วิศวะรุ่นพี่..รักนี้เคะไม่เคะ (จบ)

    บทที่ 5

    บทที่ 5


    "ไง..กลับมาแล้วเหรอ ไอ้ตัวดี!"

    โอมพูดโดยออกเสียงไม่ชัดนักด้วยเพราะอาการเจ็บปากตะโกนดังมาจากทางหน้าห้องผม พอเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องยิ้มแห้ง ๆ ให้ไอ้เพื่อนสุดซี้แล้วรีบเดินไปเปิดประตูพร้อมกับผายมือเชิญมันเข้าไปในห้องอย่างกับพนักงานต้อนรับ

    "เชิญครับพี่" ผมจัดแจงหยิบโค๊กในตู้เย็นและเปิดกระป๋องพร้อมสรรพมาเสิร์ฟให้คุณเพื่อนสุดที่รักอย่างเอาใจ

    "แฮะ ๆ ร้อนมั้ย? เดี๋ยวผมเปิดแอร์ให้ครับพี่"

    "ไม่ต้องมาเอาใจกูเลย ห่า! มันเรื่องอะไรกันอยู่ๆ น้องมึงก็มาต่อยกูเนี่ย" มันพูดพลางเอากระป๋องโค๊กอังแก้ม

    "ก็เมื่อวานมันดันไปเห็นมึงเดินกับอยู่โบวี่...เลยคิดว่ามึงกำลังนอกใจกู" พอได้ฟังเท่านั้นแหละไอ้โอมถึงกับหัวเราะลั่นจนลืมเจ็บแผลที่ปากไปเลย

    "ฮ่า ๆๆ ..โอะ..โอ๊ย!! น้องมึงแม่งหนักเอาเรื่องนะเนี่ย คิดได้ไงว่ากูกับมึงเป็นผัวเมียกัน...แถมยังมาหาว่ากูนอกใจมึงไปหาอีวี่อีกเนี่ยนะ"

    อีวี่ หรือโบวี่ที่พวกผมพูดถึงคืออดีตเดือนคณะเพื่อนสนิทของผมสองคนนั้นเอง เดิมมันชื่อไอ้โบ แบบแรมโบตามที่พ่อแม่มันบอก แต่หลังจากได้เป็นเดือนคณะเพียงแค่ 2 ปีมันก็ผันตัวมาแต่งสาวสะสวยจนทุกคนลืมภาพเดือนคณะสุดหล่อไปเลย

    "แล้วเป็นไงบ้าง โดนน้องกูต่อยปาก..หมากระเด็นออกจากปากบ้างเปล่า?" ไอ้โอมถึงปากระป๋องเปล่าใส่ผมพลางปากก็ให้กล้วยทันทีแต่โชคดีที่รับไว้ทัน

    "แล้วนี่ประชุมกี่โมงวะ? ที่ไหน?"

    "ก็คง 2 ทุ่มที่เดิมนั่นแหละ เออมึง..ไปหาอะไรแดกกันหิวละ" ไอ้โอมลุกพรวดแล้วรีบเดินนำไปยังประตูก่อนจะเอ่ยปากบอกให้ผมเป็นคนเลี้ยง โดยอ้างว่าช่วงนี้มันกำลังช็อตไม่นานนักผมกับเพื่อนซี้ก็มาถึงร้านข้าวร้านประจำที่มากันบ่อยๆ ไอ้โอมทำหน้าที่เดินไปสั่งข้าวส่วนผมก็หย่อนก้นนั่งรอกินอย่างสบายใจ

    "มาแล้วคร้าบบ ข้าวที่คุณชายสั่งพร้อมกับโค๊กเย็นๆ ชื่นใจ" ไอ้โอมมันยกจานข้าวพร้อมเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้แถมบริการทุกระดับประทับใจเลยด้วยนะ นี่ถ้ามันกล้าป้อนข้าวผมกลางที่สาธารณะได้มันคงทำไปแล้ว ผมยังคิดเลยนะว่าถ้าผมกับมันไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กนะผมคงคิดว่าแม่งหวังอึ๊บผมด้วยวิธีนี้แน่ๆ เพราะอะไรรู้มั้ยครับ? เพราะมันจะบริการดีๆ แบบนี้แค่เฉพาะกับสาวๆ ของมันเท่านั้น

    "กูเชื่อละว่ามึงช็อต..แม่งบริการซะอย่างกับกูเป็นง่อยเลย"

    "อ้าว! มึงจำไม่ได้เหรอ? ว่าตอนนี้กูเป็นผัวมึงอยู่..กูก็ต้องบริการมึงให้ถึงใจดิวะ"

    "พอเลย ๆ เดี๋ยวฟ้าผ่ามึงกะกูตายห่ากันพอดี" ระหว่างที่ผมกับไอ้โอมนั่งคุยไปพลางกินข้าวไปพลาง ผมก็เหลือบไปเห็นไอ้ปืนกำลังยืนสั่งข้าวอยู่

    "ไอ้โอมกูว่ารีบแดกรีบไปเถอะว่ะ"

    "ไม? ยังไม่ถึงเวลานัดซะหน่อย" ไม่พูดพร่ำทําเพลงอะไรแล้ว ผมรีบควักเงินจากกระเป๋าออกมาวางไว้บนโต๊ะแล้วรีบลากเพื่อนออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากให้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก


    ‘The End August Part’



    เสียงฝีเท้าบวกกับเสียงขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นของร้านดังพอที่ผมจะหันไปมองต้นเสียงว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเห็นไอ้กัสจูงมีแฟนหนุ่มวิ่งออกไปจากร้านด้วยท่าทางเหมือนกลัวใครจะเห็น...คงกลัวผมเห็นสินะ ไม่รู้ทำไมในอกมันเต้นเร่าๆ เหมือนอยากจะตามสองคนนั้นออกไปแต่หากตามออกไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อีกอย่างดูๆ แล้วยังไงมันก็คงไม่เลิกกับไอ้พี่บ้านั่นแน่ๆ ผมได้แต่ยืนมองอยู่ตรงนั้นก่อนจ่ายเงินค่าอาหารแล้วคว้าถุงข้าวกล่องเพื่อกลับห้องของตัวเอง

    พอถึงห้องผมก็วางทุกสิ่งอย่างไว้บนโต๊ะ แล้วก็พาตัวเองไปทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมหิวข้าวใจแทบขาดตอนนี้กลับรู้สึกตื้อไปซะงั้น ในหัวมันเอาแต่คิดหาเหตุผลว่าเพราะอะไรไอ้กัสถึงไม่เลิกกับไอ้พี่โอมกันนะ รักมันมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทั้งที่มันทำระยำตำบอนไว้ขนาดนั้นแล้วก็ยังจะใจอ่อนอยู่ข้างมันอีกมิหนำซ้ำมันจูงมือเขาหนีผมไปดื้อๆ ซะอย่างนั้น

    เฮ้ออออ~

    ผมถอนหายใจยาวๆ อีกครั้งกับความคิดที่วกไปวนมาอยู่ในหัวจนรู้สึกรำคาญตัวเองไปหมด ช่างแม่ง! กูจะลืมเรื่องทั้งหมดไปละกันไม่อยากสนใจแม่งแล้ว ผมดึงหมอนขึ้นมาปิดหน้าก่อนจะนอนกลิ้งไปมาด้วยความหงุดหงิดใจ


    #มหาลัย

    สุดท้ายเมื่อคืนผมก็นอนไม่หลับเพราะมัวเอาแต่หงุดหงิดเรื่องไอ้กัสอยู่ทั้งคืน วันนี้เลยรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติเพราะก่อนหน้านั้นผมก็นอนดึกมาหลายคืนติดแล้ว

    "ไหวไหมมึง..หน้าแม่งเพลียสัส" เตอร์เอ่ย

    "ไหวๆ วันนี้เฉลยสายแล้วใช่ปะ?"

    "อือ..เนี่ยสุดท้ายมึงก็หาพี่รหัสไม่เจอจนได้"

    "เออ..ช่างแม่งเหอะ ไม่มีแม่งกูก็เรียนจบ 4 ปีพร้อมมึงอยู่แล้ว"


    ครืดด..ครืดด

    เสียงสั่นจากมือถือบอกให้เพื่อนซี้ของผมต้องหยิบขึ้นมารับสาย เมื่อหน้าจอขึ้นชื่อ 'ออกัส' เป็นคนโทรเข้ามา "โหล..เออเนี่ยพวกกูรอมึงอยู่คนเดียวเลย...เหรอ...เออ...งั้นกูสองคนเข้าไปก่อนนะ เค..เจอกัน"

    ไอ้เตอร์กดวางสายพร้อมยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วหันมาบอกผม

    "ไอ้กัสมันบอกว่าให้เราเข้าไปหอประชุมก่อนเลย มันติดธุระเลยมาช้าหน่อย" ติดธุระหรือติดอะไรกันแน่วะ หึ! สงสัยคงกลับไปคืนดีกับไอ้พี่ว้ากนั่นแล้วแหง ผมเงียบไม่ตอบอะไรพลางหันไปหยิบกระเป๋าแล้วชวนเพื่อนซี้เดินขึ้นหอประชุมเพื่อเข้าประชุมเชียร์ตามปกติ เมื่อมาถึงบรรยากาศภายในนั้นกลับมาคุสุดๆ เพราะไอ้พวกพี่ว้ากมารอปี 1 อยู่ในหอประชุมอยู่ก่อนแล้ว

    "นี่มันยังไม่ถึงเวลาที่พวกพี่ว้ากจะเข้านี่หว่า" ไอ้เตอร์เอ่ยปากอย่างสงสัยบรรดาปี 1 ทุกคนต่างรีบเข้าไปนั่งประจำที่ เมื่อพี่โอมเฮดว้ากเริ่มตะโกนแหกปากขึ้น

    "อ้าว! พวกคุณจะชักช้ากันอีกนานมั้ย!?" ทุกคนเริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเข้ามานั่งประจำที่ให้เร็วที่สุด

    "วันนี้พวกคุณรู้ใช่มั้ยครับ!? ว่านี่เป็นวันอะไร!?"

    "รู้ครับ/ค่ะ" บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดปี 1 ทุกคนสีหน้ากังวลสลับพร้อมกับมีความกดดันอย่างเห็นได้ชัด

    "ผมจะให้โอกาสคนที่ยังหาพี่รหัสไม่เจอ" พอพี่ว้ากเอ่ยถึงเรื่องการหาพี่รหัสไม่เจอปี 1 บางคนก็เหมือนจะรู้ตัวเช่นเดียวกับผม บางคนสีหน้าเคร่งเครียดบางคนก็เหมือนจะร้องไห้เพราะกลัวบทลงโทษที่รออยู่

    "เชิญก้าวออกมาข้างหน้าด้วยครับ" บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่มีใครยอมรับว่าตนหาพี่รหัสไม่เจอเพราะต่างพากันนั่งนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ

    "เชิญก้าวออกมาครับ!!" พี่ว้ากคนหนึ่งเริ่มตะโกนเสียงดังขึ้น ทำเอาเพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ลนลานร้องไห้ออกมา ผมจึงตัดสินใจยืนขึ้นเพราะเกลียดบรรยากาศบ้าๆ นี่เต็มทนแล้ว ผมก้าวออกไปอยู่ด้านหน้าแถวด้วยความไม่ค่อยพอใจเพื่อนๆ ทุกคนต่างพากันมองมายังผมเป็นตาเดียว สักพักคนที่มีชะตากรรมเช่นเดียวกับผมก็เริ่มทยอยเดินออกมาที่หน้าแถวทีละคนราว 3 คนได้ พี่ว้ากหน้าเหี้ยมเดินมาหยุดที่ด้านหน้าของพวกผม

    "ทำไมคุณถึงหาพี่รหัสไม่เจอครับ!?" เขายิ่งคำถามเข้ามาอย่างตรงประเด็น ผมเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจนักเพราะอะไรน่ะเหรอ หึ! ก็รู้ๆ กันอยู่

    "ไม่ทราบครับ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาแต่ดุดันใส่อีกฝ่าย

    "หึ! แสดงว่า..คุณไม่มีความกระตือรือร้นเลยสินะ...ก็ดี!" คนตรงหน้าจู่ๆ ก็หันกลับไปหาพวกปี 1 ที่นั่งอยู่หลังผม

    "พวกคุณดูไว้นะครับ นี่คือโฉมหน้าของคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ! ไม่สนใจ! ไม่ใส่ใจ! ที่จะตามหาพี่ของพวกเขา!" พูดยังไม่ทันจบประโยคเขาก็หันหน้ากลับมาที่ผม และเพื่อนๆ ที่ร่วมชะตากรรม

    "พี่รหัสของพวกคุณคงไม่มีความหมายเลยสินะ" จบประโยคนั้นเขาก็หันกลับไปอีกครั้ง ผมรู้สึกรำคาญกับไอ้การหันไปหันมาของไอ้บ้านี่เต็มทน

    "ใครเป็นพี่รหัสของ 4 คนนี้ เชิญออกมาด้านหน้าครับ" ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จากบุคคลที่เขาเอ่ยเรียกออกไป

    "อ้าว! ออกมาสิครับ!"

    สักพักใหญ่อยู่ๆ ปี 1 ประมาณ 4 คน เท่ากับจำนวนของพวกผมที่นั่งอยู่ในแถวก็ลุกขึ้นมา เดินออกมาพร้อมกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกผม ทำเอาผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ ว่าเขาคือ ‘พี่รหัสของผม’


    โปรดติดตามตอนต่อไป..