ความโเี้อำมหิตของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือนิกายบัว์จากนิกายที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกลับหลงเหลือเพียงเศษซากปรักและชนรุ่นหลังที่มีพลังต่ำต้อยแม้แต่ทั้งดินแดนก็ยังถูกทำลายจนกลายเป็ดินแดนขั้นต่ำที่ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง
“ท่านอาจารย์หรือว่าแท้จริงแล้วิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คือหนึ่งในสมบัติของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ด้วย”ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม
เซี่ยหยางถอนหายใจ“ถูกต้องแล้ว อย่างที่ได้เล่าให้ฟังก่อนหน้าข้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาตระกูลถึงขนาดละเมิดกฏของตระกูลศักดิ์สิทธิ์่ชิงิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์มาเป็ของตนท้าทายอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในขณะนั้นเพราะเหตุนี้ข้าจึงถูกไล่ล่าจนสุดท้ายต้องปลิดชีพตัวเอง”
“ทว่าแม้จะมีจุดจบเช่นนี้แต่ด้วยพลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ข้าได้สังหารคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไปมากกว่าร้อยคนในจำนวนเ่าั้ยังมีผู้าุโและอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยข้าเชื่อว่าพลังอำนาจของพวกมันจะต้องลดน้อยลงไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ส่วน”น้ำเสียงของเซี่ยหยางแฝงด้วยความแค้นและความรู้สึกสะใจ
ซ่งไป่หลางไม่ได้เอ่ยถามเซ้าซี้ถึงอดีตของอาจารย์ตน“ท่านอาจารย์ในเมื่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็ศัตรูกับท่านเช่นนั้นข้าก็เป็ศัตรูกับพวกมันเช่นกัน” ซ่งไป่หลางตัดสินใจ
“ดีเช่นนั้นจงใช้โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้ในการฝึกฝนข้าจะช่วยเ้าดึงเอาพลังของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงเร้นอยู่ในหยดโลหิตนี้เข้าสู่ร่างของเ้าแม้จะไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้นแต่สำนึกรู้และพลังแฝงของโลหิตศักดิ์สิทธิ์จะทำให้การพัฒนาระดับพลังของเ้าในระยะเวลาสั้นๆพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ซากวิหารบัว์นั้นไม่ได้มีของวิเศษล้ำค่าเก็บเอาไว้มากนักส่วนใหญ่ล้วนถูกทำลายไปหมดจากการต่อสู้กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ยังเหลือก็มีเพียงตราหยกและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่เ้านิกายทุ่มเทรักษาเอาไว้ทั้งยังจงใจส่งให้คนรับใช้เก็บซ่อนจึงทำให้รอดพ้นจากการกวาดล้างมาได้
เมื่อไม่มีสิ่งใดให้เก็บเกี่ยวแล้วซ่งไป่หลางจึงตัดสินใจเดินทางออกจากพื้นที่ซากปรักทันทีแน่นอนว่าการหายไปของตราหยกได้ทำให้กระแสพลังิญญาที่ปิดกั้นสถานที่แห่งนี้อยู่เลือนหายไปเช่นกัน
อู๋หลิวและบรรดาผู้าุโยังไม่ทันตั้งตัวจากการถูกคลื่นพลังผลักกระเด็นกลับพบว่าม่านพลังสลายหายไปแล้วก่อนที่จะได้เคลื่อนไหวร่างของบรรดาศิษย์และผู้ฝึกสอนของนิกายที่จับตาดูอยู่ด้านนอกตลอดเวลาก็ทะยานเข้าไปในซากปรักอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย
“ระวังในนั้นมีกับดัก” ผู้าุโคนหนึ่งร้องะโเตือน
“ตาแก่เ้าเล่ห์คิดหรือว่าข้าจะเชื่อ เ้าคงไม่อยากให้พวกเราไปถึงสมบัติก่อนละสิ” หนึ่งในผู้ฝึกสอนะโตอบกลับโดยไม่ไว้หน้าผู้าุโแม้แต่น้อย
“โง่เขลานัก”อู๋หลิวแค่นเสียง หากไม่ใช่เพราะกับดักค่ายกลที่ถูกวางเอาไว้มีหรือตนจะต้องใช้เวลามากมายกว่าจะขยับเข้าไปได้แต่ละก้าว ต่อให้ตอนนี้พลังิญญาของสถานที่นี้จะหายไปแล้วแต่ค่ายกลก็ยังคงทำงานอย่างเต็มที่
ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบลมหายใจเสียงค่ายกลทำงานก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ฝึกสอนที่วิ่งนำเข้าไปในเขตค่ายกลโดยไม่ทันระวังเหล่าคนที่ติดตามเข้าไปต่างหยุดชะงักพร้อมกับสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บหากไม่ใช่เพราะความเร็วของพวกมันน้อยกว่าผู้ฝึกสอนเ่าั้เกรงว่าคงพลาดท่าเหยียบเข้าไปในพื้นที่ค่ายกลเช่นกัน
“เอ๊ะนี่มัน”
สายเกินไปที่จะสังเกตเห็นค่ายกลเพลิงมรณะมีจุดเด่นอยู่ที่ระยะทำลายต่อให้ซ่งไป่หลางดัดแปลงค่ายกลไปบางส่วนแต่ระยะทำลายของมันก็ยังกว้างพอที่จะะเิกลืนร่างของคนที่อยู่นอกรัศมีค่ายกลมากกว่าสองร้อยจั้ง
เพียงพริบตาเดียวผู้ฝึกสอนและลูกศิษย์นับร้อยคนถูกสังหารจากพลังของค่ายกลอย่างโเี้ในบรรดาคนเ่าั้มีจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนที่มีพลังถึงขั้นเที่ยงแท้ห้าคนเป็ศิษย์หลักอันดับกลางๆไปถึงท้าย ส่วนพวกศิษย์หลักอันดับต้นๆที่เข้าไปมีความหวาดระแวงมากกว่าจึงจงใจเว้นระยะห่างจากคนกลุ่มแรกไปมากพอสมควร
“น่ากลัวจริงๆค่ายกลที่มีพลังทำลายระดับนี้ใครจะสามารถผ่านไปได้กัน”เหล่าอัจฉริยะของนิกายต่างสูดลมหายใจอย่างหวาดหวั่น
“ดูจากพลังทำลายล้างเมื่อครู่ต่อให้มีของวิเศษระดับเหนืุ์ก็ไม่มีทางฝ่าเข้าไปได้ ไม่น่าอู๋หลิวถึงไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ไกลนัก”
“สถานที่แห่งนี้อันตรายยิ่งนักอีกทั้งกลิ่นอายและพลังกดดันของของวิเศษก็สลายหายไปแล้วเป็ไปได้หรือไม่ว่ามันเป็เพียงกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่จากอดีตกาลสถานที่แห่งนี้ถูกซ่อนไว้นานเกินไป เมื่อมันถูกพบเจออีกครั้งกลิ่นอายนี้จึงปรากฏขึ้นแต่ก็สลายหายไปเพราะของวิเศษไม่มีพลังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว”
ไม่มีใครกล้าคิดว่าการที่กลิ่นอายของของวิเศษหายไปเกิดจากการที่มีคนสามารถของวิเศษได้สำเร็จสังเกตได้จากกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่ทำให้แม้แต่อู๋หลิวยังต้องพึ่งของวิเศษที่มีพลังขั้นเหนืุ์จึงจะเข้ามาในเขตซากวิหารได้ยิ่งได้เห็นพลังทำลายล้างของค่ายกลก็ยิ่งยืนยันให้ทุกคนเชื่อว่าไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปด้านในซากวิหารได้อย่างแน่นอน
“อันตรายเกินไปหากสำรวจต่อมีโอกาสมากกว่าครึ่งที่จะต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ ทั้งยังมีโอกาสที่ต่อให้เข้าไปจนถึงด้านในสุดก็ยังไม่มีสมบัติล้ำค่าใดหลงเหลืออยู่อีก”
แม้สมบัติวิเศษจะดึงดูดใจเพียงใดแต่อันตรายและความเสี่ยงที่รออยู่กลับทำให้หัวใจของเหล่าอัจฉริยะและผู้าุโของนิกายต่างถูกทำให้สั่นสะท้านจนไม่อาจเค้นความกล้าให้เข้าไปเสี่ยงอันตรายด้านในได้
ในที่สุดนอกจากคนที่มีความสามารถด้านค่ายกลแล้วคนที่เหลือต่างถอนตัวจากการสำรวจยังมีคนบางส่วนที่ดื้อด้านอยากทดลองฝ่าค่ายกลเพื่อหวังให้ตนได้รับวาสนาบางอย่างจากสถานที่นี้ทว่ากลับถูกเหล่าผู้ที่มีความรู้ด้านค่ายกลจัดการจนหมดสภาพแล้วขับไล่ออกไปอย่างเืเย็น
เห็นได้ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลส่วนมากสามารถรู้ถึงคุณสมบัติด้านการทำลายล้างวงกว้างของค่ายกลเพลิงมรณะดังนั้นจึงไม่ยินยอมให้มีผู้ใดก้าวล้ำเข้าไปในขณะที่ตนกำลังศึกษาค่ายกลนี้อยู่มิเช่นนั้นก็เท่ากับเป็การนำหายนะมาสู่พวกตนด้วย
ถึงแม้สถานที่แห่งนี้อาจจะไม่มีสมบัติหลงเหลืออยู่แล้วทว่าคุณค่าของมันสำหรับผู้ที่ศึกษาศาสตร์ค่ายกลกลับนับว่าสูงส่งอย่างมากควรทราบว่าสำหรับแคว้นสิบนภาแล้วค่ายกลที่ระดับสูงสุดนั้นถึงจะสามารถทำให้ผู้มีพลังระดับเหนืุ์าเ็แต่ก็ไม่ถึงกับสังหารได้อย่างง่ายดายทว่าค่ายกลในซากวิหารนี้สามารถสังหารได้กระทั่งผู้มีพลังขั้นเหนืุ์
หากศึกษามันได้จนแตกฉานถึงขนาดสามารถสร้างค่ายกลประเภทนี้ได้เกรงว่าระดับของผู้ใช้ค่ายกลอาจสามารถสั่นคลอนขั้วอำนาจของแคว้นได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างที่ทุกคนมุ่งความสนใจไปที่ซากปรักวิหารบัว์ซ่งไป่หลางที่เป็ผู้ได้รับรางวัลจากการเก็บเกี่ยวกลับใช้เส้นทางลับของซากวิหารหลบเร้นออกมาที่พื้นที่ส่วนหนึ่งของหุบเขาต้องห้ามแม้จะเป็เื่ยากที่ความลับเื่การได้รับโลหิตศํกดิ์สิทธิ์มาจะรั่วไหลทว่าเซี่ยหยางกลับรอบคอบอย่างยิ่งสั่งให้ซ่งไป่หลางสร้างอาการาเ็ปลอมให้กับตนเองทั้งยังจงใจกดพลังของซ่งไป่หลางให้ถดถอยลงคล้ายกับคนที่เพิ่งะเิพลังต่อสู้เกินขีดจำกัดเพื่อให้ดูเหมือนเขาทุ่มเททุกอย่างในการหลบหนีจากอสรพิษเพลิงสีชาด
หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้วซ่งไป่หลางจึงเดินทางไปยังน้ำตกลมปราณรอคอยจนผู้าุโจางและฉินจีมาถึง แน่นอนว่าทั้งสองย่อมไม่อาจคาดเดาได้ว่าซ่งไป่หลางได้เคยเข้าไปยังซากวิหารมาก่อน
ภายใต้การคุ้มครองของสองศิษย์อาจารย์ซ่งไป่หลางเดินทางกลับมายังนิกายด้วยสภาพอ่อนแอและได้รับาเ็ผู้าุโจางแม้จะเสียดายเื่ซากวิหารอยู่บ้างแต่เมื่อได้ยินว่ากลิ่นอายของวิเศษได้หายไปแล้วเขาเองก็มีแิไม่ต่างจากคนอื่นว่ากลิ่นอายเ่าั้คงเป็เพียงเศษเสี้ยวกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่จากอดีตกาลเท่านั้น
หลังจากกลับมาถึงที่พักซ่งไป่หลางสนทนากับฉินจีเล็กน้อยเพื่อให้นางคลายความกังวลเกี่ยวกับอาการาเ็ของตนเขายังได้รับสมุนไพรและของวิเศษอีกเล็กน้อยจากผู้าุโจางเพื่อทำการรักษาให้กลับมาเป็ปกติเนื่องจากการประลองสิบนภาที่ใกล้จะมาถึงผู้าุโจางนั้นมีความคาดหวังค่อนข้างมากที่จะให้ซ่งไป่หลางพัฒนาตัวเองให้กลายเป็ศิษย์สายนอกอันดับต้นๆและแสดงฝีมือออกมาในงานประลองนั้น
เมื่อไร้ซึ่งผู้รบกวนซ่งไป่หลางหยิบเอาตราหยกและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วยความระมัดระวังเซี่ยหยางเองก็ได้ใช้พลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอายของโลหิตศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกไปจนกระตุ้นความสนใจจากคนในนิกาย
“อาจารย์ข้าจะดูดซับพลังของโลหิตศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยวิธีไหน”ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม พลังของโลหิตศํกดิ์สิทธิ์นั้นมีความบริสุทธิ์เป็อย่างมากทั้งยังมีกลิ่นอายที่เก่าแก่และทรงพลังหากเป็บุคคลทั่วไปอย่าว่าแต่ซึมซับพลังของมันลำพังหมายจะยังไม่แน่ว่าจะสามารถกระทำได้
“โลหิตศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนธรรมดาทั่วไปคงยากที่จะดูดซับได้แต่เ้ามีิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเป็รากฐานสามารถฝึกฝนได้โดยใช้วิธีเดียวกับข้าในอดีต ใช้หนึ่งโลหิตสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์หล่อหลอมร่างกายให้เป็เช่นเดียวกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์”
“หนึ่งโลหิตสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์หล่อหลอมร่างกาย” เพียงได้ยินประโยคนี้ซ่งไป่หลางก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“นี่เป็วิธีการพิเศษที่ข้าได้รู้มาจากการทุ่มเทเวลานับสิบปีในการศึกษาเื่ราวประวัติศาสตร์ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์”เซี่ยหยางเอ่ย “ว่ากันว่าในอดีต โลกนี้เต็มไปด้วยดินแดนว่างเปล่าอันสับสนวุ่นวายสัตว์ปีศาจถือกำเนิดขึ้นจากพลังลมปราณและิญญาบริสุทธิ์ พวกมันโลกใบนี้ถืออำนาจเหนือทุกสรรพชีวิต”
“ต่อมามนุษย์ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็ปริศนา ว่ากันว่าเป็ความ้าของเทพาทว่ามนุษย์นั้นอ่อนแออย่างมากเมื่อเทียบกับสัตว์ปีศาจดังนั้นเทพาจึงมอบของขวัญบางอย่างเพื่อให้มนุษย์สามารถรอดชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”
“ของขวัญของเทพานั้นก็คือโลหิตศักดิ์สิทธิ์และผู้ที่ได้รับมันก็คือบรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั่นเองหลังจากได้รับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ คนผู้นั้นได้ใช้วิธีการพิเศษในการสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์หล่อหลอมร่างกายขึ้นมาใหม่ ใช้โลหิตเป็รากฐาน กำเนิดกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นิั พลังและิญญา”
“ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีวิธีฝึกฝนพลังต่างไปจากคนทั่วไปไม่เพียงฝึกฝนพลังลมปราณยังมีการฝึกฝนรากฐานศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยเมื่อใดที่พัฒนารากฐานศํกดิ์สิทธิ์ถึงระดับิญญา นับเป็ความแข็งแกร่งระดับสูงสุด”
‘รากฐานระดับิญญา’ซ่งไป่หลางเบิกตากว้าง “อาจารย์แท้จริงแล้วิญญาศักดิ์สิทธิ์คือรากฐานระดับิญญา”
“ถูกต้องตรงข้ามกับสมาชิกตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป ข้าเริ่มต้นจากการค้นหาิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ที่เป็ถึงรากฐานขั้นิญญาจากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนทว่าิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจทำให้ข้ามีพลังั้แ่รากฐานยังดีที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางปล่อยข้าเอาไว้พวกมันจึงทำทุกอย่างเพื่อไล่สังหารฆ่า เมื่อเป็เช่นนั้นข้าจึงสังหารพวกมันเช่นกันและนำโลหิตของพวกมันมาฝึกฝนสร้างรากฐานใหม่ั้แ่ต้นอีกครั้ง”
“ความแข็งแกร่งของรากฐานศักดิ์สิทธิ์นั้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้เพราะอย่างนั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์จึงนับว่าอยู่เหนือกว่าคนทั่วไปเป็ผู้ปกครองอย่างแท้จริง” เซี่ยหยางถอนหายใจ
การฝึกฝนด้วยการสร้างรากฐานศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ยากสำหรับซ่งไป่หลางที่มีิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัวทันทีที่เขาดูดซับพลังจากโลหิตศักดิ์สิทธิ์ไอพลังิญญาอันบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังก็วิ่งเข้าหลอมรวมกับพลังดั้งเดิมของซ่งไป่หลางภายใต้การสนับสนุนของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์
“ในขั้นแรกเ้าต้องใช้เวลาซึมซับพลังของโลหิตศักดิ์สิทธิ์สักสามถึงสี่วันจนกว่าฐานรากศักดิ์สิทธิ์จะถือกำเนิดขึ้น” เซี่ยหยางอธิบาย
โลหิตของซ่งไป่หลางเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างช้าๆไอพลังศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆหลอมรวมเข้ากับโลหิตของซ่งไป่หลางแม้ว่าจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าซ่งไป่หลางกลับรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
ในสิบชั่วยามแรกลมหายใจของซ่งไป่หลางแฝงเร้นไปด้วยไอพลังิญญาบริสุทธิ์ สิบชั่วยามต่อมา ร่างกายพลันแปรเปลี่ยนเป็บางเบาราวกับของเสียและขีดจำกัดทั้งหมดของร่างกายถูกกำจัดทิ้งไปซ่งไป่หลางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลหิตของตนคล้ายกับอวัยวะภายในทั้งหมดได้ถูกชำระล้างทีละน้อย
“ขั้นโลหิตศักดิ์สิทธิ์สร้างร่างกายใหม่ั้แ่จุดเริ่มต้นทำให้พลังกายมีความบริสุทธิ์เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปทั้งยังส่งเสริมให้อวัยวะทั่วร่างเกิดการแปรเปลี่ยน เมื่อฝึกขั้นโลหิตศักดิ์สิทธิ์จนทะลวงไปยังกระดูกเ้าจะมีความแข็งแกร่งระดับเทียบเท่าเหนืุ์โดยไม่จำเป็ต้องใช้พลังลมปราณแม้แต่น้อย”
เซี่ยหยางอธิบายหลักการในการฝึกฝนให้ซ่งไป่หลางฟัง‘แปลกนัก โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้มีความบริสุทธิ์สูงมากทั้งยังมีพลังมหาศาลจนทำให้ไป่หลางฝึกจนถึงขั้นสามของโลหิตศักดิ์สิทธิ์จนถึงตอนนี้พลังแฝงในโลหิตก็ยังไม่จางหายไปไม่แน่ว่าหากใช้พลังทั้งหมดที่แฝงอยู่ในโลหิตนี้อาจทำให้ไป่หลางฝึกถึงขั้นห้าได้สำเร็จ’
ทุกๆขั้นของฐานรากศักดิ์สิทธิ์จะมีอยู่ด้วยกันสิบระดับเมื่อผ่านพ้นระดับที่สิบจะทะยานไปสู่อีกขั้นหนึ่งตอนที่เซี่ยหยางเริ่มสร้างฐานรากด้วยโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของศัตรูที่เขาฆ่าไปตอนนั้นต้องใช้หยาดโลหิตจำนวนมหาศาลกว่าจะฝึกฝนได้เดิมทีคิดว่าอาจเป็เพราะความเข้าใจของตนไม่มากพอ ผิดกับซ่งไป่หลางที่มีตนคอยช่วยชี้แนะทว่าเมื่อเปรียบเทียบดูแล้วไม่แน่ความแตกต่างอาจจะมาจากโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกันก็เป็ได้
‘โลหิตที่มีความบริสุทธิ์ระดับนี้ไม่ใช่ของสมาชิกตระกูลทั่วไป ดีไม่ดีอาจเป็ถึงของหัวหน้าสาขาตระกูล’หัวใจของเซี่ยหยางพลันเย็นเยียบขึ้นมา เ้านิกายบัว์ในอดีตเป็ชนนั้นระดับใดกันแน่ถึงสามารถสร้างาแจากคนระดับนี้ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั้งยังสามารถเก็บซ่อนโลหิตเอาไว้ได้สำเร็จไม่แน่อาจจะด้อยกว่าตนเองตอนที่ยังมีร่างกายเพียงไม่กี่ขั้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามยิ่งโลหิตนี้สูงส่งเพียงใดก็ยิ่งเป็ผลดีกับซ่งไป่หลางเท่านั้น
ในที่สุด่ระยะเวลาพักหนึ่งเดือนของนิกายได้สิ้นสุดลงศิษย์ทุกคนที่เดินทางกลับไปยังตระกูลถูกเรียกตัวกลับมาที่นิกายเพื่อทำการฝึกฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์สายในและศิษย์หลักอันดับต้นๆทุกคนล้วนถูกผู้าุโที่เป็อาจารย์เรียกตัวเข้าฝึกฝนอย่างเข้มงวดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประลองสิบนภา
“ในการประลองสิบนภาจะมีการเลือกตัวแทนคือศิษย์หลักจำนวนห้าคนและศิษย์สายในจำนวนห้าคน โดยเลือกจากตัวแทนของศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ยังมีเวลาอีกสามเดือนก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้นระหว่างนั้นจะมีการอนุญาตให้ศิษย์สายในและศิษย์หลักทำการท้าประลองศิษย์ห้าอันดับแรกที่ถูกกำหนดชื่อโดยเ้านิกายหากมีผู้ใดเอาชนะห้าอันดับแรกได้ก็จะได้รับสิทธิ์ให้เข้าร่วมการประลองสิบนภาแทนคนที่พ่ายแพ้”
กติกาในการเข้าร่วมชิงตำแหน่งผู้เข้าประลองได้ถูกประกาศให้รู้โดยทั่วกัน
ศิษย์สายในห้าอันดับแรกนั้นล้วนมีพลังไม่ต่ำกว่าขั้นเก้าก่อกำเนิดสองอันดับแรกเป็ถึงขั้นเที่ยงแท้ คนหนึ่งคือเสวี่ยเจิ้งที่เพิ่งฝึกฝนพลังทะลุไปยังขั้นเที่ยงแท้ได้สำเร็จอีกคนแน่นอนว่าต้องเป็ซ่งเจียหลาน ทายาทตระกูลซ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน
ซ่งไป่หลางเก็บตัวฝึกอย่างเงียบงันโดยไม่มีใครรบกวนทว่าวันเวลาอันสงบสุขของเขาได้ผ่านพ้นไปเมื่อซ่งเจียหลานได้กลับมาถึงนิกาย
“ไป่หลางออกมาพบกับข้า”เสียงอันเ็าของหญิงสาวดังขึ้นจากด้านนอกเรือนพักของซ่งไป่หลาง
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นผ่อนลมหายใจััได้ถึงความละเอียดอ่อนในสายโลหิตของตน ‘ที่แท้เป็ซ่งเจียหลาน’
ประสาทััของซ่งไป่หลางพัฒนาขึ้นมากสามารถแยกแยะตัวตนของคนภายนอกได้อย่างรวดเร็วนอกจากซ่งเจียหลานแล้วยังมีศิษย์สายในพลังระดับเก้าก่อกำเนิดอีกสามสี่คนตามนางมาด้วย
ซ่งไป่หลางก้าวเดินออกจากเรือนพักดวงตากวาดมองซ่งเจียหลานและผู้ติดตามอย่างเฉยชาไร้ซึ่งอารมณ์
“ไป่หลางในฐานะที่เราต่างก็เป็คนตระกูลซ่ง สำหรับของขวัญที่เ้ามอบแก่ข้าข้าจะช่วยส่งเสริมเ้าในฐานะศิษย์สายใน จงติดตามข้าไปที่หุบเขาต้องห้ามข้าจะแบ่งทรัพยากรที่เก็บเกี่ยวได้ให้เ้าหนึ่งส่วน”
ผู้ติดตามของซ่งเจียหลานมีสีหน้าไม่พอใจทว่าไม่อาจเอ่ยอันใดได้ซ่งเจียหลานนั้นมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับศิษย์สายในเดิมทีขนาดผู้ติดตามอย่างพวกตนยังได้ส่วนแบ่งเพียงคนละไม่ถึงครึ่งส่วนแต่นางกลับเอ่ยว่าจะมอบให้ซ่งไป่หลางหนึ่งส่วนทั้งที่อีกฝ่ายมีระดับพลังน้อยกว่าทำให้พวกเขารู้สึกไม่ยินยอม
“หนึ่งส่วน”ดวงตาของซ่งไป่หลางฉายประกายเย้ยหยันหากเขา้าทรัพยากรขอเพียงเดินเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามหนึ่งวันเขาก็ได้มากกว่าส่วนแบ่งของซ่งเจียหลานเป็ร้อยๆเท่าแล้ว
“ถูกต้องข้าเห็นแก่ว่าเ้ากับข้าเป็คนตระกูลเดียวกันดังนั้นระหว่างที่ข้ายังเป็ศิษย์สายในข้าจะช่วยให้เ้าเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงภายในสามปีเ้าย่อมสามารถทะยานขึ้นมาเป็อันดับหนึ่งแทนข้าที่จะกลายเป็ศิษย์หลักได้”ซ่งเจียหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ขออภัยแต่ข้าไปกับพวกท่านก็เป็ตัวถ่วงเปล่าๆ พวกท่านไปกันเองเถอะ”เอ่ยเพียงเท่านี้เขาก็ปิดประตูใส่หน้าซ่งเจียหลานอย่างไม่ใยดี