หลังจากเดินออกมาจากอาคารฝ่ายลงทัณฑ์ พวกเขาหยิบขวานตัดไม้ที่วางไว้ด้านนอก ขณะที่มองมันดร๊อกป้าก็ตระหนักได้ถึงสองอย่าง อย่างแรกห่อข้าวกลางวันของอัสมะยังอยู่ที่ตน และอย่างที่สอง…อาโปยังไม่ใส่เสื้อ!
“อาโป เ้าใส่เสื้อได้แล้ว”
ดร๊อกป้ากล่าวพลางยื่นเสื้อที่ถือติดมือมาเขา
“…” ชายหนุ่มผมขาวมองเขามาด้วยแววตาที่นิ่งสงบไร้อารมณ์
“รับไปและใส่ซะ ไม่ต้องทำเป็งง”
ดร๊อกป้าพูดต่อด้วยน้ำเสียงติดเอือม พลางโยนเสื้อให้ชายหนุ่ม
อาโปรับเสื้อไป มองเสื้อในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะใส่มันอย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ดร๊อกป้ามองดูเขาแล้วรู้สึกโล่งใจ
“อย่างน้อยเ้าก็เชื่อฟังมากกว่าแต่ก่อน ตอนนั้นที่ท่านบัลคาถามเ้า ไม่นึกว่าเ้าจะตอบแบบนั้น ในใจข้านึกว่าเหตุผลที่เ้าไม่ได้ว่าอะไร เพราะถูกใจที่ฝ่ายลงทัณฑ์ไม่ได้ใส่เสื้อเสียอีก ข้าคงมองเ้าผิดไป”
ทันใดนั้นดร๊อกป้าก็ว่าชายหนุ่มผมขาวที่กำลังใส่เสื้ออยู่พลันหยุดนิ่ง
“เอ๊ะ! อย่าบอกนะว่าเื่จริง”
ดร๊อกป้าร้องด้วยน้ำเสียงใ
ชายหนุ่มผมขาวไม่ตอบ เมื่อใส่เสื้อเสร็จก็เดินออกไปอย่างเมินเฉย
“ไม่เอาสิอาโป ตอบข้าก่อน เื่จริงหรือเปล่า เ้าไปเรียนรู้วิธีโกหกตอนไหนกัน?”
ดร๊อกป้าวิ่งตามไปอย่างนึกสงสัยและขำขัน
“เ้าจะไปไหนต่อหรือไม่”
อาโปหันหน้ามาถามเขา พลันเปลี่ยนเื่
ดร๊อกป้ามองห่อข้าวในมือ ระยะเวลามันก็ผ่านไปนานจนเลยมื้อเที่ยงไปแล้ว อีกทั้งเขาไม่รู้ว่าบ้านอัสมะอยู่ที่ไหน แต่เมื่อนึกถึงอาการาเ็ที่ทำให้อัสมะลาหยุดกับหน้าที่ที่พึ่งได้รับมอบหมาย ดร๊อกป้าก็ตัดสินใจ
“เราต้องไปบ้านท่านอัสมะกันก่อน แต่ก่อนอื่นไปถามทางจากพี่ตวนที่โรงครัว”
ในบรรดาห้าชายฉกรรจ์ นอกจากฮาซันแล้ว ตวนเป็อีกคนที่พวกเขาพอจะหาได้ในตอนนี้ อีกอย่างดร๊อกป้ายังอยากพบชายร่างใหญ่ที่ “ใจดี” อีกด้วย
ชายหนุ่มผมขาวพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ แต่เมื่อพูดถึงพี่ตวนสายตาของเขาก็มีความเหม่อลอยอยู่บ้างเล็กน้อย อาจเพราะความหิวจากศึกที่ผ่านมา
เมื่อพวกเขามาถึงโรงครัว กลิ่นอาหารลอยตลบอบอวล พวกดร๊อกป้าก็ก้าวไปด้านหลัง เขาลองใช้อำนาจใหม่ที่ได้รับ นำป้ายมาคล้องเอวเป็สัญลักษณ์บ่งบอกสถานะใหม่ ตลอดทางแม้จะมีคนมองพวกเขาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามหรือขัดขวาง ดร๊อกป้าพบว่าผู้คนอาจจะกำลังหลีกหนีพวกเขาด้วยซ้ำ เป็การหนีหน้าด้วยความเกรงกลัวแตกต่างจากเมื่อก่อน
ไม่นานนักเมื่อเดินมาถึงห้องครัวพวกเขาก็พบกับพี่ตวนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับงาน
ชายร่างใหญ่กลมโตที่สวมผ้ากันเปื้อนสีขาวคลุมทับชุดผู้รับใช้สีน้ำตาล มีอายุราวสามสิบ
“พวกเ้า!” ตวนเงยหน้ามามองอย่างใ คำว่าศัตรูจากเมื่อวาน คือมิตรสหายในวันนี้นั้นอย่างน้อยก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้อย่างปุบปับ ตวนยังมีความระแวงพวกเขาอยู่บ้าง โดยเฉพาะโผล่มาอย่างปุบปับแบบนี้
ดร๊อกป้าเร่งอธิบายเกี่ยวกับอัสมะ ก่อนที่พี่ตวนจะเข้าใจผิดไปไกล
หลังจากฟังจบ พี่ตวนใช้มือทุบโต๊ะอย่างโกรธเคือง
“แม่งเอ่ย! ไอ้พี่เวรนั้นไม่เห็นบอกพวกข้าเลยว่าทำเื่แบบนี้ ถึงว่าอยู่ว่าตอนไปหาเมื่อเช้านี้ถึงไม่เปิดประตู น่าชังนัก! ต้องรีบไปหาเดี๋ยวนี้ ไม่รู้จะนอนซมพิษแผลจนตายไปแล้วหรือยัง”
เมื่อเห็นท่าทางของตวน ดร๊อกป้าก็พบว่าตัวเองงี่เง่าไม่น้อย ความจริงเขาน่าจะจับสังเกตเื่นี้ได้ั้แ่ตอนคุยกับลากูแล้ว แต่เขาใช้มาตรฐานของตัวเองมาตัดสินจนไม่ได้ใส่ใจมัน
พูดจบตวนก็คว้าถุงใส่อาหารที่วางบนโต๊ะ ก่อนจะโกยซาลาเปาที่พึ่งอบเสร็จใหม่ๆ ลงไป
“นี่ พวกเ้าเอาไปกินรองท้องก่อน พอสังเกตดูดีๆ แล้วสภาพเ้ามีแต่กระดูก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็คนที่ซัดพวกข้าซะไปไม่เป็”
อาโปรับมา ก่อนจะกัดคำเล็กๆ เขากล่าว
“อร่อย”
คำตอบนั้นทำให้ตวนชะงัก ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา “แน่นอน ไม่มีอะไรที่ข้าทำไม่อร่อย หยิบเอาไปอีกเยอะเลยๆ เอาไปกินเผื่อเย็นด้วย”
เมื่อพวกเขาจัดการธุระในครัวเสร็จ ทั้งสามก็เดินทางไปบ้านของอัสมะ
เมื่อมาถึง พวกเขามองประตูที่ปิดสนิท ตวนเดินเข้าไปทุบประตูทันที
“พี่อัสมะ ลุกขึ้นมา ข้ารู้เื่ทุกอย่างแล้ว ออกมาให้เห็นหน้าซะ ไม่งั้นข้าจะพังประตูเข้าไป”
“ปัง!ๆ ปัง!ๆ ปัง!ๆ”
“ยังไม่ออกมาอีกไอ้พี่เวร! จะให้ข้าพังประตูเข้าไปใช่ไหม นับหนึ่งถึงสาม!”
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นร่างของอัสมะที่ถอดเสื้อท่อนบน ใบหน้าของเขาดูหงุดหงิดพร้อมจะะเิ
“เวรเอ้ย! เ้าเคาะอะไรนักหนาวะเ้าตวน”
แต่เมื่อเห็นดร๊อกป้ากับอาโป เขาก็หยุดคำพูดลงและถาม
“พวกเ้าก็มาด้วยเหรอ มาทำไมกัน?” อัสมะถาม
ตวนเห็นดังนั้นก็เล่าเื่ที่พวกเขาบอกให้ฟัง
เมื่ออัสมะฟังจบแล้วก็หันหน้ามาถามกับพวกเขา
“งั้นตอนนี้พวกเ้ากลายเป็หน่วยลงทัณฑ์แล้ว?”
“ใช่ ท่านบัลคาเห็นแววอาโปั้แ่ตอนตัดไม้แล้ว วันนี้จึงเรียกพวกเราไปคุยพอดี”
ดร๊อกป้ากล่าวโกหก
“ข้าไม่แปลกใจเลย ถ้าบัลคารู้ฝีมือของอาโปแล้วยังปล่อยไปอีก ข้าจะประหลาดใจมากกว่า”
อัสมะกับบัลคาอยู่ในรุ่นเดียวกัน เขาจึงเรียกชื่ออีกฝ่ายตรงๆ
“ตอนที่ข้าได้ฟังข้าก็ไม่แปลกใจเหมือนกัน” ตวนเสริมด้วยท่าทางเห็นพ้อง ทั้งสองเกิดและโตด้วยกันที่นี่จึงเข้าใจว่าฝ่ายลงทัณฑ์้าคนฝีมืออยู่อย่างต่อเนื่อง
ถึงจะถูกพูดถึง แต่ชายหนุ่มผมขาวก็ยังกัดซาลาเปากินต่อไปด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
“พวกเ้าจะเอาของกินมาให้ข้าใช่ไหม งั้นก็เอามาแล้วกลับไปได้ ข้าไม่ได้เป็อะไรมาก”
อัสมะกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“อันดับแรกเอามือซ้ายของพี่มาให้ข้าดูก่อน จะยืนหลบหลังประตูทำไม”
ตวนพูดพลางพยายามดันร่างของอัสมะเข้ามาในห้อง เพื่อจะเข้าไปดูอาการาเ็ แต่ไม่ทันไร ร่างของอัสมะกลับเอนถอยหลังจนเกือบล้ม
“?!!”
ดร๊อกป้ากับตวนรีบพุ่งเข้าไปพยุงร่างของเขาไว้ทันที อาโปที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ก็เลิกกินซาลาเปาลงแล้วเดินเข้ามาใกล้
“พี่อัสมะ! ไหนบอกว่าไม่ค่อยเป็ไร ทำไมตัวร้อนจี๋แบบนี้” ตวนถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
อัสมะพยายามยันตัวเองขึ้นยืน แต่จากท่าทางดูชัดเจนว่าเขากำลังฝืนตัวเองอย่างมาก
“ข้าก็แค่ไม่สบายเล็กน้อย ไม่ต้องทำให้เป็เื่ใหญ่…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว! นั่งลงก่อน” ตวนสั่งเสียงเข้มพลางพยุงร่างของเขาไปนั่งบนเตียง
ตวนจับแขนซ้ายของอัสมะมาดู เพียงแค่ััก็พบว่ามันบวมเป่งจนผิดปกติ อัสมะทำสีหน้าเจ็บแปล๊บทันที
“โทษที!” ตวนกล่าวก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าพันแผลที่มือออก เผยให้เห็นาแลึกที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี
“แผลแหวะขนาดนี้ทำไมไม่รีบมาบอกพวกข้า?!” ตวนโพล่งขึ้นเสียงดังด้วยความใ
“มันเป็าแที่ข้าทำตัวเองทั้งนั้น แค่พักสักวันพรุ่งนี้ก็ดีขึ้น…” อัสมะตอบด้วยน้ำเสียงแข็งๆ
ตวนหันไปทางชายหนุ่มร่างสูงผิวแทน “ดร๊อกป้า เ้าช่วยไปเอาน้ำสะอาดมา! ไม่สิ ต้องใช้สมุนไพรด้วย ข้าไปเอาเองดีกว่า”
ว่าแล้วเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที
ดร๊อกป้ามองตามแผ่นหลังพลางพูดขึ้น
“ท่านมีพี่น้องที่ดีจริงๆ วันนี้โอบงก็มาช่วยพวกข้าตัดไม้ ท่านลากูก็ช่วยเอาอาหารกลางวันมาให้ แถมพี่ตวนยังมอบซาลาเปาให้พวกข้ากินอีก พวกเขาพร้อมที่จะชดเชยความผิดให้พวกเรา เพราะงั้นท่านไม่ต้องกังวลว่าพวกข้าจะโกรธพวกท่านแล้วเอาเื่ไปฟ้องฝ่ายลงทัณฑ์หรอก”
แม้ความจริงมันจะเป็แผนที่บัลคาคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ว่าเขาคิดว่าเขาต้องพูดออกมา แม้จะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ตาม
อาโปที่รู้ทุกอย่างเพียงเฝ้าดูทุกอย่างด้วยความเงียบเหมือนเคย
อัสมะแสดงสีหน้าซับซ้อนพลางกล่าว
“งั้นรึ สมกับเป็พวกเขาจริงๆ”
ดร๊อกป้ายิ้มตอบ
“ท่านไม่ต้องอะไรกับพวกข้ามากก็ได้ ดูสิ อาโปแข็งแกร่งขนาดนี้ พวกข้าจะยังต้องกังวลเื่อะไรอีก ตอนนี้ท่านควรห่วงซูไลฮาหลังจากนางฟื้นมากกว่า และหลังจากนี้…พวกข้าขอเรียกท่านว่าพี่ได้หรือไม่”
อัสมะมองพวกเขาอย่างประหลาดใจ เขามองไปที่ดร๊อกป้าอย่างลึกซึ้ง ทำไมเขาจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของดร๊อกป้าได้ เขากล่าวตอบ
“ได้สิ หลังจากนี้เ้าก็เรียกทุกคนเป็กันเองแบบข้าได้เลย ถ้าใครไม่พอใจเดี๋ยวข้าไปจัดการเอง”
ดร๊อกป้าหัวเราะ
“มาแล้วๆ”
ตวนกลับมาพร้อมน้ำสะอาดต้มสุกพร้อมผ้าสะอาดและสมุนไพร ก่อนเริ่มลงมือทำการรักษา
ระหว่างนี้ดร๊อกป้าก็กวาดสายตาไปมา รูปแบบห้องไม่ค่อยแตกต่างจากห้องของฮาซันเท่าไหร่ เขาไล่สายตาเรื่อยๆ หวังว่าอาจจะพบเจอเบาะแสของผลแห่ง์ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับภาพวาดหมึกดำของผู้หญิงคนหนึ่ง
ขณะที่ดร๊อกป้ากำลังทำอะไรสักอย่าง อาโปหยิบซาลาเปาลูกใหม่ขึ้นมาและเริ่มกินมัน
เวลาผ่านไปสักพักเมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ตวนวางมือบนไหล่ของอัสมะและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านต้องพักผ่อน อย่าฝืนตัวเองอีก ถ้าท่านเป็อะไรไป พวกเราจะเสียคนสำคัญไปอีกคน”
อัสมะมองหน้าตวนก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ข้ารู้แล้ว… ข้าจะพัก พวกเ้ากลับไปก่อนเถอะ”
ตวนลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“ก็ได้ แต่ข้าจะกลับมาดูพี่อีกทีตอนเย็นพร้อมกับพี่น้องคนอื่นๆ”
อัสมะเปลี่ยนสีหน้ารีบกล่าว
“ไม่ต้องพากันมาเยอะแยะเว้ย!”
จากนั้นพวกเขาทั้งสามก็เดินออกมา ดร๊อกป้าหันไปถามกับชายร่างอ้วน
“พวกท่านเคยพาซูไลฮาไปรักษากับผู้ควบคุมธาตุ ทำไมตอนนี้ถึงไม่พาพี่อัสมะไปหาล่ะ ถ้าแค่แผลภายนอกข้าคิดว่ามันน่าจะเร็วกว่ารักษาด้วยตัวเองแบบนี้”
ตวนอึกอักไปเล็กน้อยก่อนตอบ
“เ้าพึ่งมาที่นี่ เลยอาจไม่รู้ว่าผู้รับใช้แต่ละคนมีสิทธิ์รักษาเพียงสามเดือนครั้ง ซึ่งพวกข้าใช้สิทธิ์นั้นหมดไปกับซูไลฮาแล้ว”
ดร๊อกป้าพลันเข้าใจ หากผู้รับใช้ต้องไปขอให้ผู้ควบคุมธาตุรักษาทุกครั้งที่าเ็ ผู้ควบคุมธาตุคงเหนื่อยจนพลังธาตุแตกซ่านไปหมด
“เพราะแบบนั้นท่านหญิงฮเยจึงให้โอสถกับข้ามาแทน แต่ว่าโอสถขวดนั้นมันพิเศษยังไงกัน?” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ตวนเตะก้อนหินเบาๆ ขณะเดิน ก่อนจะตอบ
“มันเป็เม็ดยาที่ทำจากผลพฤกษา์”
ดร๊อกป้าถึงกับสะดุ้ง รีบถามด้วยความกังวล
“มันจะไม่เผลอปลุกพลังธาตุเข้าหรือ?”
“เพราะอย่างนั้นมันจึงถูกทำให้อยู่ในรูปแบบของโอสถยังไงล่ะ”
ตวนกล่าวตอบ ก่อนจะอธิบายต่อ
“เมื่ออยู่ในรูปแบบโอสถ ฤทธิ์ของมันจะถูกควบคุมไว้ อานุภาพจะลดลง หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สรรพคุณของมันจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของพลังธาตุในร่างกาย ทำให้รักษาอาการาเ็ทั้งภายนอกและภายในได้รวดเร็วขึ้น สำหรับมนุษย์ธรรมดา มันแทบจะเป็ยาครอบจักรวาล แต่สำหรับผู้ใช้ธาตุ มันค่อนข้างสิ้นเปลือง เพราะฉะนั้นยานี้จึงหายากมาก”
ตวนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเสริม “โชคดีที่เ้าไปเจอท่านหญิงฮเย ซึ่งเป็หมอยาอยู่พอดี ไม่อย่างนั้นพวกข้าคงไม่ได้รับยานี้”
ดร๊อกป้าพยักหน้ารับพลางครุ่นคิด เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองพยักหน้าแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจจะนับ
พวกเขาเดินสนทนาอีกครู่หนึ่ง เมื่อมาถึงทางแยกก็แยกตามทางใครทางมัน