บทที่ 17
โต้ตอบ
ภายในกระโจมพักในเมืองชายแดนเสียงหัวเราะของรองแม่ทัพอู๋เสี่ยวกวนดังลั่นพร้อมกับเอ่ยชื่นชมเด็กหนุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือ “ ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมเป็อย่างมากเ้ามีความสามารถอย่างที่ข้ามองเห็นจริงๆด้วย ”
รองแม่ทัพทำการกล่าวออกมาพร้อมกับยกถ้วยชาภายในมือของตนเองขึ้นดื่มด้วยท่าทางที่เต็มเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
ยามนี้การป้องกันประตูเมืองเพิ่งผ่านพ้นไปพวกทหารเ่าั้ถอยไปได้เพียงแค่หนึ่งช่วยยามเท่านั้น
ท้องนภาบริเวณด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสียามนี้ท้องนภามันกำลังแปลเปลี่ยนกลายเป็สีส้มอมแดงพระอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องแสง
กำลังจะเข้าสู่ยามวิกาลบรรยากาศนั้นเริ่มเย็นตัวลงความร้อนระอุใน่ยามกลางวันนั้นเริ่มจางหาย
จางิที่นั่งอยู่ภายในกระโจมด้วยที่นั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับท่านรองแม่ทัพยิ้มรับแล้วก็พยักหน้าอย่างยินดี
มีการป้องกันเมืองแห่งนี้ได้มันถือได้ว่าเป็ความดีความชอบของเขาเลยเป็เพราะว่ากลอุบายที่ใช้ออกมามันเลยทำให้สามารถจัดการกับสถานที่แห่งนี้ได้
“ แต่ว่าในตอนนี้พวกเรามีเื่ที่จะต้องกระทำอีกนะขอรับ”
“ ที่จะต้องกระทำหมายความว่าอย่างไรในตอนนี้พวกมันถอยทัพกลับไปแล้วจากการที่ค่างั้นคาดเดาความมันจะตั้งตัวและทำการบุกมาอีกครั้งคงจะต้องใช้เวลา” อู๋เสี่ยวกวนทำศึกมาไม่น้อยในตอนนี้เห็นพวกกองทัพเ่าั้โดนสังหารไปมากกว่าหกส่วนจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองวัน
แล้วกว่าจะถึงในเวลานั้นมันเองก็เป็ไปอย่างที่มันคาดคิดแล้วมันสามารถถ่วงเวลาให้จดหมายลับเดินทางไปถึงมือของเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน
หรือว่าเป็จุดประสงค์ที่มันสำเร็จและก็ลุล่วงไปด้วยดีเพราะแบบนั้นในยามนี้มันไม่จำเป็จะต้องกังวลอันใดแล้ว
จางิส่ายใบหน้าของตนเองไปมาก่อนที่จะพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ มัน้าจดหมายอันนั้นจริงๆอย่างไรก็ต้องปลุกไปอีกอย่างแน่นอนแล้วกลยุทธ์ของพวกเราคงจะไม่สามารถใช้ได้อีก”
“ อย่างไรเสียเราก็จำเป็จะ้าป้องกันเมืองนี้เอาไว้ด้วยไม่ใช่อย่างนั้นหรือขอรับถ้าไม่สามารถใช้กลยุทธ์ดังได้ก็เกรงว่าจะไม่สามารถต้านทานได้”
“ เช่นนั้นเ้าจะให้ทำอย่างไรมีแผนการอันใด?”
จางิแสดงรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นมา “ ถ้าเช่นนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่ขอรับแผนการของข้าคือการตอบโต้กลับใน่เวลานี้พวกมันตั้งทัพอยู่บริเวณห่างไกลออกไปจากสถานที่แห่งนี้ประมาณนึง”
“ พวกเราสามารถทำการตอบโต้กับมันในตอนนี้ได้ในตอนนี้พวกมันกำลังาเ็แล้วก็ยังคงไม่สามารถตั้งตัวได้เพราะแบบนั้นเราก็ไม่จำเป็จะต้องทำให้มันนั้นตั้งตัวได้นขอรับ ”
เขาเลือกใช้วิธีการบุกสวนกลับอย่างรวดเร็วการที่เลือกใช้วิธีนี้ออกมาก็เป็เพราะว่าลองประเมินจากกำลังทหารในยามนี้
กำลังทหารของฝ่ายเขาดูเหมือนว่าจะาเ็เล็กอีกฝ่ายสามารถทำการตอบโต้กลับในส่วนที่ได้ในทันที
รองแม่ทัพคิดเล็กน้อยแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่มันเองก็น่าจะดีในการย้ำโจมตีอีกฝ่ายให้มันาเ็ยิ่งกว่านี้
หลังจากที่ก้มหน้าคิดเล็กน้อยก็ค่อยเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ตอบกลับไป “ ได้!!! ”
….
ยามวิกาลบนท้องนภาปกคลุมไปด้วยม่านเมฆสีดำสนิทสายลมยามราตรีบริเวณชายแดนของอาณาจักรชิงยามนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืด
ค่ายพักแรมที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนะเป็ค่ายพักแรมของทหารม้าที่ถูกจัดตั้งขึ้นมายามนี้ทหารม้าที่ทำการบุกโจมตีเข้าไปภายในเมืองชายแดนของอาณาจักรฉีต้องถอยกลับมาตั้งหลักที่สถานที่แห่งนี้
สภาพของพวกมันนั้นทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยาแเพราะการบุกก่อนหน้านี้พวกมันไม่สามารถทำได้สำเร็จแถมยังโดนตอบโต้กลับมาด้วยกลยุทธ์เช่นนั้น
เพราะแบบนั้นในยามนี้เลยเป็อย่างที่เห็นร่างกายและสภาพจิตใจของพวกมันเต็มไปด้วยความอิดโรยบริเวณกระโจมตำแหน่งที่ตั้งของผู้นำทหารม้าเหล่านี้
ชายวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดเกราะกว่าสายตามองบริเวณรอบรอบมันเป็แม่ทัพของทหารม้าเมื่อมองดูแล้วพวกทหารของพวกมันนั้นเต็มไปด้วยความอิดโรยก็แสดงใบหน้าที่เคร่งเครียดแล้วเดินกลับไปที่กระโจม
เดินกลับเข้ามาภายในกระโจมที่มีตะเกียงน้ำมันถูกจุดเอาไว้ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสว่างไสวมันเดินเข้ามาแล้วก็ทิ้งร่างกายของตนเองลงไปนั่งที่บริเวณเก้าอี้
ทิ้งร่างกายของตนเองนั่งลงบนเก้าอี้ทำการถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวขึ้นมากับตนเอง “ เหตุใดถึงเป็เช่นนี้ได้ในตอนแรกพวกมันยังไม่มีกลยุทธ์ในการรับมือเช่นนี้เลยผู้ใดเป็คนแนะนำ? ”
ตอนนี้มันกำลังประหลาดใจเพราะในตอนแรกมองเห็นว่าพวกนั้นไม่มีหนทางในการรับมืออะไรด้วยซ้ำแต่อยู่อยู่พวกมันเองก็สามารถรับมือได้ราวกับว่ามีคนบอกแผนการของพวกมัน
หลังจากที่ขบคิดอย่างหนักก็มิได้อันใดมันค่อยค่อยเอนหลังไปพิงกับเก้าอี้แล้วพับดวงตาทั้งสองข้างปิดลงทำการงีบหลับไปเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยหรอ
แต่ในขณะที่ตนเองนั้นกำลังรีบกลับดวงตาปรากฏซึ่งความมืดที่รายล้อมอยู่อยู่มันเองก็ได้ยินเสียงบางอย่างจนทำให้มันสะดุ้งตื่น
เสียงที่มันดังขึ้นมาดังขึ้นมาจากบริเวณด้านนอกทำให้แม่ทัพของกองทหารม้าผู้นี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังนี้ปรับสะดุ้งขึ้นมา
ดวงตาของมันกว่าไปมองบริเวณรอบๆแล้วก็พยายามเอี้ยวหูฟังเสียงที่ตนเองได้ยินขาทั้งสองข้างเบิกทางขึ้นเมื่อพยายามเอียงหูแล้วก็ฟังกับสิ่งที่ตนเองนั้นได้ยินก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากด้านนอกจริงๆ
“ นี่มันอันใดกันแย่แล้วมีศัตรูบุก!!!!”
รีบวิ่งออกไปบริเวณด้านนอกอย่างรวดเร็วเพื่อไปดูว่าบริเวณด้านหน้านั้นมีอันใดเกิดขึ้นก่อนหน้า
เมื่อเท้าของตนเองสาวเท้าออกไปบริเวณด้านนอกทำการนำร่างของตนเองออกไปบริเวณด้านนอกกระโจม
พบเห็นกับภาพที่ตนเองได้ไม่คาดคิดค่ายพักแรมที่มันกำลังตั้งอยู่ในตอนนี้กำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงทหารภายใต้บังคับบัญชาของมันที่อยู่ในสภาพอิดโรยกำลังโดนทหารของทางฝั่งดินแดนฉีบุกโจมตี
มันทั้งตื่นตระหนกทั้งสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้า
พยายามรวบรวมสติของตัวเองแล้วก็ลองไตร่ตรองดูว่านี่มันอันใดกันแน่จากที่ลองไตร่ตรองแล้วก็ขบคิดอย่างหนักอยู่ประมาณสองลมหายใจมันจึงตั้งสติแล้วรีบสั่งการ “ รีบถอยออกจากบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว!!!”
ประสบการณ์ของมันไม่ใช่คนโง่ถึงจะทำการสู้รบบริเวณนี้อย่างไร้ก็พ่ายแพ้เพราะแบบนั้นจึงรีบให้ทำการถอยไปจากบริเวณนี้
ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายในบริเวณนี้และทำการสู้ต่อไปก็คงจะไม่มีความหมายอันใดไม่มีทางชนะจึงสั่งการให้ทหารนั้นถอย
ทหารที่โดนโจมตีพวกมันบางส่วนสามารถถอยได้แต่ความเสียหายครั้งนี้เกรงว่าจะเหลือกำลังเพียงแค่สองส่วนจากในตอนแรกที่นำมาถึง 600คน
ผู้ที่เป็ผู้นำของกองกำลังทหารม้ามันได้รีบะโขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็วแล้วก็ควบอาชามุ่งตรงออกไปจากบริเวณนี้
มันทำการควบอาชาของตนเองเคลื่อนที่ออกไปบริเวณด้านหลังค่ายเพื่อที่จะหนีออกไปให้รวดเร็วที่สุด
าาตัวสีดำกำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดกำลังผ่านป่าใหญ่เครื่องที่มุ่งตรงออกจากบริเวณนี้
ในตอนนี้ทหารที่หนีออกมาจากสถานที่แห่งนั้นแยกย้ายกระจัดกระจายแล้วหนีไปคนละทิศคนละทาง
ผู้ที่เป็ผู้นำของกองกำลังทหารม้าผู้นี้เองก็เช่นเดียวกันจากการดักโจมตีอย่างไม่คาดฝันทำให้มันต้องหนีออกมาจากบริเวณนั้นเพียงผู้เดียว
ขณะที่กำลังเคลื่อนที่แล้วออกไปจากบริเวณนี้อาชาที่กำลังวิ่งอย่างรวดเร็วอยู่อยู่ก็มีเงามืดหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามากระโจนใส่ภาชนะที่มันกำลังขับเคลื่อนอยู่
เงาสีดำนั้นกระโจนเข้ามาในครั้งเดียวแล้วก็ลากอาชาตนนั้นเข้าไปภายในป่าทำให้ร่างของแม่ทัพผู้นั้นกระเด็นตกจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว “ ตู้บ!!! ”
ร่างกายของมันตกหล่นลงมากระแทกกับพื้นความมืดมิดมันสงบสติอารมณ์ของตนเองแล้วรีบลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดวงตากวาดไปมองบริเวณรอบรอบมองหาต้นต่อที่พุ่งเข้ามาโจมตีมันในขณะกำลังจ้องมองหาอยู่นั้นสายลมรูปหนึ่งพัดมาพัดพาต้นไม้ให้เอนเอียงไปมาเปิดพื้นที่ให้แสงจันทราสาดส่อง
จันทราสาดส่องลงมาบริเวณด้านล่างปรากฏร่างเงาของหมาป่าตัวหนึ่งออกมาจากบริเวณด้านหน้า
“ สัตว์อสูร?” แม้จะมองเห็นว่าเป็สัตว์อสูรแต่มันเองก็จำได้ในทันทีว่าเ้าสัตว์อสูรตอนนี้เป็ตอนเดียวกับที่เข้ามาเล่นงานพวกมัน
มันยกดาบเหล็กภายในมือของตนเองขึ้นพร้อมกับจะเข้าปะทะกับสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณด้านหน้าชายผู้นี้ยกดาบของตนเองขึ้นมันตั้งใจจะเข้าปะทะ อย่างไรเสียมันเองก็เป็ผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธยามนี้พบเจอสัตว์อสูรเบื้องหน้ามองเห็นเป็เพียงแค่หมาป่าโลหิตไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย
แต่ในขณะที่ตั้งใจจะเข้าไปขากลับมันดวงตาทั้งสองข้างของชายผู้นี้ได้เบิกความขึ้นมา
ดวงตาทั้งสองข้างของชายวัยกลางคนสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มที่มันปรากฏกายออกมาบริเวณด้านหลังของหมาป่าโลหิตตนนี้
รูปลักษณ์ที่ดูขนตาเมื่อมันมองเห็นภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกพร้อมกับกล่าวออกมาราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อ “ รัชทายาท? ”
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าของมันนั้นเป็ภาพเลือนลางรีบยกมือของตนเองขึ้นมาแล้วก็ขยี้ตาของตนเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อขยี้ดวงตาของตนเองและพบเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามิใช่ภาพลวงตาแต่เป็องค์รัชทายาทจริงๆมันยิ่งตื่นตระหนกใมากขึ้นไปอีก
“ เ้าน่าจะตายไปแล้วเหตุใดถึงมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ได้?” ชายผู้นั้นกล่าวออกมาราวกับรู้บางอย่าง
จางิปรากฏกายออกมาเบื้องหน้าของมันแสดงใบหน้าเ็าแล้วก็พูดขึ้นมา “ เ้าเองก็รู้เื่ที่ข้าโดนลอบสังหารจริงๆด้วยเสียงนะถ้าเช่นนั้นเ้าเองก็น่าจะรู้ว่าผู้ใดที่เป็คนสั่งการ”
จางิมองเห็นั้แ่แรกแล้วมองเห็นแม่ทัพทหารม้านี้ที่นำทัพมาเขาจำได้ว่ามันเป็น้องชายของแม่ทัพที่ลงมือใช้กระบี่เล่มนั้นเสียบทะลุร่างกายของเขาอาณาจักรชิงทั้งสองวันจะถูกเรียกว่าสองแม่ทัพพี่น้องสกุลตง
มันเป็เป้าหมายของเขาั้แ่ในตอนแรก
เมื่อได้ยินผู้ที่อยู่ด้านหน้าพูดออกมาแม่ทัพทหารม้าผู้นี้ร่างกายก็สั่นสะท้านดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสับสนฉายแววความพิรุธออกมาอย่างชัดเจน
จบบท