บทที่ 21
ผมยืนฟังเสียงทหารพวกนั้นบ่นเงียบๆ ดูเหมือนผู้กองจะไม่ค่อยชอบใจที่ทหารเหล่านี้แสดงกริยาแบบนี้
“เงียบ” ผู้กองตะโกนสั่ง
“อย่างที่พวกเจ้าได้ยิน ตั้งแต่วันนี้นายน้อยคลาวด์จะมาเป็นครูฝึกของพวกเจ้า” ผู้กองอธิบาย
“ถึงจะเป็นลูกท่านเอริกก็เถอะ เด็กแบบนี้จะไหวเร้อ” ทหารนายนึงพูดออกมาให้ผมได้ยิน หึเป็นซะแบบนี้คงต้องเล่นบทโหดซักหน่อย
“ผมขออนุญาตสั่งสอนหน่อยนะครับผู้กอง” ผมบอกผู้กองที่ยืนอยู่ข้างๆ
“พวกคุณอาจจะเห็นผมยังเด็ก หรือกำลังเข้ามาเล่นสนุก แต่ผมบอกไว้เลยพวกคุณนั้นอ่อนแอ เรียกได้ว่าขยะ ผมไม่เข้าใจพวกคุณเป็นทหารได้ยังไงดูทหารนายนั้นสิอ้วนเป็นหมูซะขนาดนั้น” ผมเริ่มดูถูกพวกนั้น
“ว่าไงนะอย่าคิดว่าเป็นลูกท่านเอริกแล้วจะมาพูดแบบนี้กับพวกเราได้ พวกเราเป็นทหารมาหลายสิบปี เด็กจะไปรู้อะไร” ทหารที่ผมว่าอ้วนตะโกนออกมาส่วนคนอื่นๆก็เริ่มว่าผมแล้วเช่นกัน
“ผมขอย้ำอีกครั้งพวกคุณมันอ่อนแอ ไร้ค่า เป็นได้แค่สวะ” ดูเหมือนทุกคนจะเริ่มโกรธกันแล้ว คำด่าทอเริ่มออกมามากขึ้น แต่ดูเหมือนทหารในหน่วยผู้กองยังนิ่งอยู่แม้มีบางคนมองผมด้วยสายตาดูถูกก็ตาม
“พูดแบบนี้จะไม่เป็นไรหรอคลาวด์ ถึงผมจะรู้แค่อยากสั่งสอนก็เถอะ” ผู้กองชักไม่แน่ใจทหารในหน่วยของเขาจะไม่พูดอะไร เพราะหลายคนเดินทางไปกับท่านเอริกด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยเห็นฝีมือนายน้อยที่จัดการก๊อบลินถึงจะไม่ได้เห็นกับตาแต่เพียงแค่เห็นสภาพศพก็ หนาวแล้ว
“ไว้ใจผมเถอะครับผู้กอง สภาพทหารแบบนี้ถ้าปล่อยไปอนาคตมีตัวอะไรบุกเข้ามารับรองว่าตายหมดแน่ๆ” ผมบอกกับผู้กอง
“ผมไม่ยอมรับ เด็กอย่างนี้เนี่ยนะจะมาเป็นครูฝึกทหาร คิดว่ากำลังเล่นอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ” ทหารอ้วนนายนั้นตะโกนใส่ผม
“ถ้างั้นผมจะทำให้ยอมรับเอง ทุกคนไปที่ลานซ้อม” ผมเดินนำไปทันที จากนั้นพวกทหารที่ไม่พอใจทั้งหลายก็เดินตามไป
“เอาล่ะ ผมขอท้าสู้กับทหารทุกนาย จะใช้อาวุธก็ได้ผมจะใช้แค่มือเปล่า ถ้าล้มผมได้ เอาไปเลย 50 เหรียญทอง” ผมยืนกลางลานซ้อม
“ได้อยากรู้จริงๆ ท่านเอริกคิดอะไรอยู่ถึงให้เด็กแบบนี้มาเล่นเป็นครูฝึกฝีมือจะแค่ไหนเชียว” ทหารอ้วนที่ไม่ยอมรับผมเมื่อครู่ออกมาเป็นคนแรก
“จะเข้ามาพร้อมๆกันก็ได้นะ” ผมตั้งการ์ดมวยบอกทหารที่อยู่รอบๆทันที
“หนอย !! เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะเจ้านั่นฝีมือดีอันดับต้นๆของพวกเราเลย “ ทหารคนนึงพูดออกมา
“ขอสั่งสอนหน่อยเถอะ แล้วก็จำชื่อข้าเอาไว้ข้าคือดันเต้ ข้าจะอัดให้กลับบ้านไม่ทันเลยล่ะ” อ่อทหารตรงหน้าผมชื่อดันเต้นี่เอง
“จะไม่ใช้อาวุธหรอ” ผมถามหลังจากเห็นเข้ามามือเปล่า
“ข้าไม่อยากรังแกเด็ก” ดันเต้พูดจบวิ่งเงื้อหมัดเข้ามาทันที
“ย้าก !!!!!” เหอะจะตะโกนออกมาทำไมผมไม่เข้าใจ แถมวิ่งช้าเป็นเต่าขนาดนั้น น่านหน้าอกก็เปิดโล่งช่องว่างเต็มไปหมด นี่มันท่าต่อยแบบนักเลงในตำนานชัดๆ
ผมรอให้ดันเต้เข้ามาในระยะ ผมยกขาขึ้นงอเข่าเตรียมถีบทันที เมื่อเข้ามาในระยะผมยืดขาถีบออกไปเต็มหน้าอก
ดันเต้ลอยกระเด็นไปเกือบ 2 เมตร เค้าค่อยๆลุกขึ้นดูเหมือนจะจุกนะนั่น
“อ่อนหัด วิ่งเข้ามาแบบนั้นเปิดช่องว่างให้โจมตีเพียบ แล้วก่อนโจมตีจะตะโกนทำไม นี่หรอทหารของเมืองท่านพ่อ เหมือนนักเลงข้างถนนไม่มีผิด” ผมกล่าวดูถูกทุกคนอีกครั้ง
“ดันเต้ อย่าเล่นสิเว้ย อัดมันเลย” เพื่อนทหารของดันเต้ตะโกนบอก
“เมื่อกี้ข้าประมาทไปหรอกน่า” ดันเต้เดินเข้ามาอีกครั้งดูเหมือนครั้งนี้จะเลิกประมาทแล้วสินะ
ดันเต้เห็นผมยังไม่ขยับเค้าจึงวิ่งเข้ามาออกหมัดใส่ผมทันที
เฮ้อช้าชะมัดผมคิดในใจ ผมจะรีบจบให้เร็วที่สุดละกัน จะได้ฝึกๆซะที ผมหลบหมัดและเอามือทั้งสองข้างจับท้ายทอย เพื่อผมจะเข้าคลุกวงใน ผมเข่าใส่ลิ้นปีดันเต้ทันที
แหวะ !! ว่าแล้วอ้วกแตกเมื่อเช้าคงยัดเข้าไปเยอะสินะ เหอะๆ ดันเต้ลงไปกองกับพื้น
“อ่อนแอ นี่น่ะหรอที่พวกคุณบอกว่าฝีมืออันดับต้นๆ เอาล่ะเข้ามาให้หมด ใครสร้างบาดแผลให้ผมได้เอาไปเลย 100 เหรียญทอง” ผมตั้งท่าอีกครั้ง
“ลุยเลยพวกเรา”
“เออให้รู้ซะบ้างพวกเราทหารเมืองบาร็อค”
“ผู้กองพวกเราเอาไงครับ” ทหารนายหนึ่งของหน่วยผู้กองถาม
“อยากลองของก็เอา ข้าไม่เอาด้วยหรอก ก๊อบลินวันนั้นเป็นฝีมือนายน้อยคลาวด์ พวกเจ้าก็เห็นสภาพแล้ว ให้พวกเราทั้งหน่วยไปสู้กับฝูงก๊อบลินนับร้อยยังไม่รู้จะไหวรึป่าว” ผู้กองบอกกับลูกน้อง
“เหอะๆ วันนั้นผมเห็นสภาพศพแล้วผมก็ไม่อยากจมูกยุบแบบก๊อบลินหรอกครับ” ลูกน้องผู้กองตอบ
ทางด้านผมทหารทั้งหลายเริ่มวิ่งเข้ามาลุมผมแล้ว ผมหลบหมัดพวกเค้าและออกหมัดแยปด้วยซ้ายเท่านั้น ผมออมมือแล้วนะ
“ย๊าก !!” ทหารคนนึงเงื้อดาบออกมาฟันผมหลังจากโดนหมัดไปหลายที
ผมจับข้อมือทหารนายนั้นก่อนจะแยปหมัดตรงไปที่หน้า
อ๊าก !! ทหารนายนั้นเอามือกุมจมูกและลงไปนอนร้องโอดโอยทันที
ผ่านไป 10 นาที
ตอนนี้ทหารทุกนายที่เข้ามาลองของต่างนอนร้องโอดโอยกับพื้นหมดแล้ว
“พวกคุณคงเห็นแล้วว่าฝีมือพวกคุณเป็นยังไง ถ้าเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นพวกคุณที่ต้องรับมือกับก๊อบลิน ผมมั่นใจพวกคุณทั้งหมดตายแน่นอน” ผมเอ่ยบอกกับทหารที่นอนอยู่รอบๆผม
“ผมให้เวลาพัก 20 นาที หลังจากนั้นมาตั้งแถว” ผมบอกและออกไปยืนรอกับพวกผู้กอง
“คลาวด์ฝีมือดีจังเลยนะ ท่านเอริกสอนให้หรอ” ผู้กองถามผม
“ใช่ครับท่านพ่อสอนผมมาตั้งแต่เด็กๆ” ผมโกหกออกไป หลักจากนั้นพวกทหารได้มาตั้งแถวรวมตัวกันแล้ว ผมไล่มองไปทีละคน ผมเห็นสายตาแต่ละคนดูเหมือนจะเลิกดูถูกผมแล้ว
“พวกคุณไม่สมควรเป็นทหารของเมืองบาร็อคเลยแม้แต่น้อย” ผมพูดออกไปหลายคนเริ่มหน้าเสีย
“แต่เพราะเหตุนั้นผมจึงมาเป็นครูฝึกทหารให้พวกคุณนับตั้งแต่นี้ไป” ผมบอกออกไป
“ถ้าผมฝึกผมจะแข็งแกร่งขึ้นใช่มั้ยครับ” ดันเต้บอกออกมาเค้าเป็นทหารอ้วนคนแรกที่ลองของกับผมนั่นเอง
“แน่นอน ผมรับรองว่าต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่” ผมพยักหน้า
“ผมอยากแข็งแกร่ง !!” ดันเต้ตะโกนออกมา
“พวกเราอยากแข็งแกร่ง” ทหารทั้งหลายตะโกนออกมาพร้อมกัน
“งั้นก็เริ่มฝึกกันเลย ก่อนอื่นวิ่งรอบเมือง 10 รอบปฏิบัติ” ผมสั่ง
“หา!!!!!!!” หลายเสียงร้องเสียงหลง
“ต้องตอบว่ารับทราบ เอาใหม่วิ่งรอบเมือง 10 รอบปฏิบัติ” ผมสั่งอีกครั้ง
“รับทราบ” หลายคนตอบรับผมส่วนบางคนยังยืนนิ่งอยู่
“ไม่ได้ยิน” ผมตะโกนเสียงดัง
รับทราบ !!!! ครั้งนี้เสียงดังฟังชัด
ผมออกวิ่งนำไปทันที โดยมีเหล่าทหารทั้ง 40 นาย วิ่งตามผมออกมา ก่อนอื่นก็ต้องสร้างกล้ามเนื้อ และกำลังก่อนจะฝึกขั้นต่อไปสินะ อ่าผมลืมไปได้ยังไงเมื่อก่อนผมเห็นพวกตำรวจและทหารวิ่งผ่านหน้าวัดทุกเช้า ผมเห็นเค้าร้องเพลงขณะวิ่งด้วย ผมเคยถามหลวงพี่ดุว่าทำไมต้องร้องเพลง หลวงพี่บอกผมว่า ถ้าร้องไปวิ่งไปมันจะทำให้ปอดขยาย ทำให้วิ่งได้อึดขึ้น
“เอาล่ะเราจะร้องเพลงไปด้วยขณะวิ่ง ทหารทุกนายร้องตามผม” ผมตะโกนบอกข้างหลัง
จากทะเล แดนไกลใครจะเห็น......ยากลำเค็ญ เพียงใดใจยังมั่น......จะปกป้อง ผองภัยชั่วนิรันดร์......สิ้นชีวัน ก็ยังห่วงหวงแผ่นดิน......ด้วยหน้าที่ ชีวิตรับผิดชอบ...... คือคำตอบ ที่รบอยู่มิรู้สิ้น......ความภูมิใจ ลึกล้ำด่ำอาจิณ......รักแผ่นดิน รักเกียรติศักดิ์ชาติทหาร......คิดถึงยอด หฤทัยใจจะขาด......แต่ไม่อาจ ตัดใจทิ้งไปได้......ด้วยหน้าที่ ศรัทธาสาใจกาย......คงความหมาย เกินค่ากว่าชีวี......ส่งใจข้ามขอบฟ้า ห่วงหาเสมอ......หวังเพียงเธอ นึกถึงผู้อยู่ที่นี่......ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้......ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา……♩♪♫♬♩♪♫♬ แรกๆที่ผมร้องเพลงไปหลายๆคนยังร้องไม่ได้ ผมร้องนำอยู่หลายรอบ ดูเหมือนบางคนจะเริ่มร้องได้แล้ว
“เอ้าก้าวเท้าให้พร้อมกันด้วย ข้างหลังเสียงแผ่วลงแล้วดังกว่านี้” ผมตะโกนบอกด้านหลัง
ขณะที่พวกเราวิ่งอยู่นั้นระหว่างทางมีชาวบ้านเห็นมากมายหลายคนหัวเราะ หลายคนทำหน้างง เพราะไม่เคยเห็นทหารเหล่านี้ฝึกซ้อมหรือ ทำอะไรเลยนอกจากอยู่ที่ค่าย ผมยังคงวิ่งต่อไป
ผ่านไป 4 รอบเท่านั้นดูเหมือนพวกทหารจะไม่ไหวกันแล้ว มีเพียงผู้กองและลูกหน่วยเท่านั้นที่ยังพอไหว แต่ก็หอบแฮ่กกันหมดแล้ว เฮ้อวันแรกผมคงให้ฝืนไม่ได้สินะ
“เอาล่ะวันนี้เห็นว่าเป็นวันแรก ผมจะอนุโลมให้ วิ่งอีก 1 รอบแล้วพักได้” ผมตะโกนบอกเพราะว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว ผมว่าจะทำอาหารให้ได้ทานกันซักหน่อย
“แค่ 2 รอบแรกข้าก็แทบคลานแล้วช่วยพยุงข้าทีเพื่อน” ดันเต้บอกกับเพื่อนข้างๆ
“ข้าก็จะแย่แล้วเหมือนกัน ถ้าข้าไม่กลัวถูกนายน้อยอัดข้าเลิกวิ่งไปนานแล้ว” เพื่อนทหารบอก
ผมพาทุกคนวิ่ง ครบ 5 รอบ ทั้งๆที่ตอนแรกผมกะจะวิ่ง 10 รอบซักหน่อย เฮ้อทหารพวกนี้ไม่ไหวๆ ผมส่ายหน้าหลังจากเมื่อกลับมาถึงค่าย หลายคนล้มลงนอนตรงนั้นเลย
“ผู้กองหลังจากทุกคนหายเหนื่อยแล้วอีก 1 ชั่วโมงให้ไปรวมตัวกันที่โรงอาหาร” ผมสั่งผู้กองที่นั่งลงกับพื้นอยู่ข้างๆ
“แฮ่ก ! แฮ่ก ! ได้เลยคลาวด์” นี่นายน้อยคลาวด์เค้าไม่เหนื่อยเลยรึไง เหงื่อแทบจะไม่มีให้เห็นเป็นสัตว์ประหลาดรึยังไง ผู้กองคิดขณะคลาวด์เดินออกไป
ผมเดินเข้ามาในโรงอาหารตรงเข้าไปห้องครัวทันทีผมเห็นป้าคนหนึ่งกำลังเริ่มทำอาหาร ดูเหมือนจะมีคนครัวสินะ
“ป้าครับเป็นแม่ครัวใช่มั้ย” ผมถามป้าทันที
“อ้าวนั่นนายน้อยคลาวด์นี่นา ไม่เจอกันนานเลยนะ” ป้าทักทายผม
“เอ่อสวัสดีครับ คือ” ผมจำไม่ได้ว่าเคยเจอป้าที่ไหนแต่คุ้นๆเหมือนกัน
“ป้าชื่อทาร่า เป็นน้องสาวของคุณมาธาร์ ไงจ๊ะตอนนั้นคลาวด์ยังเด็กคงจะจำไม่ได้” ป้าบอกกับผม
“อ๋อ ป้าทาร่านั่นเอง เรียกผมคลาวด์ก็พอครับ” ผมนึกออกทันทีว่าเคยเห็นป้าทาร่าที่ไหน พอดีมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยอยากจะจำเท่าไร ผมเจอป้าแกที่สมาคมแม่บ้าน
“จำป้าได้แล้วใช่มั้ย ตอนนั้นคลาวด์ยังเป็นเด็กตัวนิดเดียวอยู่เลย แต่ป้าจำได้แม่นเลย อาหารที่นายน้อยทำอร่อยมากเลย ทุกวันนี้ป้ายังติดใจรสชาติของมันอยู่เลย” ป้าทาร่าบอกกับผม
“แล้วนี่มาทำอะไร ที่ห้องครัวของค่ายทหารล่ะ” ป้าถามผม
“ผมมาเป็นครูฝึกทหารครับ ผมเลยกะว่าจะมาทำอาหารให้พวกทหารได้ทานซักหน่อยเลยเข้ามาดูในครัว” ผมตอบป้าทาร่าไป
“เก่งจังเลยนะ ยังเด็กอยู่แท้ๆ ป้าทำงานที่นี่มาหลายปีแล้วล่ะ ป้าอยากฝึกฝีมือทำอาหารให้ได้เก่งๆบ้าง อนาคตป้าอยากเปิดร้านอาหารน่ะ” ป้าทาร่าบอกกับผมแบบนั้น
“ได้เปิดแน่นอนครับ ผมช่วยป้าเองขอดูวัตถุดิบก่อนนะครับว่ามีอะไรบ้าง” ผมบอก
“มันก็แค่ฝันลมๆแล้งๆ เมืองเราจะไปขายใครล่ะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็หาทานกันเองทั้งนั้น ตามมาทางนี้สิป้าจะพาไปดูวัตถุดิบ” ป้าทาร่าพาผมไปดูวัตถุดิบ ผมได้ยินที่ป้าพูดแต่ป้าครับ ผมจะทำให้เมืองเรามีผู้คนมากมายเองครับ ผมจะทำให้มันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเอง
ผมตามป้าทาร่าเข้าไปดูในห้องเก็บวัตถุดิบ อืมดูเหมือนจะมีเนื้ออยู่สินะ ทานเนื้อเยอะๆจะได้มีโปรตีน ไว้สร้างกล้ามเนื้อ และก็มีปลาทะเลทั้งหลาย ดูเหมือนผมจะเห็นอะไรสีเขียวๆ ส้มๆ นะ นะ นี่มัน กุ้งมังกร ผมหยิบขึ้นมาดูทันที
“อ้อนั่นแมลงสาบทะเลนี่นา สงสัยติดมากับปลาพวกนี้ เดี๋ยวป้าจะเอาไปทิ้งให้” ป้าทาร่าแกเดินเข้ามา
“เดี๋ยวก่อนครับป้า ผมจะเอาไอ้นี่ไปทำอาหาร” ผมเบรกป้าทาร่าไว้ นี่มันกุ้งมังกรเชียวนะเกิดมา 2 ชาติแล้วผมยังไม่เคยได้ทานมันเลย แต่เมื่อกี้ป้าทาร่าเรียกว่าแมลงสาบทะเล ผมจำได้ว่าในโลกก่อน ถ้าย้อนกลับไปสักร้อยปี คนยุโรปเรียกมันด้วยชื่อนี้ และมันเป็นสัตว์ทะเลที่ ถ้าชาวประมงจับได้จะโยนมันทิ้งทันที เพราะด้วยรูปร่างที่น่าเกลียดคล้ายแมลงสาบของมันทำให้มันไม่เป็นที่นิยม
“แน่ใจนะนายน้อย ว่าคลาวด์จะเอามันมาทำอาหาร ปกติไม่มีใครกินมันหรอกนะ” ป้าทาร่าถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ผมมั่นใจครับมันจะต้องอร่อยแน่นอน” ผมตอบป้าทาร่า
“งั้นตามใจ ป้าเชื่อในฝีมือของคลาวด์นะ เอาล่ะเรามาลุยกันเถอะวันนี้ป้าจะเป็นลูกมือให้คลาวด์เอง” ป้าทาร่าตอบ
“ก่อนอื่นผมฝากป้าหุงข้าวให้ด้วยครับ” ผมสั่งงานป้าทาร่าทันที ตอนนี้ผู้คนในเมืองเริ่มทานข้าวกันแล้ว เพราะก่อนที่พวกพ่อค้าจะมาผมสอนให้ชาวบ้านรู้จักการสีข้าวเปลือกให้กลายเป็นข้าวเมล็ดขาวๆแล้ว แต่นาข้าวของเมืองเรานั้น ยังปลูกไม่มากพอที่จะขายให้พวกพ่อค้า ปลูกไว้แค่พอทานกันในเมือง เมื่อเห็นว่าข้าวสามารถทานได้ คนจึงเริ่มนิยมกัน เพราะการนำมาทำเป็นแป้ง มันใช้เวลาเยอะกว่าการสีข้าวนั่นเอง
ผมหยิบกุ้งมังกรทั้งและปลาทั้งหมดออกมาทันที ส่วนเนื้อผมตัดสินใจไว้เป็นมื้อเย็นแล้วกัน ก็นะผมอยากกินกุ้งมังกรนี่นา ผมนำกุ้งมังกรและปลา ไปวางไว้ก่อนจะไปหยิบเครื่องปรุงต่างๆที่ผมจะใช้ออกมาทันที
“ผมล่ะลงมือกันเถอะ กุ้งมังกรจ๋า รอพี่ก่อนนะน้อง” ผมถูมือทั้งสองข้างไปมาพร้อมสูดน้ำลายที่เริ่มไหลออกมาหลังจากนึกถึงภาพกุ้งมังกรที่เสร็จพร้อมทาน
จบ...