"ท่านพี่เลิกคิดเื่นี้เสียทีเถิด!"
ซูอี้หว่านรู้ดีว่าพี่ชายมีเจตนาจับคู่ให้นางจึงรู้สึกจนคำจะกล่าว
"ท่านพี่ก็รู้ว่าฐานะของเขาน่าสงสัยข้าเคยลองหยั่งเชิงเื่ที่มาของเขาแล้ว หากข้าเดาไม่ผิดเขาคงมีความเกี่ยวข้องกับคนที่พวกทหารตามจับอยู่"
"ไอ๊หยา?"
ซูอี้โจวได้ยินคำพูดของซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อนึกถึงเื่ที่เซียวจวิ้นอันจงใจใช้ชื่อว่าจวิ้นอัน ก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด
ตอนที่อีกฝ่ายแนะนำตัวเองให้เขารู้จักไม่ได้มีการปิดบังอะไร ซูอี้โจวมั่นใจในเื่นี้มาก
เขามั่นใจในสายตาของตัวเองเป็อย่างยิ่ง
"ฐานะของจวิ้นอันดูไม่ชอบมาพากลจริงๆ"
ซูอี้โจวพยักหน้าจากนั้นก็ส่ายหน้า
"แต่ถึงแม้ว่าฐานะของเขาจะมีปัญหาจริงๆ แต่ั้แ่เรารู้จักกับเขามาเราก็ได้รับการช่วยเหลือจากเขามาโดยตลอด อย่างน้อยจนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เคยทำร้ายเรา"
ซูอี้โจวมีจิตใจที่เปิดกว้างเขาเชื่อในสิ่งที่เห็นเสมอและไม่อยากหาเื่ใส่ตัวดังนั้นจึงไม่อยากจะสอบสวนเจตนาในการใช้ชื่อปลอมของเซียวจวิ้นอัน
"ถึงแม้ว่าในภายหลังจะพบว่าเขาไม่ใช่คนดี เราก็ไม่ได้จนมุมสักหน่อย?"
"ถึงอย่างนั้นท่านพี่ก็ยังอยากให้เขาติดตามพวกเราไปด้วยอย่างนั้นหรือเ้าคะ?" ซูอี้หว่านฟังคำพูดของพี่ชายก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางเข้าใจว่าความคิดเห็นของซูอี้โจวนั้นถูกต้องท้ายที่สุดแล้วนางกับเซียวจวิ้นอันก็เหมือนถูกผูกมัดไว้ด้วยกันในระดับหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะนางช่วยเหลือเขาก็คงไม่สามารถได้ป้ายประจำตัวมาอย่างราบรื่น หากเกิดเื่อะไรขึ้นมาจริงๆนางก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน
เมื่อเป็เช่นนั้นการให้เขาอยู่ในสายตาของนางคงจะสบายใจกว่า
"ก็ได้ แต่ถ้าเขากล้าทำอะไรที่เป็ภัยต่อพวกเรา ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่!"
"วางใจได้ ถึงตอนนั้นพี่ชายจะช่วยเ้าเอง!"
ซูอี้โจวเห็นซูอี้หว่านตกลงที่จะให้เซียวจวิ้นอันติดตามพวกเขาไปด้วยก็ดีใจขึ้นมาทันที
"รีบดูสิ จวิ้นอันหลังจากล้างตัวแล้ว ช่างสง่างามเหลือเกิน!"
ซูอี้หว่านฟังคำพูดของซูอี้โจวก็อดไม่ได้ที่จะหันศีรษะไปสายตาก็จับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มด้านหน้า
ในชั่วพริบตาความรู้สึกที่ยากจะบรรยายก็ถาโถมเข้ามา
ดวงตาของซูอี้หว่านหดเล็กลงสายตาจับจ้องอยู่ที่เซียวจวิ้นอันราวกับถูกตรึงไว้
บัดนั้นเองที่สายตาหยุดลงตรงร่างสูงของบุรุษกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเต็มไปด้วยพลังอันน่าเกรงขามนี่คือความงามที่ผสานรวมกับพลังอย่างสมบูรณ์แบบ ร่องรอยแห่งาแมิได้ทำให้เขาอัปลักษณ์ หากแต่กลับเพิ่มความงามสง่าเยี่ยงวีรบุรุษ
ยามที่ทอดสายตาไปยังรูปร่างงดงามตรงหน้าซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าวบนแก้มทั้งสองข้างรีบหลบสายตาขึ้นไปมองยังจุดอื่น
รูปลักษณ์ของชายหนุ่มสง่างามเกินมนุษย์ทุกสัดส่วนบนใบหน้านั้นงดงามประณีตราวกับรูปสลักผมสีดำราวกับหมึกปล่อยยาวสยายมีหยาดน้ำเกาะพราวปอยผมเปียกชื้นแนบอยู่บนใบหน้าที่งดงามเกินใคร เพิ่มความเย้ายวนที่ยากจะบรรยาย
แต่ดวงตาคู่เรียวดุจตาจิ้งจอกของชายหนุ่มกลับเ็าราวกับหยั่งรู้ทุกสิ่งในโลก ทำให้ผู้คนได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็วราวกับตื่นขึ้นจากภวังค์
"จิ๊ๆ นี่คือสิ่งที่เรียกว่างามล้ำเลิศใช่ไหม? เป็อย่างไรบ้าง?หว่านหว่าน ข้าว่าน้องเขยคนนี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว ดูดีออก!"
"ฮึ!"
ซูอี้หว่านฟังคำพูดของซูอี้โจวก็หัวเราะเยาะอย่างเ็า จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป
นางจะไม่มีวันปริปากว่าเมื่อครู่ใจเต้นระส่ำเพราะเขา!
“ข้าทำสิ่งใดผิดไป ถึงทำให้นางโกรธเคืองถึงเพียงนี้?"
เซียวจวิ้นอันเห็นซูอี้หว่านวิ่งหน้าแดงเข้าไปในบ้านก็คิดว่าตัวเองทำอะไรให้นางไม่พอใจอีกแล้ว
"ไม่ใช่หรอก อากาศมันร้อนจัด เลยทำให้นางหงุดหงิดง่ายเท่านั้นเอง"
"เป็เช่นนั้นเอง"
ซูอี้โจวพูดจาเหลวไหลเซียวจวิ้นอันหาได้ขัดแย้งไม่ กลับคล้อยตามอย่างเห็นดีเห็นงาม
ซูอี้หว่านได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสองในบ้านก็โกรธขึ้นมาทันที
"พอได้แล้ว จะพูดจาไร้สาระอะไรกัน? เข้ามากินข้าวได้แล้ว!"
ซูอี้หว่านนำผักสดออกจากมิติเพื่อทำบะหมี่น้ำใส
เมื่อมองดูน้ำแกงใสตรงหน้าซูอี้โจวและจางอ้ายหลินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ! ทำไมกินอะไรจืดชืดเช่นนี้?"
ซูอี้โจวเป็คนที่ขาดเนื้อไม่ได้ั้แ่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่ได้กินเนื้ออย่างจริงจังสักมื้อพอเห็นซูอี้หว่านทำบะหมี่น้ำใส ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
"ยังมีน้ำจิ้มไข่ปูอยู่นี่นา ทำบะหมี่ไข่ปูอีกสักมื้อไม่ดีกว่าหรือ?"
"ปูมีฤทธิ์เย็น ไม่ควรกินมากนัก นับแล้วพวกเรากินติดต่อกันมาหลายวันแล้วคงกินอีกไม่ได้หรอกเ้าค่ะ"
ซูอี้หว่านปฏิเสธความคิดของซูอี้โจวโดยตรงนางเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ คำพูดของนางทำให้แม่ลูกไม่สามารถโต้แย้งได้ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม
เมื่อมองดูพี่ชายที่หมดอาลัยตายอยากซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใจขึ้นมา
"เมื่อขายน้ำจิ้มไข่ปูได้เงินทองพวกเราก็จะสามารถเดินทางเข้าเมืองได้เสียทีถึงเวลานั้นไยต้องกังวลว่าจะไม่มีอันจะกิน ไม่ใช่หรือเ้าคะ?"
"ก็จริงอย่างที่ว่า!"
จางอ้ายหลินได้ยินซูอี้หว่านเตือนสติก็กลับมามีกำลังใจขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเื่ที่ซูอี้โจวนำน้ำจิ้มไข่ปูไปให้ทหาร ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมา
"ใช่แล้ว อี้โจว ก่อนหน้านี้เ้าเอาน้ำจิ้มไข่ปูไปให้พวกทหารทำไม? มีเจตนาอะไรหรือ?"
เมื่อพูดถึงเื่นี้ซูอี้โจวก็ภูมิใจขึ้นมาทันที "รอก่อนเถิด!พรุ่งนี้ธุรกิจจะต้องมาหาถึงประตูบ้าน!"
"หมายความว่าอย่างไร?"
ซูอี้หว่านเห็นพี่ชายมั่นใจเช่นนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นถามว่า "ท่านพี่คิดแผนการที่ดีในการโฆษณาน้ำจิ้มไข่ปูได้แล้วหรือ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว ท่านพี่ของเ้าเป็ใคร?"
ซูอี้โจวยืดอกขึ้นทำท่าทางราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือ
"ถึงแม้ว่าจะถูกซูไท่ไท่ก่อกวนจนวันนี้จะไม่ได้ทำการซื้อขายแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็มีหลายคนที่รู้ว่าพวกเราขายน้ำจิ้มไข่ปูแล้วคนอื่นๆ ก็ซื้อปูกลับไปกิน รอจนกว่าพวกเขารู้รสชาติของปูขนจึงจะรู้ว่าน้ำจิ้มไข่ปูช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงกาย และคลายความกังวลได้มากเพียงใด!”
"ดังนั้น พี่โจวจึงจงใจทำเช่นนั้น? ท่านส่งน้ำจิ้มไข่ปูให้ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก็เพื่อให้พวกเขาลิ้มลองรสชาติ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาซื้อจากพวกเรา?"
"ใช่แล้ว!"
ซูอี้โจวได้ยินคำถามของเซียวจวิ้นอันก็พยักหน้าตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ที่เรียกว่าของหายากย่อมมีค่า พวกนั้นได้ลิ้มลองรสชาติของน้ำจิ้มไข่ปูแล้วก็ต้องอยากลองอีกครั้ง แต่คนอื่นนอกจากพวกเราไม่มีใครขายน้ำจิ้มไข่ปูพวกเขาจะไม่มาซื้อจากพวกเราได้อย่างไร?"
"ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อทหารเหล่านี้ได้ััรสโอชาเช่นนี้ก็ไม่ใช่แค่จะกินเองในครอบครัว พวกเขายังสามารถซื้อกลับไปเป็ของขวัญได้เช่นนั้นแล้วธุรกิจจะไม่มาถึงหน้าบ้านได้อย่างไร?"
"สมแล้วที่เป็ลูกชายของข้า!"
จางอ้ายหลินฟังคำอธิบายของซูอี้โจวเพิ่งจะเข้าใจแผนการของเขา อดไม่ได้ที่จะดีใจขึ้นมา
บัดนี้ทุกคนต่างใจจดจ่อรอคอย หวังว่าพรุ่งนี้ธุรกิจจะรุ่งเรือง
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นซูอี้โจวและซูอี้หว่านสองพี่น้องก็ออกเดินทางด้วยกันพวกเขาไปตั้งแผงขายของที่ประตูเมืองั้แ่เช้า
"ท่านพี่ ท่านพี่แน่ใจหรือว่าน้ำจิ้มไข่ปูหนึ่งรถเข็นนี้จะขายหมด?"
ซูอี้หว่านค่อนข้างกังวลเมื่อคืนนี้พวกเขาเร่งทำตามคำขอของซูอี้โจว หากน้ำจิ้มไข่ปูเหล่านี้ขายไม่ออกแม้ว่าจะมีพื้นที่ในมิติให้เก็บ พวกเขาทั้งครอบครัวก็กินกันไม่หมด
"ไม่เป็ไร เ้าคอยดูเถิด!"
ซูอี้โจวมีความสุขราวกับเห็นเงินทองมากมายก่ายกองโบกมือเชื้อเชิญอยู่รำไรก็ไม่ปาน