกันอยู่หลายโต๊ะ ทั้งฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายบุคคล และโต๊ะผู้จัดการ
“ มาพบใครคะ” เลขาสาวถาม
“พวกผมมาสมัครเป็นักร้องและนักดนตรีครับ”
“ตอนนี้นักร้องยังเต็มอยู่ นักดนตรีก็มีเล่นทุกคืน คงยังไม่รับหรอกนะ” หิรัญรีบพูดตัดบท
“เอ่อ ท่านไม่ลองให้พวกผมเล่นให้ฟังก่อนหรือครับ ยังไม่เอาค่าตัวก็ได้ครับ” ปริวรรตต่อรอง
“ ยังหรอก กลับไปก่อนเถอะ เรายังไม่รับ เชิญกลับไปก่อน”
“ครับ ๆ “ ปริวรรตมีสีหน้าสลดด้วยความผิดหวัง เดินคอตกออกมากับเพื่อนสี่สหายของเขา
เมื่อเดินออกมาจากสถานบันเทิงนั้นแล้ว คทาวุธก็เอ่ยขึ้นก่อน
“กูว่าแล้ว ไม่เชื่อที่ไอ้จักรมันพูด บอกให้ไปเล่นที่อื่นก่อน เอาไว้มีชื่อเสียงค่อยมาสมัครที่นี่”
“เออ กูเชื่อแล้ว ไปหาข้าวต้มกินแก้เซ็งดีกว่า แท็กซี่ ๆ ” ปริวรรตโบกมือเรียกแท็กซี่
ณ ร้านข้าวต้มกุ๊ย ห้าแยกพลับพลาไชย
ในร้านมีโต๊ะเรียงรายตามแนวลึกเข้าไปฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งเป็ส่วนของคนขาย มีตู้กระจกวางกับข้าวต้มไว้นับร้อยอย่าง บางอย่างก็ใส่หม้อใบใหญ่ อุ่นร้อนด้วยเตาถ่าน ข้าง ๆ ตู้ ก็มีม้านั่งยาววางขนานไปตามแนวยาวของตู้ และยังมีเก้าอี้เตี้ย ๆ วางบนม้านั่งอีกที สำหรับให้ลูกค้าวัยดึกรุ่นอากง อาม่า มานั่งยอง ๆ พุ้ยข้าวต้มกันข้างตู้กับข้าว
บนโต๊ะของปริวรรต มีอาหารอยู่สี่ห้าอย่าง ทั้งยำกุนเชียง ไส้หมูพะโล้ ต้มจับฉ่าย ปลาช่อนต้มเกี่ยมฉ่ายใส่พริก ไข่เค็ม ข้าวสวย ข้าวต้ม ใส่ถ้วยวางเรียงราย มีสุราแม่โขงแบนหนึ่ง กับโซดา น้ำแข็ง พวกเขานั่งกินได้สักพักก็มีคนเดินมาทัก
“อ้าว ไอ้วรรต กลับมาั้แ่เมื่อไหร่”
“อ้าว ครูเลี่ยม หวัดดีครับ นั่งก่อนครับครู ผมเพิ่งกลับมาได้สองวันเอง นี่เพื่อน ๆ ผม เป็นักดนตรี”
“เออ ไหว้พระเถอะหลาน แหมช่างเหมาะเจาะเลย เฮียง้อก็ถามหาเอ็งอยู่ บอกว่าถ้าเอ็งกลับมาให้รีบไปพบ จะได้จัดการเื่อัดแผ่นเสียงของเอ็งให้เรียบร้อย เออ ว่าแต่เพื่อน ๆ ของเอ็ง เล่นดนตรีแนวไหนได้บ้างล่ะ”
“อ๋อ ก็เล่นแนวเพลงสากลน่ะครับ แบบวงบิ๊กแบนด์ หรือวงคอมโบก็เล่นได้ ” ปริวรรตชงเหล้าใส่แก้วแล้วยื่นให้ครูเลี่ยม
“เออ ดี ๆ แล้วก็่นี้เพลงแนวคอรัสกำลังมาแรง พวกเอ็งร้องประสานเสียงแบบคอรัสได้หรือเปล่าล่ะ”
“ได้สิครับ”
“วิเศษ อย่างนั้นพรุ่งนี้เอ็งพาเพื่อน ๆ ไปเล่นให้เฮียง้อฟังเลยนะ”
“โอ้ ครับ ขอบคุณครับครู”
วันรุ่งขึ้น เป็วันเสาร์ ่เที่ยงวัน
ปริวรรตไปหาพิมพ์ดาราที่วายเอ็มซีเอ ในมือก็หิ้วถุงกระดาษสีน้ำตาลพิมพ์ยี่ห้อลิขิตไก่ย่าง
“นี่ครับของฝาก ส้มตำไทย ไก่ย่าง ข้าวเหนียว จากร้านลิขิตไก่ย่าง ข้างสนามมวยราชดำเนิน”
“แหม พี่ก็ไม่น่าลำบากเลย แล้วกลับมาเมื่อไหร่คะเนี่ย ไปเรียนมาเหนื่อยมั๊ยคะ” พิมพ์ดารารับถุงแล้วยืนยิ้ม
“กลับมาสามวันแล้วครับ พอดีไปธุระเื่หางานทำ เพิ่งจะว่างมาหาคุณพิมนี่แหละครับ”
“อ่อ ค่ะ พี่ทานข้าวมาหรือยัง มาทานด้วยกันมั๊ยคะ”
“ทานมาแล้วจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะไปธุระที่อื่นต่อ แล้วจะมาหาใหม่นะ” ความจริงในใจของปริวรรตอยากจะอยู่คุยกับพิมพ์ดารานาน ๆ แต่เขาเกิดประหม่า ทำตัวไม่ถูก จึงต้องขอตัวกลับก่อน
“ค่ะพี่ แล้วพบกันใหม่นะ”
“จ้า บ๊ายบาย” ปริวรรต โบกมือลา แล้วเดินไม่ดูทาง ไปชนกับเสาไฟฟ้า
“โอ๊ย”
พิมพ์ดาราขำขันกับความเปิ่นของชายหนุ่ม
ตอนเย็นวันนั้น ณ ห้องอัดเสียงของเฮียง้อ
ปริวรรตและเพื่อนยืนเรียงตามตำแหน่งของตน ปริวรรตเป็นักร้อง ตรีมิตรเล่นกีตาร์คอร์ด สังข์ชัยเป่าแซกโซโฟน จักราเล่นกีตาร์เบส คทาวุธตีกลอง เตรียมร้องและเล่นเพลงให้เฮียง้อฟัง โดยที่เ้าของห้างแผ่นเสียงกับครูเลี่ยมนั่งฟังอยู่ที่หน้าเครื่องมิกซ์เสียงอีกห้องหนึ่ง และมีกระจกใสแผ่นใหญ่กั้นระหว่างห้อง
ชายหนุ่มทั้งห้าคนก็ร้องประสานเสียงแนวคอรัส ในเพลงที่ดัดแปลงมาจากเพลงสากลของอังกฤษอันเป็ที่นิยมของแฟนเพลงในยุคนั้น เพียงแต่เขานำมาใส่เนื้อร้องภาษาไทยเท่านั้น ท่วงทำนองอันพลิ้วไหวราวกับลมหนาวพัดผ่านยอดหญ้า ทำให้เฮียง้อฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม และผงกหัวอย่างพึงพอใจ จนกระทั่งจบเพลง พวกปริวรรตก็ออกมาจากห้อง
“ยอดเยี่ยม ๆ อั๊วตกลงให้เพื่อน ๆ ของลื้อมาบันทึกเสียงร่วมกันได้ แต่จะใช้ชื่อวงอะไรดีล่ะ” เฮียง้อถาม
“ ผมอยากให้ครูเลี่ยมช่วยตั้งชื่อให้หน่อยครับ ชื่อวงอะไรดี” ปริวรรตกล่าว
“เออ พวกเอ็งมันก็รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตร งั้นชื่อวง เทวินคอรัสแล้วกัน”
“ เทวินคอรัส โอ เพราะจังเลยครับ หรือว่ายังไงพวกเรา” ปริวรรตหันไปถามเพื่อน
“ชื่อนี้ก็เพราะดี และครูอุตส่าห์ตั้งให้ เป็สิริมงคลกับพวกเรา ตกลงเอาชื่อนี้แหละ” สังข์ชัยสนับสนุน
“ เอาละ พวกลื้อก็มาอัดเพลงจนครบอัลบั้มนะ แล้วอั๊วจะส่งมาสเตอร์ไปทำแผ่นที่ฮ่องกง อีกประมาณสองสามเดือน ก็คงวางจำหน่ายได้ แล้วค่อยไปให้นักจัดรายการวิทยุเปิดแผ่นอีกที”
“ขอบคุณเฮียมากนะครับ” ปริวรรตยกมือไหว้
“ขอบคุณครูด้วยครับ” ตรีมิตรก็ไหว้ครูเลี่ยมด้วย
นับจากนั้น พวกเขาทั้งห้าก็เข้า ๆ ออก ๆ ห้องอัดเสียงอยู่ราวเดือนกว่า กระทั่งครบสิบเพลง ก็รอทางห้างนำต้นฉบับส่งไปผลิตเป็แผ่นเสียงออกจำหน่ายต่อไป
ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่นายฮี้ ตลาดวรจักร
อาเฮียคนหนึ่ง สวนเสื้อยืดคอกลมสีขาว แบบที่คนจีนนิยมทั่วไป กำลังผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวในกระทะด้วยไฟแรง ๆ
“แล้วระหว่างนี้ พวกเราจะไปร้องเพลงที่ไหนดีวะ กว่าแผ่นเสียงจะเสร็จคงอีกสามเดือน” ตรีมิตรถาม
“ไปหาสมัครตามไนต์คลับและห้องอาหารก่อนเถอะวะ ทั่วกรุงเทพมีหลายแห่งอยู่หรอก” จักราแนะ
“ก็มึงชำนาญเื่ท่องราตรีไม่ใช่หรือวะ ไอ้วรรต มึงไม่รู้เหรอที่ไหนเขาน่าจะรับ” คทาวุธจี้ถามปริวรรต
“จะไปนครถ้ำก็อายสาว ๆ ว่ะ เคยไปฐานะลูกค้า แล้วต้องไปเป็นักร้อง ไปร้านอื่นที่ไม่ค่อยไปดีกว่า อย่างสีดาไนต์คลับ หรือโลลิต้าแถวราชดำเนินเนี่ย” ปริวรรตกล่าว
“ไปดาราไนต์คลับแถวประตูน้ำ หรือ โดเรมี แถวอนุสาวรีย์ชัยก็ดีนะ” สังข์ชัยเสริม
“มาแล้ว ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวไก่น้ำ” นายฮี้ยกชามก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟ
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ปิดร้านหรือเปล่าเฮีย” คทาวุธถาม
“พรุ่งนี้ปิด ไปสนามม้านางเลิ้ง”
“เอาเงินไปซื้อหญ้าให้ม้าอีกแล้ว” คทาวุธแซวเถ้าแก่ร้านที่นิยมเล่นม้า จนมีฉายาว่านายฮี้ อันเป็เสียงร้องของม้า ถ้าวันไหนมีโปรแกรมแข่งม้า ก็จะปิดร้าน
ในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนเพาะช่าง
ปริวรรตและเพื่อนมาเล่นดนตรีให้แก่สถาบันที่พวกเขาเรียนจบมา เมื่อถึง่จับของขวัญ อาจารย์ที่เคยสอนปริวรรตก็พาคนมาทำความรู้จัก
“ปริวรรต นี่คุณชูศักดิ์ เ้าของดาร์ลิ่งไนต์คลับ เป็ศิษย์เก่ารุ่นพี่ของเธอนะ รู้จักกันไว้สิ”
“ สวัสดีครับพี่ชูศักดิ์ “ ปริวรรตยกมือไหว้
“สวัสดีครับ ได้ฟังเพลงของวงคุณแล้ว ร้องและเล่นได้ดีมาก สนใจไปเล่นที่ร้านพี่มั๊ย”
“จริงหรือครับ ยินดีครับ”
“อย่างนั้นวันมะรืนนี้ไปเริ่มงานได้เลยนะ”
“ครับผม” ปริวรรตและเพื่อน ๆ ยิ้มให้กันอย่างมีความหวัง
ค่ำคืนนั้น หลังจากแยกย้ายกับเพื่อนแล้ว ปริวรรตขี่มอเตอร์ไซค์ไปทางวงเวียนใหญ่ เพื่อจะกลับบ้านที่สามแยกไฟฉาย ระหว่างขี่รถมาถึงถนนอินทรพิทักษ์ ก็มีมอเตอร์ไซค์อีกกลุ่มหนึ่ง ขี่ตามมาประกบล้อมเขาไว้ทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง ชายหนุ่มหยุดรถ ลงมายืนเตรียมตัวรับมือ แล้วหนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็มายืนประจันหน้าเขา
“จำกูได้มั๊ย ไอ้วรรต “
“ไอ้ป๊อก มหานาค” ปริวรรตอุทาน
“ เออ กูเอง สองปีก่อนมึงทำกูแสบขนาดไหน ที่สิบสามห้างนั่น ทำให้กูต้องติดคุก นี่เพิ่งออกมา กูก็รีบมาคิดบัญชีกับมึงก่อนเลย ไอ้เหี้ย” ชายผมเกรียน หน้าตาเหี้ยมเกรียม สวมกางเกงขายาวรัดรูป สวมเสื้อยืดคอกลม สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเกตสีดำ ในมือเขาสวมสนับมือไว้ด้วย ขณะที่ลูกน้องที่มาด้วย ก็มีทั้งท่อนไม้ ทั้งดาบเล่มยาว พร้อมจะฟาดฟันได้ทุกเมื่อ แสงไฟจากหน้ารถก็สาดส่องเข้าหาปริวรรตจนเขามองอะไรไม่ถนัด
“มึงเข้าใจกูผิดแล้ว ตอนนั้นกูกะจะไปห้ามไอ้ปุ๊ ให้เลิกตีกับไอ้แดง ไอ้เปี๊ยก กูถึงได้นัดมึงมาคุยกันก่อนมันจะตีกันที่บางลำภู แต่ไม่รู้ตำรวจรู้ได้ไง มาจับมึงไปซะก่อน กูไม่รู้จริง ๆ นะโว้ย”
“มึงไม่ต้องพูด กูไม่เชื่อ เฮ้ย ลุยมันเลย” ป๊อก มหานาคพร้อมพลพรรคก็กรูกันเข้าใส่เป้าหมาย
ปริวรรตใช้วิชานางแอ่นหยกและพลังดูดิญญาที่เรียนจากมารดาเข้าต่อกรกับพวกอันธพาลเ่าั้ เขาใช้ความอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว ทำให้ศัตรูรู้สึกเหมือนไล่ชกอากาศ ไม่รู้เรี่ยวแรงหายไปไหนหมด แล้วปริวรรตก็ใช้พลังสะท้อนกลับจนคู่ต่อสู้กระเด็นไปคนละทิศละทาง นอนกองเรียงรายอยู่กลางถนนนั้น
“พวกเอ็งโดนเข็มพิษของข้าเข้าไปแล้วทุกคน อีกไม่นานเอ็งจะไปรังแกใครไม่ได้อีก ถึงไม่ตาย แต่ก็จะแขนขาอ่อนแรง ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในบ้าน ขอโทษพวกเอ็งจริง ๆ ว่ะ กูก็ไม่อยากทำหรอก มึงบังคับกูเอง ไอ้ป๊อก”
ปริวรรตปัดฝุ่นที่เสื้อ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านไปท่ามกลางความมืด
ณ ฐานลับของเภสัน
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ อันรายล้อมไปด้วยจอโทรทัศน์จำนวนนับสิบ ๆ จอ ที่กลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ทรงครึ่งวงกลม กามันดาหรืออีกชื่อว่าเภสัน ในชุดสูทสีขาว นั่งบนเก้าอี้ขนาดใหญ่หุ้มหนังสีดำ เคียงข้างด้วยนางรมิตา และจอมอสูรทรมาน พวกเขากำลังนั่งฟังรายงานจากผู้ที่ปรากฏภายในจอแก้วนั้น
“ในตะวันออกกลาง เราก็ได้สนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์นิยม ทำการต่อต้านรัฐบาล และขณะเดียวกัน เราได้สาดะุใส่กลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนเกลียดชังกษัตริย์ และเกิดการปะทะกันรุนแรงยิ่งขึ้น”
“ดีมาก” เภสันกล่าว
“ในคาบสมุทรมลายู เราก็ได้ยุยงคนเชื้อสายมาเลย์ให้เกลียดชังคนจีน คาดว่าอีกไม่นานจะมีการจลาจลขับไล่คนจีนถึงขั้นนองเื เราจะเสริมไฟให้ลุกลามยิ่งขึ้น ด้วยการส่งคนเข้าไปปะปนในกลุ่มคนมาเลย์ บุกปล้นบ้านคนจีน ยุให้มันแตกแยกกันมากยิ่งขึ้น”
“สุดยอด” อสูรทรมานพึงพอใจ
“ในเวียดนาม เราก็ได้สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธกับชาวคริสต์ โดยสั่งให้เ้าเมืองเว้ ออกกฎห้ามประดับธงพุทธในวันวิสาขบูชา แล้วส่งคนปลอมเป็ชาวคริสต์ไปรังแกคนพุทธ อีกส่วนก็ปลอมเป็คนพุทธไปทำร้ายชาวคริสต์”
“ประเสริฐ” นางรมิตา มารสาวผู้มีรูปโฉมยั่วสวาท ปรบมือชอบใจ
“ที่ภาคใต้ของไทย เราก็ส่งคนไปก่อความไม่สงบ วางะเิ ลอบยิงเ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วโยนความผิดให้คนมุสลิม ยุยงชาวบ้านให้เกลียดชังรัฐบาลและคนพุทธ สร้างภาพให้คนทั่วประเทศเกลียดชังคนภาคใต้”
“เอาละ ขอบใจพวกท่านมาก ขอให้ดำเนินการต่อไป ้าใช้อาวุธอะไรก็มาเบิกเอาไป หาทางให้กลุ่มก่อการร้ายซื้ออาวุธจากเรามาก ๆ ดึงคนมาเป็พวกเรายิ่งมากยิ่งดี เลิกประชุมได้” เภสันสั่ง
ณ ดาร์ลิ่งไนต์คลับ
วงดนตรีเทวินคอรัส กำลังเล่นเพลง Young One ของคลิฟ ริชาร์ด นักร้องดาวรุ่ง ผู้หาญกล้าทาบรัศมีเอลวิส เพรสลี่ย์ โดยมีปริวรรตร้องนำ และสี่สหายของเขาเล่นดนตรีอยู่เื้ั
หลังจากจบเพลงแรก ก็ตามด้วยเพลงที่สองที่สาม มีทั้งเพลงของเอลวิส อย่างเช่น Blue Suede Shoes หรือเพลงJail House Rock มีทั้งเพลงของแพท บูน ,นีล ซิดาก้า หรือแม้เพลงของนักร้องไทยอย่างสุนทราภรณ์ หรือสุเทพ วงศ์กำแหง พวกเขาก็ร้องและเล่นได้เช่นกัน เป็ที่ถูกอกถูกใจแขกที่มาลีลาศหาความสำราญยิ่งนัก
กระทั่งถึงเวลาที่เพลงสุดท้ายเล่นจบและคลับใกล้ปิด นักดนตรีเตรียมเก็บของกลับบ้าน เสี่ยชูศักดิ์เ้าของร้านก็เดินมาหาพวกเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“แขกพอใจมากเลยนะวรรต บอกว่าจะมาฟังอีก เขาว่าเราเล่นดนตรีได้ดี นักร้องก็เสียงเด่น หลังจากวันนี้ ขอให้พวกเธอมาเล่นทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เลยนะ”
“ได้ครับ ขอบคุณครับเสี่ย” ปริวรรตกล่าวอย่างนอบน้อม
หลังจากนั้น วงเทวินคอรัส ก็ตระเวนไปแสดงตามไนต์คลับเล็ก ๆ ตามชานเมืองจนไม่ว่างเว้นแต่ละวัน ผ่านไปเกือบสองเดือน พวกเขาก็พอมีคนรู้จักชื่อเสียงในหมู่นักเที่ยวบ้างแล้ว
เช้าวันหนึ่ง ที่บ้านพักของปริวรรต
นักร้องหนุ่มแห่งวงเทวินคอรัส กำลังตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ พร้อมกับซ้อมร้องเพลงไปด้วย ในขณะที่วิกานดาก็ทำกับข้าวอยู่ในครัว
“เออนี่แหน่ะ น้องวิ” ปริวรรตเรียก
“อะไรจ๊ะ”
“วิพอจะรู้ไหมว่า คุณพิมเค้าพักอยู่ที่ไหน”
“บ้านเขาน่ะเหรอ หนูไม่เคยไปหรอก เพราะไม่ค่อยสนิทกัน แค่ศิษย์รุ่นน้อง เลยไม่ได้ไปถามข้อมูลอะไรมาก พี่ถามอย่างนี้ แอบชอบเขาละสิ”
“อืม ก็ชอบเขาอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็ลูกเต้าเหล่าใคร บ้านช่องอยู่ที่ไหน”
“เดี๋ยวถึงเวลาพี่ก็รู้เองแหละ”
“หือ หมายความว่ายังไง”
“อ้าว ก็ถ้าพี่สนิทกับพิมเขามากกว่านี้ พี่ก็ถามเขาเองสิ”
“เออ จริงสินะ ใช่ ๆ ๆ” ปริวรรตทำหน้างง ๆ
ขณะนั้นเอง ครูเลี่ยมก็มาหาที่บ้าน ร้องเรียกมาแต่ไกล
“ไอ้วรรตเอ้ย ไอ้วรรต”
“อ้าว ครูเลี่ยม หวัดดีครับ”
“มีข่าวดีเว้ย แผ่นเสียงของพวกเอ็งเสร็จแล้ว นี่ไง”
“ไหน ขอดูหน่อย” ปริวรรตกับวิกานดามายืนดูแผ่นเสียงที่บรรจุอยู่ในซองกระดาษอาร์ตสี่สีอย่างดี
“หน้าปกสวยจังเลยเนอะ”วิกานดาชม
“วันนี้ ครูจะเอาแผ่นไปฝากพวกนักจัดรายการวิทยุช่วยเปิด จะได้โปรโมตเพลงของเราเยอะ ๆ ไปด้วยกันนะ”
“ครับครู ไปตอนนี้เลยมั๊ย”
“ตอนนี้เลยสิ รอช้าอยู่ไย”
“อย่างงั้นขอผมไปแต่งตัวแป้บนะ”
“ครูนั่งพักทานน้ำทานกาแฟก่อนนะคะ” วิกานดากล่าวต้อนรับ
ณ สถานีวิทยุเสียงสามแยก ถนนเจริญกรุง
ครูเลี่ยมแนะนำให้ปริวรรตรู้จักกับสาวสวยนักจัดรายการวิทยุ
“นี่คุณนุช เนตรนภา ผู้จัดรายการ Your Love Song Hit ส่วนนี่ ปริวรรต นักร้องนำวงเทวินคอรัส “
“สวัสดีครับคุณนุช”
“สวัสดีค่ะคุณปริวรรต”
“ฝากผลงานเพลงของผมด้วยนะครับ”
“ยินดีค่ะ ถ้าดังแล้วอย่าลืมนุชนะคะ”
“แหม ไม่ลืมหรอกครับ”
“ได้เวลาออกอากาศแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ”
“แล้วพบกันใหม่ครับ”
นับแต่วันนั้น เพลงของวงเทวินคอรัส ก็ถูกนำไปเปิดในรายการวิทยุหลายสถานีทั้งในกรุงและตามจังหวัดต่าง ๆ จนเป็ที่ชื่นชอบของผู้ฟังจำนวนมาก ต่างก็เขียนจดหมายมาขอเพลงกันเป็ประจำ จนได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์
“อืม วงนี้ก็เล่นดีเหมือนกันนะ นักร้องก็เสียงดี” เสี่ยเริงศักดิ์พูดกับบุญพริ้งขณะนั่งชมทีวีอยู่ในบ้าน
“นักร้องนำนี่เป็พี่ชายของเพื่อนรุ่นพี่หนูเองค่ะ ชื่อปริวรรต” พิมพ์ดาราแนะนำ
“อ้อเหรอ ่นี้นักร้องนักดนตรีที่ไนต์คลับเราก็ลาออกบ่อย แขกก็ไม่ค่อยติด พ่ออยากให้ลูกลองติดต่อเขามาร้องประจำให้คลับของเรา ให้มาสมัครที่ฝ่ายบุคคลของสกายไลท์ได้เลย เอามะรืนนี้ตอนสิบโมงนะ”
“ได้ค่ะพ่อ”
วันต่อมา พิมพ์ดาราก็โทรศัพท์ไปหาวิกานดาที่โรงเรียนสอนบัลเลต์
“พี่วิ หนูพิมนะคะ”
“อ้าว น้องพิมเหรอ เป็ยังไงจ๊ะ”
“พอดีคุณพ่อหนูท่านได้ชมรายการที่พี่วรรตไปร้องเพลงเมื่อวานนี้ ท่านก็ชอบมาก อยากให้ไปร้องที่ไนต์คลับของพ่อหนู พี่ช่วยติดต่อพี่วรรตได้ไหมคะ”
“ได้จ้า เมื่อไหร่จ๊ะ”
“ พรุ่งนี้สิบโมง ให้ไปสมัครที่สกายไลท์เลยค่ะ”
“โอเคจ้า ขอบใจมากนะจ๊ะ”
เย็นวันนั้น ที่บ้านปริวรรต
“พี่วรรต มีข่าวดี เมื่อเช้าคุณพิมของพี่โทรมาหาหนู บอกว่าคุณพ่อเค้าได้ชมรายการที่พี่ไปร้องเพลงวันก่อนแล้ว ท่านชอบมาก และอยากให้วงของพี่ไปร้องไปเล่นที่ไนต์คลับของท่านน่ะ”
“จริงเหรอ เมื่อไหร่ ที่ไหน”
“พรุ่งนี้ สิบโมง ให้ไปพบที่สกายไลท์คลับ”
“หา สกายไลท์ไนต์คลับของเสี่ยเริงศักดิ์น่ะเหรอ”
“ใช่ หนูก็ลืมบอกพี่ไป เสี่ยเริงศักดิ์ที่พวกเราต้องไปสืบหาข้อมูลค้าอาวุธนั้น เป็พ่อของหนูพิมน่ะแหละ”
“พระเ้า เป็ไปได้ยังไงกันนี่” ปริวรรตตกตะลึง จนทำอะไรไม่ถูก ยืนอึ้งสักพัก
“ตกลงจะไปมั๊ย” วิกานดาต้องปลุกสติให้เขากลับคืนมา
“เออ ๆ ไป ๆ “ ปริวรรตสีหน้าไม่สู้ดี เมื่อพ่อของสาวคนที่เขาหลงรัก กลายเป็ศํตรูตัวสำคัญของชาติบ้านเมืองที่เขาจะต้องสืบหาข้อมูลเพื่อเอาผิดให้ได้ เขาควรจะทำอย่างไรต่อไป
วันรุ่งขึ้น ตอนสิบโมง ปริวรรตและสี่สหายก็ไปสมัครงานตามนัดที่สกายไลท์ไนต์คลับที่นั้น พิมพ์ดาราไปรอต้อนรับอยู่แล้ว
“สวัสดีค่ะพี่วรรต” พิมพ์ดารายกมือไหว้
“หวัดดีจ๊ะ นี่พี่ตรี พี่สังข์ พี่จักร พี่คทา” ปริวรรตแนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมวง
“สวัสดีพี่ ๆ ทุกคนค่ะ เชิญค่ะ หนูจะพาเข้าไปพบพี่หิรัญผู้จัดการที่นี่”
เมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องฝ่ายบุคคล ก็พบกับหิรัญซึ่งเคยปฏิเสธพวกเขาอย่างไม่ไยดีมาแล้วในคราวก่อน
“พี่หิรัญ นี่พี่วรรตและเพื่อน ๆ วงเทวินคอรัส ที่คุณพ่อบอกให้มาสมัครเล่นประจำที่นี่” พิมพ์ดาราแนะนำ
“อ่อ เชิญครับ นั่งก่อน กรอกใบสมัครก่อนนะ แอ๋ว ๆ เอาใบสมัครให้เขาที” หิรัญปากพูดต้อนรับ แต่ในใจและสายตา เหมือนอยากจะเคี้ยวพวกปริวรรตให้แหลกตรงนั้น ด้วยความหึงที่พิมพ์ดาราดูจะเทคแคร์พวกหนุ่ม ๆ กลุ่มนี้ดีเกินปกติ ทั้งที่เขามีฐานะเหมือนมดแดงเฝ้าพวกมะม่วงเท่านั้น
“เอาละ พวกคุณก็มาเริ่มงานได้ในคืนพรุ่งนี้เลยนะ” หิรัญกล่าว
“ขอบคุณครับ อย่างนั้นพวกผมลากลับก่อนครับ” ปริวรรตยกมือไหว้ ในขณะที่สายตาก็ประสานกับแววตาของหิรัญ เหมือนจะบอกว่า ถึงทีกูบ้าง
เมื่อเดินออกมาถึงด้านหน้าไนต์คลับแห่งนั้น ปริวรรตก็หันไปพูดกับพิมพ์ดารา
“ขอบคุณมากนะครับ น้องพิม”
“ไม่เป็ไรค่ะ ยินดีต้อนรับนักร้องดาวรุ่ง สู่คลับของเรา” สาวสวยยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม
“อย่างนั้นพี่กลับก่อน แล้วอย่าลืมมาเชียร์พี่นะครับ”
“ค่ะ พี่ แล้วพบกันใหม่ค่ะ”
เย็นวันรุ่งขึ้น พวกปริวรรตก็เตรียมวงไปเปิดการแสดงวันแรกที่สกายไลท์ไนต์คลับแต่หิรัญบอกว่า
“ยังเล่นไม่ได้”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ” ปริวรรตงุนงง
“พอดีนักดนตรีเราลาออกสองคน นักเปียโน กับทรัมเปต ต้องรอให้หาคนเล่นได้ก่อน ค่อยมาเล่นนะ”
“ถ้าหามาได้วันนี้ ก็เล่นได้ใช่ไหมครับ” สังข์ชัยถาม
“อืม ถ้าหาได้ทันก็เล่นได้เลย แต่จะทันหรือเปล่าล่ะ” หิรัญยิ้มเย้ย ๆ เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไป
“ จะทำยังไงดีวะเนี่ย” ตรีมิตรปริวิตก
ปริวรรตยืนคิดสักครู่
“คิดออกแล้ว โทรไปหาครูเลี่ยมดีกว่า” ปริวรรตบอก
เขาไปหยอดเหรียญที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทรหาครูเลี่ยมทันที
“ครูครับ ผมวรรตนะ มีเื่ด่วน”
หลังจากเล่าให้ครูเลี่ยมฟังแล้ว
“ เออ ครูมีลูกศิษย์ที่เป็นักดนตรีอยู่วงดุริยางค์ทหารเรือหลายคน มือเปียโนก็มีพรเทพ ทรัมเปตก็มีกมล เดี๋ยวครูโทรหาเขาก่อนนะ แล้วเอ็งก็โทรมาหาครูอีกสิบนาทีข้างหน้า”
“ครับผม”
พวกปริวรรตก็นั่งรออยู่ที่ข้างตู้โทรศัพท์นั้น จนครบสิบนาทีก็โทรไปใหม่
“ครูโทรไปหากมลกับพรเทพแล้ว เขาบอกยินดีจะมาร่วมวงกับพวกเอ็ง รออยู่ที่คลับนั่นแหละ อีกครึ่งชั่วโมงเขาจะไปหา ยินดีด้วยนะ”
“โอ ขอบคุณมากเลยครับครู” ปริวรรตดีใจยิ่งกว่าถูกรางวัลที่หนึ่ง
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ชายหนุ่มอีกสองคนก็มาปรากฏกายขึ้นที่สกายไลท์ไนต์คลับ
“ยินดีที่รู้จักครับ”ปริวรรตยื่นมือไปจับมือของพรเทพและกมล
“เช่นกันครับ ดีใจที่ได้ร่วมวงดนตรีชื่อดังด้วยครับ” พรเทพกล่าว
“เราเข้าไปเตรียมตัวเถิด ใกล้สามทุ่มแล้ว แขกก็กำลังทยอยมา” กมลเสริม
ปริวรรตพานักดนตรีใหม่อีกสองคนไปหาหิรัญ
“นี่ครับนักเปียโนและทรัมเปตจากวงดุริยางค์ทหารเรือ กมลและพรเทพ”
หิรัญรู้สึกแปลกใจที่พวกเขาหาสมาชิกวงได้รวดเร็วเช่นนี้ ก็ข่มอาการเสียหน้าพูดว่า
“โอเค อย่างนั้นไปเตรียมตัวเล่นได้ แขกมาเต็มร้านแล้ว”
นับเป็คืนแรก ที่วงเทวินคอรัส ได้เล่นเต็มวงแบบ Small Combo Band ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีคือ เปียโน ทรัมเปต แซกโซโฟน กีต้าร์โซโล กีตาร์เบส กลองชุด พวกเขาเปิดวงด้วยเพลงจังหวะสวิง สร้างความแปลกใหม่ให้ไนต์คลับแห่งนี้ แขกบางส่วนก็ออกมาวาดลีลาเท้าไฟกับสาวพาร์ตเนอร์ ท่ามกลางแสงสีที่สาดส่องไปในเงาสลัวของสถานที่นั้น
เมื่อจบเพลง พิธีกรก็ประกาศแนะนำนักดนตรีและนักร้องให้แขกได้รู้จักทีละคน
“และในค่ำคืนนี้ ทางสกายไลท์คลับมีความยินดีในวันคล้ายวันเกิดคุณเพลินใจ เนรมิตโภคา บุตรสาวของเสี่ยเริงศักดิ์ เ้าของสกายไลท์คลับแห่งนี้ ที่เพิ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทูยู...”
แสงไฟสาดส่องไปที่โต๊ะกลมหน้าเวที ซึ่งเพลินใจ ลูกสาวของบุญพริ้ง นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนหญิงอีกสี่ห้าคน
เมื่อเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์จบลง แม่สาวเซ็กซี่ก็เป่าเค้ก ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อน ๆ และแขกในร้าน
“ต่อไปนี้ขอเชิญรับฟังเพลงจากวงเทวินคอรัสต่อไปครับ”
ปริวรรตร้องเพลง Sealed With a Kiss ของ Brian Hyland ซึ่งกำลังฮิตติดชาร์ตอยู่ในเวลานั้น ขณะเดียวกัน สายตาของเพลินใจก็จับจ้องที่นักร้องหนุ่มอย่างไม่วางตา หล่อนยกแก้วแชมเปญขึ้นประกบกับริมฝีปากสีแดงสดแล้วจิบเบา ๆ ก่อนจะหยิบดอกกุหลาบจากแจกันบนโต๊ะ ลุกเดินอย่างนวยนาดนำไปให้ปริวรรตที่ขอบเวที เพื่อน ๆ ของหล่อนก็ส่งเสียงกรี๊ดชอบใจ ระคนกับเสียงปรบมือจากแขกเช่นเดิม เพลินใจเดินไปกระซิบกับบริกรคนหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ หลังจากปริวรรตร้องเพลงจบ บ๋อยคนดังกล่าวก็ไปกระซิบบอกนักร้องหนุ่มว่า
“พี่ครับ คุณเพลินใจเชิญพี่ไปนั่งที่โต๊ะครับ”
“อ่อ ขอบใจนะ”
ปริวรรตก็ไปคุยกับพิธีกร ก่อนจะเดินลงไปหาเพลินใจที่โต๊ะ ขณะเดียวกัน พิธีกรก็ประกาศว่า
“ครับ ใน่นี้ ขอเชิญพบกับนักร้องคู่ขวัญที่มากับเพลงสนุก ๆ มีนา มาลัยวัน และอาดัม ก๊อต ขอเชิญรับฟังครับ” ดนตรีก็เล่นไป นักร้องก็ร้องเพลงสองแง่สองง่าม เรียกเสียงฮาจากผู้ฟังไป
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณปริวรรต” เพลินใจยื่นมือไปััมือชายหนุ่ม
“ยินดีเช่นกันครับ” ปริวรรตในชุดสูทสีดำ ผูกหูกระต่ายที่คอ ยิ้มให้แขกกิตติมศักดิ์
“คุณมาร้องที่นี่นานหรือยังคะ” สาวสวยถาม
“เพิ่งมาร้องคืนนี้เป็คืนแรกเลยครับ”
“อุ๊ย จริงหรือคะ แหม ช่างประจวบเหมาะ ดิฉันก็เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกวันนี้พอดี สงสัยดวงสมพงษ์กันนะคะ”
ปริวรรตท่าทางกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูก
“มาค่ะ ดื่มแชมเปญกันก่อน” เพลินใจยกรินเครื่องดื่มให้นักร้องหนุ่ม
ปริวรรตก็ดื่มพอเป็พิธี ก่อนจะเปิดการสนทนาต่อ
“คุณเพลินใจไปเรียนเมืองนอกหลายปี คงจะคิดถึงบ้านแย่เลย”
เพลินใจถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนของหล่อนในชุดเกาะอกสีแดง
“ใช่ค่ะ นี่ก็เรียนจบแล้ว คิดว่าจะกลับมาช่วยคุณพ่อบริหารไนต์คลับแห่งนี้ พอดีได้เจอคุณ ดีใจจัง เราจะได้ทำงานร่วมกัน” เพลินใจขยับเก้าอี้เข้าไปนั่งเบียดปริวรรต แต่เขาก็ขยับหนี
“อ้อครับ ยินดีนะครับ ถ้ามีอะไรให้ผมรับใช้ต่อไปก็บอกได้”
พอดีนักร้องบนเวทีร้องจบ ปริวรรตได้จังหวะจึงขอตัว
“เดี๋ยวผมไปร้องเพลงก่อนนะครับ ถึงคิวแล้ว”
“ค่ะ แล้วมาใหม่นะ” เพลินใจส่งยิ้มหวาน
ปริวรรตขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีในเพลงไทยสากลอีกหลายเพลง ในระหว่างนั้น พิมพ์ดาราและพรดารีก็เพิ่งจะเข้ามาในคลับแห่งนี้ พร้อมกับนำของขวัญมามอบให้เพลินใจ ลูกเลี้ยงของพ่อตนเอง
“นี่จ๊ะของขวัญ ขอให้เพลินมีความสุขสมหวังในทุกสิ่งนะ” พิมพ์ดาราอวยพร
“ขอบใจจ้า พิมก็เช่นกันนะ ว่าแต่ชั้นจะสมหวังจริงมั๊ยนะ” เพลินใจใช้หางตามองไปทางปริวรรตแล้วยิ้มด้วยความเขินอาย แต่คนที่หมั้นไส้คือพรดารี ทำท่าเบะปากแต่ไม่พูดอะไร
“มานั่งด้วยกันก่อนสิ ฟังนักร้องคนนี้สิ ร้องเพลงเพราะจัง ชั้นช้อบชอบ” เพลินใจกล่าว โดยไม่รู้ว่าปริวรรตและพิมพ์ดาราต่างรู้จักกันนานแล้ว
ในระหว่างร้องเพลง ปริวรรตก็เดินลงมาทักทายแขกตามโต๊ะ และมาหยุดอยู่ตรงหน้าพิมพ์ดารา เขายื่นมือมาััมือของหล่อน สาวงามก็จับมือตอบ นักร้องหนุ่มก็ส่งสายตาให้หล่อนอย่างมีแววแห่งความรัก เพลินใจเห็นดังนั้นก็ไม่ค่อยพอใจพิมพ์ดารา จึงชวนเพื่อน ๆ กลับ
พิมพ์ดาราหันไปเห็นเพลินใจลุกหนีเช่นนั้นก็ทำท่าจะเรียก แต่พรดารีห้ามไว้
“ไม่ต้องไปตามหรอก มันจะไปก็ช่างมัน นั่งต่อเถอะพี่”
ปริวรรตร้องอีกสองสามเพลงก็พักให้นักร้องคนอื่นร้องต่อ แล้วเขาก็มานั่งคุยกับพิมพ์ดารา
“ทานข้าวกันมาหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ทานมาจากบ้านแล้ว”
“เราสองคนมาให้กำลังใจพี่นะค่ะ” พรดารีเสริม
“ขอบคุณนะครับ”
“วันนี้แขกก็ดูเยอะนะคะ แทบไม่มีโต๊ะว่างเลย” พิมพ์ดารากวาดตามองไปรอบ ๆ
“คุณพิมได้มาที่นี่บ่อยไหมครับ”
“ไม่ค่อยได้มาหรอกค่ะ น้องไม่ค่อยชอบเสียงอึกทึกครึกโครม ชอบอะไรที่เป็ธรรมชาติ”
“พี่พิมเค้าชอบไปเฝ้าสวน หรือไปอยู่ตามป่าเขา ชายทะเลโน่น” พรดารีแหย่เล่น พิมพ์ดาราก็หยิกน้อง
“จริงหรือครับ ถ้ามีโอกาสเราคงได้ไปเที่ยวชายทะเลด้วยกันนะ” ปริวรรตตื่นเต้น
“รอให้พี่ว่างก่อนเถอะค่ะ เพิ่งจะเริ่มงานใหม่ ๆ อย่าเพิ่งไปสนใจเื่เที่ยวเลย” พิมพ์ดาราเตือน
“ครับคุณหนู” ปริวรรตทำท่าตะเบ๊ะใส่ สาวงามก็อมยิ้ม
“เดี๋ยวคืนนี้น้องต้องขอตัวกลับบ้านก่อนนะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อจะเป็ห่วง คนขับรถรออยู่ข้างนอก”
“งั้นพี่ไปส่งที่รถนะ”
ปริวรรตตามไปส่งสองสาวที่รถประจำตำแหน่งคุณหนูแห่งบ้านเนรมิตโภคา ซึ่งลุงชิดเป็คนขับ
“แล้วพบกันใหม่นะครับ”
“ฝันดีค่ะ” พิมพ์ดาราโบกมือให้ก่อนรถจะแล่นออกไป
ชายหนุ่มก็มองตามรถไปจนลับตา ในใจของเขาก็วิตกกังวลว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสาวงามผู้นี้จะมีอุปสรรคใหญ่หลวงเสียแล้ว เพราะพ่อของหล่อนคือเป้าหมายที่ CRA ้าตัว เขาจะทำอย่างไรดี
จบตอนที่ 2
โปรดติดตามตอนที่ 3 จอมมารอหังการ ต่อไป
(แต่งจบตอนที่ 2 วันที่ 13 สิงหาคม 2559 เวลา 00.21 น.)
(แก้ไขปรับปรุงล่าสุด 8 ต.ค. 59 )
(แก้ไขคำผิด 10 พ.ค. 60 )
( ปรับปรุงถ้อยคำ ชื่อเมือง ฯลฯ 23 ก.ย. 67 )