“วินเซนต์!!! แดกข้าวแดกปลาก่อนมั้ยเพื่อน!! มึงไม่กินอะไรลงท้องเลยแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้ตายห่าก่อนได้เจอหน้าแฟนกันพอดีนะเว้ย!! ฮ่าๆๆๆๆ~”
เบียร์วุ้นที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กับกุยช่ายและฮันนี่ ได้ชูกระป๋องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับขึ้นมาหลอกล่อวินเซนต์ให้กลับเข้าไปกินด้วยกันอีกครั้ง แต่คนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นิ่งๆแค่ตวัดสายตาดำขลับไปมองแวบเดียวเพียงเท่านั้น ก่อนเขาจะก้มลงไปจ้องหน้าจอสร้อยข้อมือตัวเองตามเดิม
ซึ่งปฏิกิริยายามที่วินเซนต์โดนเพื่อนคนอื่นแซวว่า เป็แฟนของเต้าหู้ นั้นได้ต่างออกไปจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง..
ปกติเขาที่ทำท่าขยะแขยงและรังเกียจสถานะที่เพื่อนยัดเยียดให้แบบนี้ จะต้องะโด่ากราดคนแซวยับไม่นับแผลไปแล้ว แต่รอบนี้วินเซนต์กลับแค่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และอยู่กับตัวเองเงียบๆเพียงเท่านั้น
ฮันนี่ทอดมองวินเซนต์จากไกลๆตรงนี้แล้วก็ได้แต่นึกสงสาร…
ั้แ่ที่วินเซนต์รู้ว่าเต้าหู้ไม่ได้ทะลุเข้ามาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ด้วยกัน ั้แ่่ที่วินเซนต์รู้ว่าเต้าหู้กับปาโก๋นั้นอยู่อีกจังหวัดนึงที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร มันก็ยิ่งทำให้วินเซนต์ยิ่งเหม่อลอยและเครียดขรึมหนักเข้าไปอีก
แม้กระทั่งว่าทุกคนช่วยกันไปเอารถยนต์ อาวุธ เสื้อเกราะ ยา และกล่องสเบียงมาได้แล้วในตอนนี้ แต่วินเซนต์ก็ยังคงมีสีหน้าที่อมทุกข์ไม่คลาย จนถึงขั้นไม่ยอมกินข้าวกินน้ำเหมือนคนอื่นเลยจนฮันนี่นั้นยิ่งรู้สึกเป็ห่วง
คนนึงกำลังัักับความรู้สึกดีๆจากคนแปลกหน้าที่กำลังก้าวล้ำเข้ามา...
อีกคนนึงก็กำลังค้นพบคุณค่าและความสำคัญของใครบางคนเมื่อต้องอยู่ห่างไกลกัน….
.
.
.
.
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ~” >>> เต้าหู้ ปาโก๋ ฌอน พีพี
เสียงหัวเราะแห่งความสุขและตลกขำขันของวัยรุ่นทั้งสี่คนดังขึ้นไปทั่วกระท่อมไม้ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาท่ามกลางความสงบเงียบของธรรมชาติ
กลิ่นหอมของจี่ปูนาที่ย่างอยู่บนเตาถ่านจนสุกแล้ว ถูกพีพีจัดใส่จานใบเก่าแล้วเอามาวางไว้ที่แผ่นไม้บนเถียงตรงหน้าของเต้าหู้ทันที และกลิ่นหอมชวนหิวของอาหารตรงหน้าที่โชยมาแตะจมูกก็ยิ่งทำให้ท้องของเต้าหู้นั้นร้องดัง จ้อกแจ้ก มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเสียงกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก ของเ้าตัว ที่ทำเอาฌอนถึงกับยิ้มกว้างและหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความเอ็นดู
เต้าหู้ ปาโก๋ และฌอน หัวเราะชอบใจให้กับการโชว์ลีลาทำอาหารของพีพี หนุ่มหน้าตี๋หุ่นหมีน่ารัก อินฟลูเอนเซอร์ อารมณ์ดีที่กำลังตั้งใจรังสรรค์เมนูพื้นบ้านของภาคอีสานให้ทั้งสามหนุ่มได้ชิมลิ้มรสครั้งแรกในชีวิตกันด้วยความตั้งอกตั้งใจสุดฝีมือ
หลังจากที่พีพีและปาโก๋ช่วยกันจับปูนาได้เกือบสิบตัว อินฟลูเอนเซอร์ที่เน้นการถ่ายทอดการกินและอยู่ตามแบบวิถีชาวบ้านชาวอีสานอย่างพีพี ก็คล่องแคล่วในการเอาตัวรอด โดยการพาเพื่อนๆมาหลบแดดและฝนที่กระท่อมไม้ ก่อนจะถือวิสาสะเปิดกระบุงข้าวที่อยู่บนกระท่อมนี้ จัดแจงออกมาทำครัวเรียบง่ายตามอุปกรณ์และชุดเครื่องครัวที่มีอยู่
ก่อนหน้าที่จะลงมือจี่ปูนานั้น พีพีได้แช่ข้าวเหนียวทิ้งไว้แล้วชวนคนทั้งสามเรียนรู้วิธีจุดไฟจากเตาถ่าน จนถึงวิธีการนำข้าวเหนียวที่แช่น้ำได้ที่แล้วใส่ในหวดหวายขึ้นไปนึ่งเพื่อทำให้ข้าวเหนียวนั้นสุก
และคนที่ดูจะสนใจเป็พิเศษก็คือปาโก๋ที่ตามติดพีพีต้อยๆราวกับว่ารุ่นพี่อินฟลูเอนเซอร์คนนี้คือบุคคลมหัศจรรย์ที่สร้างรอยยิ้มและความตื่นตาตื่นใจให้กับตัวเองจนมองดูสิ่งที่พี่เขาทำด้วยความตั้งใจแบบไม่ละสายตาไปไหน
“ปาโก๋อยากลองส่ายข้าวช่วยพี่ป้ะว่ะ” พีพียิ้มกว้างยื่นไม้พายส่ายข้าวไปให้ปาโก๋ที่ยืนมองข้าวในหวดนึ่งบนเตาถ่านอยู่ใกล้ๆ
“ให้ผมทำมันจะได้แดกมั้ยหล่ะพี่” คนที่ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองได้แต่ยิ้มแห้งๆอย่างไม่มั่นใจ จึงยังไม่ได้รับไม้พายส่ายข้าวจากมือของพีพีมา
“ให้หู้ทำมั้ยฮ่ะ~” เด็กตัวเล็กที่นั่งขัดสมาธิยิ้มแฉ่งอยู่บนเถียงนาได้ยกมือเสนอตัวขึ้น แต่ฌอนที่รู้ทันเพื่อนสนิทรีบคว้ามือเด็กตัวเล็กข้างตัวเอาไว้ซะก่อน
“เต้าหู้เรียนอยู่คณะอะไรครับ…”ฌอนชวนเต้าหู้พูดคุยไปเื่อื่นแทน เพื่อเปิดโอกาสให้พีพีและปาโก๋ได้คุยกันตามลำพังอีกรอบ
“หู้เรียนอยู่….”
ระหว่างที่ฌอนกับเต้าหู้นั้นหันไปคุยกระหนุงกระหนิงกันอยู่สองคน พีพีก็ถือวิสาสะดึงมือของคนที่ยังคงยืนยิ้มนิ่งๆให้ขยับเข้ามายืนแนบชิดติดกับตัวเองด้วยความตั้งใจ ก่อนจะเอาไม้พายใส่ใว้ในมือของปาโก๋แล้วจับมือหนาของคนข้างๆไว้อีกที
ตึกตัก~ ตึกตัก~
และในจังหวะที่ทั้งสองคนได้หันมาสบสายตาของกันและกันในระยะประชิดอยู่นั้น มันก็เป็จังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่เกิดเต้นไม่เป็ส่ำและใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องรีบหลบสายตาของกันและกันไปอย่างไว..
สำหรับพีพีแล้ว.. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาหวั่นไหวกับผู้ชายด้วยกัน เพราะก่อนหน้าเมื่อแปดเดือนที่แล้วเขาก็เพิ่งเลิกกับแฟนที่เป็ผู้ชายไป
แต่สำหรับปาโก๋.. เขาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันที่ต้องมาหวั่นไหวกับเพศเดียวกันแบบนี้ ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอไปฝืดๆ เพราะยังไม่อยากจะเชื่อกับความรู้สึกของตัวเองสักเท่าไหร่
ฝ่ามือนุ่มนิ่มของพีพีที่กุมมือพาปาโก๋ส่ายข้าวในหวดนึ่งอยู่นั้น เล่นเอาปาโก๋ที่คิดว่าตัวเองแอบชอบฮันนี่มาตลอดหลายปีที่เป็เพื่อนกันมานั้นยิ่งเริ่มจะรู้สึกไขว้เขวกับบางอย่างในชีวิต..
เขาเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่าชอบฮันนี่จริงๆไหม.. เพราะในขณะที่อยู่ในสถานะเพื่อนสนิทกันมาหลายปีนั้น เหมือนเขาแค่ปลื้มเพื่อนที่สวยและอ่อนหวานไปวันๆเพียงเท่านั้น แต่ไม่เคยเกิดอาการหัวใจสั่นไหวด้วย ไม่คิดอยากจะจีบจริงจังหรืออยากจะฮันนี่เลย แถมทั้งชีวิตนี้ปาโก๋ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขานั้นอยู่เป็โสดมาจนถึงอายุ 24 ปีทั้งๆที่หน้าตาดีและมีสาวๆมาจีบมาทอดสะพานให้ตลอดไม่ขาดสาย
จนกระทั่ง.. เขาได้มาใกล้ชิดกับ พีพี คนที่สดใสและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทำให้ปาโก๋นั้นกลายเป็คนที่เพิ่งจะเข้าสู่การสำรวจอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองในตอนนี้…
‘ที่จริงแล้วเขาก็ชอบผู้ชายด้วยกันอย่างงั้นหรอกเหรอ..’
กลิ่นหอมนุ่มละมุนของข้าวเหนียวที่สุกใหม่คละคลุ้งกับกลิ่นหอมนัวของปูนานั้นชวนรับประทาน จนคนทั้งสี่ที่นั่งล้อมวงกินข้าว ต่างก็รีบลงมือจิ้มข้าวเหนียวลงไปในกระดองปู ก่อนจะตวัดมันปูขึ้นมาแล้วเอามาชนฉลองมื้อสายพร้อมกับเอาเข้าปากพร้อมกันด้วยใบหน้าสุดแสนจะเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย จนลืมไปชั่วขณะเลยว่าเวลาที่นับถอยหลังอยู่นั้นได้นับถอยหลังไปถึงสามชั่วโมงั้แ่เกมส์เอาชีวิตรอดนั้นได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้ว
ครืด~ ครืด~
สร้อยข้อมือที่อยู่บนแขนของเต้าหู้นั้นสั่นแจ้งเตือนเพราะมีสายเรียกเข้าโทรเข้ามา และหน้าจอขนาดใหญ่ได้แสดงผลเป็ชื่อ NMA ซึ่งเป็ตัวย่อชื่อจังหวัดของทีมปลายสายนั้นก็ปรากฏขึ้น
“พี่โก๋ฮ่ะ.. ทางพี่วินเซนต์โทรเข้ามาฮ่ะ..”
ปาโก๋ขยับมาใกล้เต้าหู้ ก่อนจะจับข้อมือของน้องขึ้นมาใกล้ใบหน้าของตัวเอง แล้วรีบกดที่หน้าจอััทีนึงเพื่อรับสาย “ฮัลโหล๋”
[ไอ้โก๋! มึงปลอดภัยกันใช่มั้ย!] เป็เสียงที่ดูกระวนกระวายจากวินเซนต์ะโถามตามสายมา เล่นเอาเต้าหู้ถึงกับหัวใจเต้นโครมครามใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน เพราะคิดย้อนไปถึงภาพอันหวามหวานที่ตัวเองฝันถึงว่าได้จูบกับเขาก่อนหน้า
“ปลอดภัยเพื่อน.. แล้วพวกมึงทั้งสี่คนหล่ะ ปลอดภัยกันใช่มั้ย”
[อืม.. ปลอดภัยดี.. แล้ว.. น้องมึงอยู่ไหน..] วินเซนต์เอ่ยถามตะกุกตะกักไม่ค่อยจะเต็มเสียงใน่ท้ายประโยค
“นั่งอยู่ด้วยกันนี่แหละ พอดีสร้อยข้อมือมันอยู่ที่แขนของเต้าหู้หน่ะ”
[หรอ.. อืม.. ก็ดี.. พวกกูโทรมาเช็คดูก่อนว่ามึงโอเคกันมั้ย.. เดี๋ยวอีกสักพักกูติดต่อไปใหม่ ขอคุยกันก่อนว่าจะเอายังไงดี.. อาจจะไปรับมึงกับ..เกี๊ยวน้อย..]
“มึงห่างจากแลนด์มาร์คพิเศษประมาณสามร้อยกิโลเมตรเอง พวกมึงก็ไปรอที่นั่นกันเลยก็ได้วินเซนต์ กลุ่มเพื่อนของพี่พีพีกับพี่ฌอนที่อยู่ทีมกับพวกกูเขาอยู่นนทบุรีใกล้แลนด์มาร์คก็ไปรอที่โน่นก่อนเหมือนกัน.. ยังไงถ้าเพื่อนในกลุ่มรอดพวกกูก็รอด.. มึงไปรอที่นั่นกันเลยไม่ต้องห่วง”
ปลายสายเงียบไป ก่อนจะได้ยินวินเซนต์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยและเครียด
ฌอนที่นั่งฟังอยู่ห่างๆได้แต่มองใบหน้าที่กำลังแดงระเรื่อก้มลงงุดของเต้าหู้ด้วยความรู้สึก ไม่ชอบใจเอาเสียเลย
‘น้องมีแฟนแล้วยังงั้นเหรอ.. เกี๊ยวน้อย.. ไอ้เสียงหล่อคนนั้นมันคงหมายถึงน้องเองสินะ..’
[เดี๋ยวพวกกูคุยกันก่อนแล้วจะโทรหาใหม่]
“โอเคเพื่อน งั้นวางสายเถอะ เดี๋ยวกินเวลาโทรไปเยอะ”
[เดี๋ยวไอ้โก๋!]
“ฮ่ะๆๆ ว่า..”ปาโก๋ขานรับด้วยความใที่จู่ๆวินเซนต์ก็ะโขึ้น
[มึงหาอะไรให้ไอ้เกี๊ยวน้อยกินยังว่ะ.. เดี๋ยวมันหิวก็ไปหาแดกมั่วแดกซั่วกินเห็ดพิษตายห่ากันพอดีหรอก.. มึงดูน้องตัวเองดีๆด้วย อย่าให้มันหยิบอะไรเข้าปากกินไปทั่วหล่ะเข้าใจมั้ย!]
คำพูดของวินเซนต์เล่นเอาทั้งเพื่อนฝั่งโน้นและฝั่งนี้ยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนรู้ๆกันอยู่ออกมาไปตามๆกัน ส่วนเต้าหู้ที่ตั้งใจนั่งฟังอยู่เงียบๆก็เขินจนม้วนตัวบิดเป็เกลียวไปมาจนปาโก๋นั้นถึงกับะเิหัวเราะให้กับท่าทางที่เขินซะน่าเอ็นดูของน้องชายตัวเอง
“กินอิ่มเรียบร้อยแล้วโว้ยยย ห่วงน้องมากทำไมมึงไม่บอกน้องมันเองหล่ะวินเซนต์~”
[กูไม่ได้ห่วง! กูกลัวแม่มึงกำพร้าลูกต่างหาก!]
“มึงกลังแม่กูกำพร้าลูกหรือกลัวตัวเองกำพร้าแฟนกันแน่หาาา”
[แฟนพ่อง! กูวางแล้วไอ้เหี้ย! ดูแลไอ้เด็กเกี๊ยวดีๆด้วย! มันเป็อะไรขึ้นมากูเอามึงตายแน่!!]
ตรู้ด~ ตรู้ด~
สายจากวินเซนต์ได้ตัดไปนานแล้ว แต่เต้าหู้ที่นั่งใจล่องลอยละลิ่วโบยบินขึ้นไปบนอากาศ ได้แต่ยิ้มกว้างจ้องมองสร้อยข้อมืออยู่เหมือนเดิมไม่ละสายตาไปไหน
ปาโก๋ที่เห็นสายตาแสนอบอุ่นของฌอนก่อนหน้าเริ่มจะมีความขมุกขมัวน่ากลัวฉายวับขึ้นยามมองน้องของตัวเอง จึงรีบกระแอมไอขึ้นเพื่อให้เต้าหู้ที่นั่งเหม่ออยู่นั้นรู้สึกตัว
พีพีที่นั่งสังเกตสถานการณ์อยู่เงียบๆจึงเริ่มเป็ฝ่ายลุกขึ้นยืดบิดี้เีก่อนเป็คนแรกก่อนจะพูดขึ้น“กองทัพเดินด้วยท้อง ท้องอิ่มพร้อมแล้วเราก็เดินทางไปหาสเบียงและรถกับของอย่างอื่นกันต่อเถอะ”
ทั้งสามคนลุกขึ้นตาม ก่อนจะช่วยกันดับไฟที่เตาแล้วเดินทางตามถนนลูกรังที่ไกลสุดลูกหูลูกตาเพื่อตามหาอาวุธ เสื้อเกราะ ยา กล่องสเบียง และยานพาหนะประจำทีม ตามแผนที่ในสร้อยข้อมืออัจฉริยะกันต่อ
“พี่ถามอะไรเต้าหู้หน่อยได้ไหมครับ” เต้าหู้ยิ้มให้ฌอนที่เดินคู่มาด้วยกันก่อนจะพยักหน้าให้พี่เขานั้นถามตัวเองได้
“ได้ฮ่ะ..”
“เต้าหู้มีแฟนยังครับ” เขาถามแบบตรงไปตรงมาพร้อมกับจ้องเข้าไปั์ดวงตาคู่โตของเด็กตัวเล็กด้วยความตั้งใจเพื่อรอฟังคำตอบ เต้าหู้เองก็รีบส่ายหัวทันทีก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ยังไม่มีฮ่ะ..” ฌอนยิ้มกว้างก่อนจะพยักหน้ารับทราบสองสามทีด้วยแววตาที่เริ่มเป็ประกายอบอุ่นเหมือนเดิม
“แล้วคนที่ชื่อวินเซนต์.. เป็อะไรกับเต้าหู้หรอครับ..”
“พี่วินไพร์เป็เพื่อนของพี่ปาโก๋ฮ่ะ.. เป็… เอ่อ.. คนที่เต้าหู้..ชอบฮ่ะ..” เต้าหู้ว่าพลางใบหน้าขึ้นเืฝาดจนแก้มแดงเป็ตำลึงขึ้นอีกรอบ จนทำให้รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของฌอนก่อนหน้านั้นได้อันตรธานหายไปทันที
“หรอครับ.. มีฉายาเรียกกันด้วยแฮะ พี่วินไพร์.. เด็กเกี๊ยวน้อย… น่ารักชะมัด ฮ่ะๆๆ~ ”
“เอ่อ..”
“แต่ยังไงทั้งสองคนก็ไม่ได้เป็แฟนกัน… เพราะฉะนั้นพี่ก็มีสิทธิ์ที่จะจีบเต้าหู้นะครับ”
ขวับ!!
เต้าหู้ถึงกับตะลึงงันตาโตพูดอะไรไม่ออก หันไปจ้องมองใบหน้าคนที่พูดแบบทีเล่นทีจริงพร้อมกับยิ้มหล่อส่งมาให้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่ตัวเองนั้นเพิ่งจะพูดออกมา
“ไหนๆพี่วินเซนต์นั่นก็มีฉายาให้เต้าหู้แล้ว.. บอกตามตรงว่าพี่อิจฉาอ่ะ.. งั้นขอพี่ตั้งฉายาให้น้องบ้างละกันนะครับ~”
เต้าหู้ไม่ได้เอ่ยอนุญาตหรือปฏิเสธ คนตัวเล็กเพียงแค่กลืนน้ำลายลงคอไปฝืดๆ และมองดูคนข้างตัวด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับรอฟังคำพูดของพี่เขาอย่างใจจดใจจ่อ
“เ้าเด็กใจฟูกินเก่งของพี่..”
แม้จะเป็ฉายาที่เต้าหู้ฟังแล้วคันยุบยิบหูจนรู้สึกว่ามันเลี่ยนยังไงชอบกล แต่แปลก.. ที่เด็กตัวเล็กกลับค่อยๆคลี่ยิ้มกว้างออกมาให้กับฉายาที่ฌอนนั้นได้เป็คนตั้งให้…
.
.
.
.
.
.
Udon Thani Province (จังหวัดอุดรธานี) > ห่างจากแลนด์มาร์คพิเศษ ประมาณหกร้อยกิโลเมตร
วัยรุ่นสี่คนที่นั่งอยู่บนรถกระบะพร้อมกับมองไปยังทิวทัศน์ด้านหน้าที่เป็หนองน้ำขนาดใหญ่ ก่อนจะเริ่มพูดในบทสนทนาที่กระหายความมันและสะใจในด่านเกมส์เอาตัวรอดนี้ขึ้น
คิม หนุ่มผมยาวร่างท้วมนั่งอยู่ข้างคนขับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุดจะเซ็งก่อนคนแรก “ให้ไล่ฆ่าแค่นักรบพิเศษกับสัตว์และซอมบี้ที่จำลองขึ้นมาในสนามรบแค่นั้น แม่ง! มันจะไปสนุกได้ไงว่ะ!”
“ก็มันฆ่าคนไม่ได้ไงไอ้เหี้ย!” เป้ หนุ่มร่างกำยำที่นั่งอยู่เบาะหลังพูดขึ้นด้วยความเสียดายอีกคน
โก้ ที่ผอมแห้งสุดในกลุ่มนั่งติดกับเป้ได้ถุยน้ำลายออกไปนอกกระจกรถด้วยความหงุดหงิด “ใช่! แม่งถ้าเสือกไปฆ่าคนอื่นเราก็ตายห่าเหมือนกัน.. กูฝันอยากรบแบบเดือดๆกับคนมากกว่า ไอ้สัส! ปรับความฝันกูให้มีกฏปัญญาอ่อนฉิบหายขึ้นแทนเฉย! ”
เอ็กซ์ หนุ่มหน้าโหดล่ำสูงที่มาพร้อมลอยสักที่แขนทั้งสองข้าง บ่งบอกถึงความดิบเถื่อนและน่าเกรงขามผ่านแววตาทั้งสองข้างที่มองทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ด้วยสายตาแข็งกร้าวอยู่ตลอดเวลา ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ได้เริ่มสตาร์ทรถและยิ้มมุมปากขึ้น
“พวกมึงนี่โง่จริงๆ! กติกามันบอกว่าห้ามเอาปืนเป่ากบาลคน! แต่ไม่ได้ห้ามฆ่าคนด้วยวิธีอื่น! หึ!.. ใครที่อ่อนแอในเกมส์นี้.. มัน-ต้อง-ตาย!!”
ขวับ!!!
ทั้งสามคนหันไปมองเพื่อนสนิทที่เป็หัวหน้าแก๊งของตัวเองพร้อมกันเป็ตาเดียวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกระหายการนองเืและความสนุกของเกมส์ที่แสนจะน่าเบื่อนี้ ก่อนจะยิ้มและหัวเราะด้วยความสะใจพร้อมกันเสียงดังลั่น…
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะค๊า~