ภายในพื้นที่กว้างขวางของห้องแต่งตัวแบบวอล์กอินคลอเซต (Walk-in Closet) ที่ตั้งอยู่ซีกหนึ่งของห้องนอนมาสเตอร์สวีทอันหรูหรา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานยาวจรดเพดาน ธีร์ในเวลานี้อยู่ในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทที่ถูกสั่งตัดเย็บขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเขาโดยเฉพาะ เนื้อผ้าชั้นดีทิ้งตัวแนบไปกับสัดส่วนกำยำ ไหล่ที่กว้างและแผงอกที่หนาแน่นถูกขับเน้นให้ดูสง่างามและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
ขณะที่เขากำลังขยับปกเสื้อและสำรวจความเรียบร้อยของตนเองผ่านเงาสะท้อนในกระจกอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ลอยมาแตะจมูก
เพียงฟ้าก้าวเข้ามาภายในห้องแต่งตัวด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา หญิงสาวสวมชุดราตรีแสนสวยที่ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เรือนผมสลวยที่เคยปล่อยยาวเป็นอิสระ บัดนี้ถูกช่างผมฝีมือดีมัดรวบไปทางด้านหลังอย่างประณีต เผยให้เห็นลำคอระหงที่ประดับด้วยสร้อยไข่มุกเม็ดงามเปล่งประกายล้อไปกับแสงไฟ เข้าชุดกันกับต่างหูมุกที่หยาดหยดลงมาเสริมให้ใบหน้าหวานล้ำนั้นดูแพงระยับและสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
เพียงฟ้าเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเขา หญิงสาวส่งยิ้มหวานผ่านเงาในกระจก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"เป็นยังไงบ้างคะ? ชุดเป็นยังไงบ้าง พอดีตัวไหม?"
ธีร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับคู่หมั้นสาว ชายหนุ่มลอบมองความงดงามที่สะกดสายตาของเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ "ดีครับ พอดีเลย... ช่างตัดเย็บมีฝีมือมากจริงๆ"
เมื่อได้ยินคำชมนั้น เพียงฟ้าก็คลี่ยิ้มกว้างขึ้น นัยน์ตากลมโตทอประกายความภาคภูมิใจ "แหงสิคะ ช่างคนนี้ไม่ธรรมดานะคะ เขาเป็นช่างฝีมือระดับท็อปที่ฟ้าคัดมาเองกับมือเลย"
หญิงสาวขยับก้าวเดินเข้ามาใกล้เขาอีกนิด สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ถูกจัดแต่งทรงผมมาอย่างดูดี ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะกวาดมองเรือนร่างกำยำในชุดสูททักซิโด้ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"คุณดูดีตอนใส่ชุดสูทมากเลยนะคะ" เพียงฟ้าเอ่ยชมจากใจจริง รอยยิ้มหวานละมุนประดับอยู่บนริมฝีปาก
ธีร์ที่ได้รับคำชมอย่างตรงไปตรงมาก็เผลอระบายยิ้มบางๆ ออกมาที่มุมปาก ชายหนุ่มตอบรับคำชมนั้นด้วยความเคยชินโดยไม่ทันได้ระวังตัว "ครับ... บางคนก็บอกแบบนี้เหมือนกัน"
ทว่า ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเขา บรรยากาศที่เคยชื่นมื่นก็พลันหยุดชะงัก รอยยิ้มหวานบนใบหน้าของเพียงฟ้าแข็งค้างและค่อยๆ เลือนหายไปในเสี้ยววินาที นัยน์ตาที่เคยทอประกายชื่นชมแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองและหรี่แคบลงอย่างจับผิด
"ใครเหรอคะ... ที่ชมแบบนั้น?"
น้ำเสียงของนางพญาสาวเยียบเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เธอจ้องหน้าเขม็ง "ใช่ในบรรดา 'ผู้หญิง' ที่คุณเคยพูดว่า 'ก็มีบ้าง' ใช่ไหมคะ!?"
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอเหยียบกับระเบิดเข้าอย่างจัง ธีร์ก็ถึงกับยืนนิ่งงัน ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคอ พยายามหลบเลี่ยงสายตาที่แหลมคมราวกับใบมีดของคู่หมั้นสาวที่กำลังจ้องจะชำแหละเขาให้เป็นชิ้นๆ
"เอ่อ... นี่มันก็ไม่ได้เวลาแล้วนะครับ" ธีร์พยายามเบี่ยงประเด็นและหาทางเอาตัวรอดอย่างแนบเนียนที่สุด "ผมว่า... เราควรรีบลงไปข้างล่างกันดีกว่า"
แต่มีหรือที่ผู้หญิงอย่างเพียงฟ้าจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ หญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเขามากยิ่งขึ้น กลิ่นหอมประจำตัวของเธอโชยเตะจมูกจนทำให้ชายหนุ่มต้องกลั้นหายใจ
"ไม่ใช่เหรอคะ?" เพียงฟ้าเอียงคอถาม น้ำเสียงยังคงแฝงความประชดประชัน "เวลายังมีอีกตั้งเยอะแยะเลยนะคะ... จะรีบเปลี่ยนเรื่องไปไหนล่ะคะ?"
ธีร์รู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมา ชายหนุ่มเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามือเล็กๆ ของหญิงสาวกำลังเอื้อมตรงเข้ามาหาเขา ทว่า... สิ่งที่เพียงฟ้าทำ กลับไม่ใช่การทุบตีหรือหยิกข่วนเพื่อระบายความหึงหวงอย่างที่เขาคาดคิด
มือเรียวบางที่ประดับด้วยเล็บสีสวยค่อยๆ จับลงบนปกเสื้อของเขา ก่อนจะขยับไปจัดระเบียบ 'หูกระต่าย' สีดำที่คอเสื้อให้เข้าที่เข้าทางอย่างเบามือและอ้อยอิ่ง
"หูกระต่าย... มันเบี้ยวนะคะ" เพียงฟ้ากระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าของเธออยู่ใกล้จนเขารู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ
ท่าทางที่อ่อนโยนและการกระทำที่เอาใจใส่ดูแลราวกับ 'ภรรยา' ที่กำลังแต่งตัวให้กับสามีไม่มีผิดเพี้ยนนั้น ทำเอาธีร์ถึงกับทำตัวไม่ถูก ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้เธอจัดแจงเสื้อผ้าให้แต่โดยดี แม้ว่าเมื่อไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ เขากับเธอจะเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและก้าวล่วงผ่านเส้นแบ่งความอายกันมาแล้ว แต่ความใกล้ชิดในรูปแบบของความอ่อนโยนและการดูแลเอาใจใส่แบบครอบครัวเช่นนี้ มันกลับเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับและยังคงรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตกอยู่ในความเงียบที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ บานประตูห้องแต่งตัวก็ถูกผลักให้เปิดออกกว้าง พร้อมกับเสียงทุ้มทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังแทรกเข้ามา
"ว่าไงทั้งสองคน แต่งตัวกันเสร็จหรือยัง?"
เจ้าสัวสิรินทร์ ก้าวเข้ามาภายในห้อง ชายชราอยู่ในชุดสูทเต็มยศที่ดูภูมิฐานและน่ายำเกรง นัยน์ตาฝ้าฟางตามกาลเวลากวาดมองหนุ่มสาวทั้งสองคนที่ยืนอยู่คู่กัน ก่อนที่สายตาของท่านจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ของธีร์
รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่น เจ้าสัวสิรินทร์พยักหน้าช้าๆ เอ่ยชมเชยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "สมกับเป็นหลานของปู่จริงๆ... หลานในชุดนี้ ดูหล่อมาก... หล่อเหมือนพ่อของหลานไม่มีผิดเลย"
เมื่อเอ่ยถึงลูกชายคนเดียวที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ สีหน้าของเจ้าสัวสิรินทร์ก็หม่นหมองลง ความเศร้าโศกและบาดแผลในอดีตฉายชัดผ่านแววตาเพียงชั่วครู่ ทว่าด้วยความเป็นผู้นำที่ต้องเข้มแข็ง ชายชราจึงรีบสูดลมหายใจ ปรับเปลี่ยนอารมณ์และปั้นหน้ายิ้มแย้มขึ้นมาใหม่ในทันที
เพื่อทำลายบรรยากาศที่กำลังจะเศร้าหมอง เจ้าสัวจึงแกล้งพูดกระเซ้าเย้าแหย่หลานชายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "เห็นแบบนี้แล้ว... ปู่ชักจะรู้สึกเสียดายที่รีบจองแกเอาไว้ให้หนูเพียงฟ้าซะแล้วสิ! หน้าตาหล่อเหลาเอาการแถมยังหน่วยก้านดีอย่างแกเนี่ย... มันน่าจะมีสาวๆ สวยๆ มารุมล้อมให้เลือกเยอะๆ หน่อยถึงจะถูกนะเนี่ย!"
"คุณปู่คะ!"
เพียงฟ้าที่ยืนฟังอยู่หน้ามุ่ยลงทันที หญิงสาวหันไปทำเสียงดุใส่ผู้เป็นปู่ที่ริอ่านมาชี้โพรงให้กระรอก แววตาของนางพญาสาววาววับราวกับแม่เสือที่หวงแหนอาณาเขตของตนเอง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลานสาวบุญธรรม เจ้าสัวสิรินทร์ก็รีบระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "ฮ่าๆๆ... ปู่ล้อเล่นน่าหนูฟ้า! ล้อเล่นๆ... เอาล่ะ ถ้าแต่งตัวกันเสร็จแล้ว ก็เตรียมตัวลงไปข้างล่างได้แล้ว แขกเหรื่อคนสำคัญมารอกันเต็มงานแล้ว"
...
ตัดกลับมาที่บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงชั้นล่างอันโอ่อ่าตระการตา
ท่ามกลางเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงแก้วแชมเปญที่กระทบกันของบรรดาแขกเหรื่อระดับไฮเอนด์ บริเวณมุมหนึ่งของงาน กลุ่มคนในวงการบันเทิงและคนคุ้นเคยกำลังยืนจับกลุ่มสนทนากันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ติณณ์ ชายหนุ่มร่างกำยำนักธุรกิจอุปกรณ์กีฬา เบิกตากว้างมองหน้าหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "เดี๋ยวนะครับคุณหยก... นี่ไม่ใช่แค่ว่าคุณเคยเจอหน้าหลานชายเจ้าสัวมาก่อน... แต่คุณ 'เคยสู้' กับเขามาแล้วด้วยเหรอครับ!?"
หยก พยักหน้ารับอย่างภาคภูมิใจ แม้ลึกๆ จะแอบกระดากอายอยู่บ้าง
ก๊อต พระเอกหนุ่มนักบู๊ที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับอ้าปากค้าง รีบโพล่งถามแทรกขึ้นมาทันที "แถม... แถมเขายังเคย 'ชนะ' คุณหยกด้วยเหรอครับ!?"
คำถามนั้นทำเอาหยกชะงักไปเล็กน้อย หญิงสาวเหลือบตามองมิลินและเกลวลิน ที่ยืนทำหน้าอึ้งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะรีบยกมือขึ้นกอดอกและเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาฟอร์มของโค้ชคิวบู๊ผู้ไร้พ่าย
"ฉันก็ไม่อยากจะยอมรับนักหรอกนะ..." หยกตอบอุบอิบ หาข้ออ้างมาแก้ต่างให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว "ว่าที่ฉันแพ้น่ะ เป็นเพราะตานั่นเขาเล่น 'ผิดกติกา' ต่างหากล่ะสิ! จู่ๆ ก็เล่นพลิกแพลงไม่ทำตามกฎ ใครมันจะไปตั้งรับทันกันเล่า!"
คำแก้ตัวที่ดูไม่ค่อยจะมีน้ำหนักนั้น ทำเอาทุกคนในวงสนทนาต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทั้งติณณ์ ก๊อต มิลิน และเกลวลิน ต่างขมวดคิ้วด้วยความงุนงงและไม่เข้าใจว่าการต่อสู้ที่หยกพูดถึงมันคือการต่อสู้แบบไหนกันแน่
เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มทำหน้าสงสัยและเตรียมจะซักไซ้ไล่เลียงต่อ หยกก็รีบโบกมือปัดไปมาเพื่อตัดบทสนทนานี้ให้จบลงโดยเร็วที่สุด
"โอ๊ย! เอาเป็นว่าพวกนายไม่ต้องไปใส่ใจรายละเอียดมันหรอกน่า!" หยกสรุปความรวบรัดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิดๆ กลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ของตนเอง "เอาเป็นว่า... การประลองครั้งนั้น ตานั่นเป็นฝ่าย 'ชนะ' ก็แล้วกัน! เลิกถามได้แล้ว!"
ทว่า ทันทีที่หญิงสาวในชุดราตรีสีขาวมุกกล่าวตัดบทจบลง บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงอันโอ่อ่าของคฤหาสน์สิรินทรา ก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลง เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาแขกเหรื่อระดับไฮเอนด์ที่เคยดังระงม ค่อยๆ เงียบเสียงลงราวกับถูกปิดสวิตช์ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงฮือฮาและเสียงกระซิบกระซาบที่ดังกระหึ่มขึ้นมาแทน ทุกสายตาภายในงานต่างพร้อมใจกันหันขวับไปมองยังทิศทางเดียวกัน... นั่นคือบริเวณซุ้มประตูทางเข้าหลักที่เชื่อมต่อกับโถงบันไดหินอ่อน
ติณณ์ที่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนั้นก่อนใคร ชายหนุ่มละสายตาจากหยกแล้วหันไปมองตามฝูงชน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ดูเหมือนว่า... 'พระเอกของงาน' ในค่ำคืนนี้ จะปรากฏตัวแล้วนะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หยกนภาก็ชะเง้อคอมองตามพลางพยักหน้ารับ "ก็คงจะงั้นแหละ..." หญิงสาวละสายตาหันกลับมามองชายหนุ่มทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงติดตลก "นี่หนุ่มๆ... วันนี้นางพญาเพื่อนรักของฉัน คงจะจัดเต็มแต่งสวยมาประหารผู้ชายทั้งงานแน่ๆ พวกนายก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดีล่ะ... อย่าเผลอไป 'หลงเสน่ห์' เธอเข้าเชียวนะ!"
ก๊อตและติณณ์ต่างพากันหัวเราะร่วน สองหนุ่มรีบส่ายหน้าและเอ่ยปฏิเสธขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน "โธ่คุณหยก... ไม่หลงเสน่ห์หรอกครับ!"
"ใช่ครับคุณหยก" ติณณ์เสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวยเฉี่ยวของโค้ชคิวบู๊สาว "สำหรับผมแล้ว... ไม่มีทางไปหลงเสน่ห์ใครคนอื่นได้อีกแน่นอนครับ"
หยกหัวเราะขำกับคำหยอดของติณณ์ ก่อนที่ความสนใจของทุกคนในวงสนทนาจะถูกดึงดูดกลับไปยังบริเวณประตูทางเข้าอีกครั้ง
ท่ามกลางแสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลที่สาดส่องลงมา ร่างของ 'เจ้าสัวสิรินทร์' ประมุขใหญ่แห่งอาณาจักรสิรินทรา กรุ๊ป ก้าวเดินนำเข้ามาภายในงานด้วยท่วงท่าที่สง่าผ่าเผยและเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้าของชายชรา บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด
และเบื้องหลังของเจ้าสัวสิรินทร์ คือการปรากฏตัวของคนสองคนที่ทำให้ทั้งงานเลี้ยงแทบจะหยุดหายใจ!
'ธีร์' ในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทสั่งตัดพิเศษ ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเงียบเชียบ แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะดูเรียบสนิทและติดจะเย็นชาไปบ้าง แต่แววตาคมเข้มที่สงบนิ่งราวกับผิวน้ำลึกของเขากลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างประหลาด
โดยมี 'เพียงฟ้า' ซีอีโอสาวผู้กุมบังเหียนสิรินทรา กรุ๊ป ควงแขนของเขาเดินเคียงข้างมาอย่างสง่างาม วันนี้เธอสวมชุดราตรีแสนสวยที่ขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้า เกล้าผมรวบตึงประดับด้วยเครื่องประดับไข่มุกราคาแพงระยับ ออร่าความสูงส่งและเย่อหยิ่งของเธอเปล่งประกายราวกับนางพญาที่ลงมาเยือนพื้นดิน
ในวินาทีนั้นเอง สายตานับร้อยคู่ของผู้คนในแวดวงสังคมชั้นสูงต่างพากันจับจ้องและ 'ประเมิน' ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นด้วยความคิดที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลายคนลอบมองธีร์แล้วคิดในใจว่า 'นี่น่ะเหรอ... หลานชายสายเลือดแท้ๆ ของเจ้าสัวสิรินทร์?' แม้หน้าตาของเขาจะดูหล่อเหลาเอาการ แต่ในสายตาของพวกไฮโซที่คุ้นชินกับลูกคุณหนูผิวพรรณผุดผ่อง ธีร์กลับดู 'ธรรมดา' และมีกลิ่นอายความดิบเถื่อนมากเกินไป รูปร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเขามันดูหยาบกระด้างและไม่เหมือนกับทายาทมหาเศรษฐีที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองเลยสักนิด
แต่ถึงแม้ภายในใจจะคิดดูแคลนหรือสงสัย ทว่าเปลือกนอกของบรรดาแขกเหรื่อเหล่านั้นกลับแสดงออกอย่างหน้าไหว้หลังหลอก ฝูงชนพากันแหวกทางให้ ก่อนจะกรูกันเข้าไปรุมล้อมเพื่อทักทายเจ้าสัวสิรินทร์ พร้อมกับฉีกยิ้มประจบประแจงและกล่าวคำทักทายธีร์อย่างล้นหลาม เพื่อหวังสร้างคอนเนกชันกับว่าที่ผู้สืบทอดคนใหม่
ท่ามกลางรอยยิ้มจอมปลอมเหล่านั้น สมองของเหล่านักธุรกิจต่างทำงานอย่างหนัก ผู้ชายหลายคนเริ่มประเมินความสามารถของธีร์ และตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจใหม่... 'ถ้าผู้ชายที่ดูไม่ประสีประสาเรื่องธุรกิจคนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด แล้วนางพญาอย่างเพียงฟ้าจะถูกลดบทบาทไปอยู่ที่จุดไหน?'
ในขณะเดียวกัน บรรดาคุณหญิงคุณนายและหญิงสาวในสังคมไฮโซ กลับมองเห็น 'โอกาสทอง' ที่กำลังเปล่งประกายอยู่ตรงหน้า!
พวกเธอประเมินจากท่าทีนิ่งเงียบและแววตาที่ดูไม่แยแสโลกของธีร์ แล้วสรุปเอาเองว่า ผู้ชายคนนี้คงจะ 'ไม่ค่อยช่ำชอง' เรื่องเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิง โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เจนจัดในสังคมไฮโซแบบพวกเธอ! หลายคนเริ่มวาดฝันและวางแผนการในหัว หวังจะใช้มารยาหญิงหรือส่งลูกสาวของตนเองเข้าไปตีสนิท เพื่อทำให้ทายาทมหาเศรษฐีคนนี้มาสยบอยู่ใต้กระโปรง หากทำสำเร็จ... การกุมอำนาจเหนือสิรินทรา กรุ๊ปก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
พวกเธอรู้ดีว่าเจ้าสัวสิรินทร์มีเพียงฟ้าอยู่แล้ว แต่ในสายตาของพวกชนชั้นสูงที่ยึดติดกับสายเลือด 'เพียงฟ้าก็เป็นเพียงแค่เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเป็นลูกสาวบุญธรรม' ถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีทางสู้ 'หลานชายในสายเลือดแท้ๆ' ได้อยู่ดี!
นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งที่มองข้ามธีร์ แต่กลับเล็งเป้าหมายไปที่เพียงฟ้าแทน พวกเขามองว่านี่คือโอกาสอันดีงามที่จะฉวยจังหวะที่เพียงฟ้าอาจจะถูกลดบทบาท เข้าไปดึงตัวและทาบทามเธอมาเป็น 'ลูกสะใภ้' ของตระกูล เพื่อให้เธอใช้มันสมองและความสามารถระดับอัจฉริยะ มาช่วยยกระดับกิจการของตนเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้น!
ท่ามกลางความคิดที่ร้อยแปดพันเก้าของผู้คนในงานที่กำลังหวังตักตวงผลประโยชน์... กลับมีเพียงสตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ยืนนิ่งงันและแตกต่างออกไปจากทุกคนอย่างสิ้นเชิง!
'เกลวลิน' ซูเปอร์สตาร์สาวระดับแนวหน้าของประเทศ ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางกระหม่อม! นัยน์ตาสวยโฉบเฉี่ยวของเธอเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ขณะจ้องเขม็งไปยังใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มร่างกำยำที่กำลังเดินควงคู่มากับเพียงฟ้า
หัวใจของดาราสาวกระตุกวูบ ร่างกายของเธอเย็นเฉียบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ภาพของผู้ชายตรงหน้าซ้อนทับกับใครบางคนในความทรงจำอย่างแนบสนิท
ทำไม... ทำไมถึงเป็นเขาได้!? เกลวลินกรีดร้องอยู่ในใจ
"น... นั่นเหรอคะ..." เสียงของซูเปอร์สตาร์สาวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าที่เคยถูกแต่งแต้มมาอย่างงดงามซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด "นั่นเหรอ... คือ 'ธีรภัทร' หลานชายแท้ๆ ของเจ้าสัวสิรินทร์?"
ก๊อตที่ยืนอยู่ข้างๆ และไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเกลวลิน ชายหนุ่มรีบพยักหน้ารับพร้อมกับตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"ใช่ครับคุณเกล! เป็นเขาแหละครับ ผมจำหน้าเขาได้ดีเลยล่ะ!" ก๊อตยืนยันหนักแน่น "ก็ตอนที่คุณหยกแนะนำเขาให้ผมรู้จักที่สตูดิโอกองถ่ายน่ะ... เธอก็บอกชัดเจนเลยนะครับ ว่าผู้ชายคนนี้แหละ... คือ 'คู่หมั้น' ของคุณเพียงฟ้า!"
ทันทีที่ประโยคยืนยันสถานะจากปากของพระเอกหนุ่มหลุดออกมา...
"อะไรนะคะ!?" / "อะไรนะครับ!?"
มิลินและติณณ์ต่างพากันหลุดเสียงร้องอุทานออกมาแทบจะพร้อมกันด้วยความตกตะลึง!
ในขณะที่สองคนนั้นกำลังอ้าปากค้างกับสถานะอันน่าเหลือเชื่อของอดีตคู่ซ้อมของหยก ทว่าสำหรับ 'เกลวลิน' แล้ว... คำว่า 'คู่หมั้นของเพียงฟ้า' มันเปรียบเสมือนหอกแหลมที่พุ่งทะลวงเข้ากลางอก ใบหน้าที่เคยดูแพงและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของซูเปอร์สตาร์สาว บัดนี้ยิ่งซีดเผือดไร้สีเลือดหนักกว่าเดิม ร่างกายของเธอสั่นสะท้านราวกับคนที่กำลังจะขาดใจเมื่อได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายนี้!