บทที่ 7 เื่ราวของเยี่ยนลี่เฉิง
คำตอบที่ผอ.จางให้มานั้นแสนจะง่าย
กิน!
นอน!
“...” ฉินอี้หานท้อแท้ใจอีกครั้ง “ปกติเธอชอบเล่นอะไรเหรอครับ”
เสียงกระแอมของ ผอ.จาง ดังขึ้นก่อนจะเอ่ย “เป็เพราะอิงอิงน้อยทานอาหารเยอะมาก ๆ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วเธอจะสนใจแต่ความอิ่มหรือไม่อิ่ม เธอไม่ค่อยได้เล่นกับเด็กคนอื่นหรอกครับ”
ฉินอี้หานรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกแทงด้วยอะไรบางอย่าง มันเจ็บจี๊ดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“อิงอิงน้อยกินเยอะขนาดนั้น ไม่อึดอัดเหรอ”
ผอ.จางประเมินว่าฉินอี้หานได้เห็นปริมาณอาหารของอิงอิงน้อยกินแล้ว จึงยากที่เขาห้ามตัวเองไม่ให้กระแอมไออีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้ผมก็เคยพาอิงอิงไปตรวจ คุณหมอบอกว่าเขาแข็งแรงมาก แม้ว่าความอยากอาหารของเธอจะมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่… เธอก็ไม่เคยรู้สึกอึดอัดเลย
ฉินอี้หาน “...”
ผอ.จางมีบางอย่างไม่สบายใจ เกรงว่าฉินอี้หานจะให้เธอกินมากเกินไปในคราวเดียว
“คุณฉินครับ แม้ว่าอิงอิงน้อยจะเคยได้รับการตรวจร่างกายที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว แต่ทั้งหมดนั้นเป็การตรวจขั้นพื้นฐานตามปกติ ความอยากอาหารของอิงอิงน้อยแปลกจริง ๆ ถ้าคุณฉินมีเวลาก็พาอิงอิงน้อยไปตรวจที่โรงพยบาลให้ละเอียดกว่านี้เถอะครับ”
ดูเหมือนว่าเขาจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ผอ.จางจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อ๋อ ใช่แล้ว เธอกลัวคุณหมอมาก!”
ฉินอี้หานขมวดคิ้ว “ทำไมเหรอ”
ผอ.จางถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้น ผมจะเล่าเื่เด็กที่เป็โรคหัวใจก่อนหน้านี้ให้ฟังครับ”
หลังจากวางสาย ฉินอี้หานยังคงขมวดคิ้วอยู่ตลอด
เป็เพราะการได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการเห็นเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าป่วยจนเสียชีวิตสินะ?
ฉินอี้หานคิดพลางเดินขึ้นชั้นบน
เมื่อเขามาถึงหน้าห้องนอนชั้นสามที่ให้คนใช้เตรียมไว้สำหรับอิงอิงก็บังเอิญเห็นเยี่ยนลี่เฉิงเดินออกมาจากด้านในพอดี
“คุณอาฉิน”
ฉินอี้หานพยักหน้า “อิงอิงน้อยล่ะ”
“อิงอิงน้อยหลับไปแล้ว”
“นอนร้องไห้หลับไปเหรอ?” ฉินอี้หานรู้สึกเป็กังวล
เยี่ยนลี่เฉิงส่ายหัว “ไม่ครับ หลังจากที่มั่นใจว่าไม่ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นและหลับไปทันทีเลย”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเยี่ยนลี่เฉิง ฉินอี้หานก็นึกถึงคำตอบนั้นของผอ.จางทันที
ชอบกิน!
ชอบนอน!
อิงอิงน้อยขึ้นรถจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากลับมาก็หลับ ทานมื้อกลางวันเสร็จหลังจากไปเดินเล่นก็หลับไปอีก
“โอเค นายไปพักเถอะ อาขอเข้าไปดูหน่อย”
“ได้ครับ”
เยี่ยนลี่เฉิงพักอยู่ที่ชั้นสอง หลังจากทักทายกันเสร็จเขาก็เดินลงไป
แต่ทว่าเด็กหนุ่มก็ต้องหยุดอีกครั้งตรงหัวมุมบันได
ที่จริงเขาอยากจะอยู่ในห้องชั้นสามของอิงอิงน้อยเพื่อเป็เพื่อนเธอ
เมื่อนึกถึงเธอก็รู้สึกน้อยใจ และเมื่อได้เห็นท่าทางหวาดกลัวเช่นนั้นก็รู้สึกเ็ปตามไปด้วยอย่างทนไม่ได้
แม้แต่ในตอนที่น้องสาวแท้ ๆ ของเขา เยี่ยนเสี่ยวจื่อร้องไห้โวยวาย เขายังไม่ได้สนใจขนาดนี้
เขาเกิดในตระกูลเยี่ยน พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยอาการป่วยั้แ่เขาอายุยังไม่ถึงสามขวบ เยี่ยนลี่เฉิงเป็คนที่ไม่ค่อยยิ้มและไม่พูดกับผู้อื่นนอกจากแม่ของเขา คนในตะกูลเยี่ยนกล่าวว่าเขาเป็คนที่เกิดมาไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ทั้งยังบอกอีกว่าเขาวางเพลิงเพื่อฆ่าแม่ผู้ให้กำเนิด หลังจากนั้นเด็กหนุ่มจึงถูกไล่ออกจากตระกูล
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โลกใบนี้คงรู้ว่าการที่แม่ของเขาเสียชีวิตจะสร้างความเ็ปให้เขามากที่สุด รอยยิ้มบนใบหน้าอันอ่อนโยนของเยี่ยนลี่เฉิงเริ่มจางหายไปทีละน้อย แสงสว่างในตาเริ่มมืดมิดและค่อย ๆ ปรากฏความเ็าขึ้นมาแทนที่
เขาเป็ฆาตกรที่ลอบวางเพลิงฆ่าแม่ของตัวเองเหรอ?
เขาน่าจะรู้ดีกว่าใคร!
เขารู้ว่าใครเป็คนวางเพลิง!
รู้ดีมากที่สุดว่าใครเป็คนสั่งการเื่ทั้งหมดนี้!
น่าเสียดายที่เขาเข้าใจเื่นี้ช้าเกินไป เมื่อกลับมาถึงบ้านก็สายเกินไปแล้ว
แม่เสียชีวิตเนื่องจากสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากเกินไป ทุกคนในตระกูลเยี่ยนผลักความรับผิดชอบเื่เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ไว้ที่เขา
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณอาฉินเพื่อนร่วมรบของพ่อในสมัยอดีต ยืดอกเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ ข่าวที่เขาลอบวางเพลิงแม่ผู้ให้กำเนิดจะต้องแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงภายใต้การควบคุมของตระกูลเยี่ยนอย่างแน่นอน
ตระกูลเยี่ยนไม่ได้มีความสามารถในการต่อต้านตระกูลฉินและเนื่องจากเขามีอายุเพียงสิบขวบ ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินความผิดโทษฐานลอบวางเพลิง อย่างมากก็เพียงแค่ได้รับคำสอนเกี่ยวเื่ความคิดเท่านั้น ท้ายที่สุดตระกูลเยี่ยนจึงยอมถอยและเลือกที่จะขับไล่เขาออกมาแทน
อาฉินกล่าวว่า ลูกผู้ชายสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย
อีกทั้งอาฉินยังกล่าวอีกว่า ‘คนในตระกูลเยี่ยนเ่าั้ไม่คุ้มค่าที่จะให้นายเอาชีวิตไปเสี่ยง พ่อแม่ของนายเองก็ไม่ได้หวังให้ตลอดชีวิตของนายจะถูกทำลายด้วยความเกลียดชังของตระกูลเยี่ยน’
‘วิธีการล้างแค้นยังมีอีกหลายวิธี แน่นอนว่าพ่อแม่ของนายไม่ได้อยากให้นายต่อกรกับตระกูลเยี่ยนในวัยที่ยังไม่เป็ผู้ใหญ่ พวกเขาอยากให้ชีวิตในวัยเด็กของนายสดใสและมีความสุข ไม่มีตระกูลเยี่ยนแล้วก็ยังมีตระกูลฉิน นายสามารถเรียกฉันว่าอาฉินหรือจะคิดว่าฉันเป็พ่ออีกคนก็ได้ ฉันและพ่อนายเดิมทีก็เคยเป็สหายร่วมรบกันมาก่อน’
จากนั้นเขาจึงเรียกฉินอี้หานว่าอาฉินมาโดยตลอด หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ในตระกูลเยี่ยน เยี่ยนลี่เฉิงก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สองปีแล้ว
ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันแต่อาฉินยุ่งมาก ในบ้านก็มีสาวใช้เพียงคนเดียว ที่นี่จึงเงียบเหงามากจริง ๆ
แต่ตอนนี้เริ่มดีแล้ว
แค่มีอิงอิงน้อยเพิ่มมาอีกคน ก็ดูเหมือนว่าคฤหาสน์นี้จะมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นทันทีเพราะการมีอยู่ของเธอ
เยี่ยนลี่เฉิงลงบันไดไปไม่นานคุณหมอประจำตัวก็มาถึงแล้ว
หลังจากที่อิงอิงน้อยหลับไป เขาจึงถือโอกาสตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้เธอ คุณหมอใช้เข็มเจาะที่นิ้วของเธอเบา ๆ เพื่อเก็บตัวอย่างเื
ลูกวาฬน้อยที่กำลังหลับอยู่ในความฝันทนไม่ไหวจึงใช้มือตบไปมา
เธอคิดว่าปลายเข็มเป็ครีบที่หน้าอกของพี่ชายและคุณลุง สองคนนั้นไม่ระวังจนทิ่มครีบโดนเธออีกแล้ว
ถอยออกไปหน่อยสิ เธอจะนอน!
คุณหมอส่วนตัวถูกมือเล็ก ๆ ตบเข้าที่ใบหน้า ทุกคนล้วนตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
โดนวาฬน้อยสามขวบครึ่งตบหน้าเข้าแล้ว
จริง ๆ ก็ไม่ได้เจ็บมาก แต่มันขายหน้าสุด ๆ ไปเลย
ซ่งซือหลินลูบ ๆ ใบหน้าที่ถูกตบ หลังจากเก็บตัวอย่างเืลงในกล่องยาแล้ว เขาก็หันไปมองฉินอี้หาน
“ฉินอิงอิง… ลูกสาวของคุณเหรอ?”
ฉินอี้หานพยักหน้า “ใช่”
ซ่งซือหลินเป็คนขี้เล่นมาแต่ไหนแต่ไร เพราะเขารู้ว่าฉินอี้หานไม่สนใจผู้หญิงและยิ่งไปกว่านั้นกับผู้ชายก็ไม่มีความคิดนี้เลย อีกฝ่ายมีความคิดที่จะไม่แต่งงานอย่างเด็ดขาด
โอ้!
เขาไม่แตะต้องผู้หญิงด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดเจนว่าแม้จะเกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาล แต่กลับใช้ชีวิตเหมือนนักพรต
ไม่ใช่สิ!
ในการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงฉินอี้หานอาจจะเหมือนนักพรต แต่เื่อาหารและเสื้อผ้า เขาไม่ใช่นักพรตอย่างแน่นอน นักพรตที่ไหนจะกินดีอยู่ดีและใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดนั้น
ดังนั้นเมื่อได้ยินฉินอี้หานยอมรับออกมาว่ามีลูก ซ่งซือหลินจึงค่อนข้างสับสน
“จริงเหรอ เื่นี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เธอดูเหมือนอายุประมาณสองสามขวบ คุณซ่อนลูกไว้ได้แเีดีจริง ๆ!”
ซ่งซือหลินเป็คุณหมอประจำตัวของฉินอี้หานอีกทั้งยังเป็เพื่อนสนิทของเขา
ฉินอี้หานให้คำตอบอีกฝ่าย “เธอเป็บุตรบุญธรรมที่ฉันเพิ่งจะรับเลี้ยงเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว”
ซ่งซือหลินเงียบไป “...”
เธอเอามือขึ้นมาปิดปากหนึ่งข้างเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงของเขาทำให้ลูกวาฬน้อยใตื่น
“รับเลี้ยง?”
“คุณปู่ฉินและคุณย่าฉินเห็นด้วยหรือไม่?”
ฉินอี้หานไม่ได้ปิดบังเขา “ฉันมีลี่เฉิงคอยสนับสนุนน่า”
ซ่งซือหลินเอ่ย “...อย่างนั้นคุณหาตุ๊กตาผู้ชายมาสักตัวจะไม่ดีกว่าเหรอ? ฉันไม่เคยเห็นเขาพูดมากกว่าสามประโยคเลยด้วยซ้ำ”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างอ่อนโยน
“เอาเถอะ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เป็ที่รักของคนอื่นได้ง่าย! เธอรู้วิธีที่จะรักผู้อื่น แม้ว่าอิงอิงน้อยจะอายุเพียงสามขวบครึ่ง แต่ก็ยังรู้จักแบ่งปันอาหารอร่อย ๆ ของเธอให้กับฉันและลี่เฉิง”
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของฉินอี้หานที่ดูเหมือนกับคุณพ่อโง่ ๆ คนหนึ่ง ซ่งซือหลินก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
เขาเหลือบมองฉินอิงอิงที่กำลังนอนหลับฝันหวานบนเตียง
ใบหน้าของเธองดงามมาก ผิวของเธอขาวราวน้ำนม ขนตาของเธอเรียวยาวและโค้งงอน อีกทั้งผมของเธอยังบางเบาและอ่อนนุ่ม เธอดูน่ารักจริง ๆ นั่นแหละ
แต่ก็ไม่น่าจะทำให้คนอย่างฉินอี้หานยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนได้ขนาดนี้ จริงไหม?
ก็แค่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะอะไรขนาดนั้น?