ตอนที่ 44 ทักษะการแพทย์เก่งกาจกว่าที่เขาคิดไว้
คุณย่าสามไม่ได้คิดอะไรมากมาย จึงให้เด็กน้อยเข้าไปหาเซิ่งอันหนิง “ไปเร็ว ไปให้อาสะใภ้ของเธอดูหน่อย”
เสี่ยวจู้เดินเข้ามาหาเซิ่งอันหนิงอย่ากล้า ๆ กลัว จะขยับก็ไม่กล้า
เซิ่งอันหนิงจับมือของเด็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มขึ้น “เสี่ยวจู้หน้าตาดีมาก ๆ เลย ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ อ้าปากให้อาดูหน่อยว่าฟันเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสี่ยวจู้อ้าปากอย่างเชื่อฟัง
เซิ่งอันหนิงยิ้มขึ้นและลูบศีรษะของเด็กน้อย “เด็กดี ไหนลองม้วนลิ้นขึ้นไปเหมือนอาหน่อยสิจ๊ะ”
เสี่ยวจู้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
โจวสือซวินมองดูอย่างเงียบ ๆ ชายหนุ่มไม่เคยเห็นเซิ่งอันหนิงที่ดูอบอุ่นแบบนี้มาก่อน และรู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้นที่เธอสามารถตรวจอาการได้ด้วย?
เซิ่งอันหนิงตรวจลิ้นของเสี่ยวจู้เสร็จแล้วจึงสัมผัสคอและบริเวณใกล้ ๆ ลำคอ จากนั้นก็ลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม “เก่งมากจ้ะ”
โจวสือซวินไม่ได้เพิกเฉยต่อสีหน้าเคร่งขรึมของเซิ่งอันหนิง เพียงแต่ว่าคุณย่าสามก็ยังอยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงไม่ได้ถามอะไรออกมา
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น คุณปู่สามก็กลับมาพร้อมกับอุปกรณ์ เมื่อพบกับโจวสือซวิน เขาก็ตบหน้าขาของตนด้วยความขัดเคือง “แกบอกว่าแกจะมาในวันสองวันนี้ ฉันก็เลยออกไปจับกระต่ายตั้งแต่เช้า แต่ก็จับไม่ได้สักตัว”
โจวสือซวินลุกยืนขึ้น “ไม่เป็นไรครับปู่สาม ผมเอาเนื้อมาให้ด้วย”
เซิ่งอันหนิงมองดูคุณปู่สาม เขาเป็นชายชราร่างผอม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นและมีเคราแพะ มองดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมา
คุณย่าสามที่อยู่อีกฝั่งเอ่ยขึ้น “คุณระวังหน่อย เดี๋ยวก็ทำให้ภรรยาของฉางสั่วตกใจหรอก”
คุณปู่สามพึ่งสังเกตเห็นเซิ่งอันหนิง จึงพูดเรื่องดี ๆ สักสองสามเรื่อง แล้วรีบบอกให้หญิงสาวนั่งลง “นั่งลงเถอะ นั่งลง”
เซิ่งอันหนิงนั่งลงอีกครั้ง ในระหว่างที่สนทนา เธอจึงรู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ของสองสามีภรรยาเฒ่าได้ถูกคนฆ่าตายไปเมื่อหลายปีก่อน จึงเหลือหลานชายที่อายุน้อยกว่าโจวสือซวินสองปีเอาไว้ และสามปีที่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น ตอนนี้จึงเหลือเพียงเสี่ยวจู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่ได้เป็นการเสแสร้งเลยสักประโยคเดียว
ในตอนที่คุณย่าสามเข้าไปทำอาหารในครัว เซิ่งอันหนิงก็เข้าไปช่วย เมื่อเห็นหญิงชราหั่นเนื้ออย่างงก ๆ เงิ่น ๆ ก็กลัวว่านางจะถูกมีดบาดมือ “คุณย่าสาม เดี๋ยวฉันทำเองค่ะ”
คุณย่าสามก็ไม่ได้เกรงใจอะไร นางยื่นมีดให้กับเซิ่งอันหนิง “แก่แล้วน่ะ มือเท้าก็ไม่ค่อยจะดี สองปีมานี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มือมันชอบสั่นบ่อย ๆ ”
เซิ่งอันหนิงมองไปที่มือของคุณย่าสาม “ไม่ได้ไปหาหมอเหรอคะ?”
ย่าสามส่ายหน้า “ไปหาทำไมล่ะ คนแก่ก็ป่วยแบบนี้ไม่ใช่หรือ ไม่ต้องไปหาหรอก”
เซิ่งอันหนิงรู้ดีว่าคนแก่มักจะไม่อยากใช้เงิน เธอจึงอยากบอกเรื่องนี้กับโจวสือซวิน การให้คนแก่ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุด
อีกด้านหนึ่ง โจวสือซวินและคุณปู่สามกำลังสนทนากันอยู่ในลานบ้าน
คุณปู่สามสูบบุหรี่พลางมองโจวสือซวิน “ตอนที่ฉันกลับมาได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า แกกลับบ้านมาครั้งนี้เพื่อมาแยกบ้านหรือ?”
โจวสือซวินพยักหน้า “ครับ”
คุณปู่สามไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด ชายชราเองก็รู้ดีว่าจูกุ้ยฮวามีนิสัยโลภมากและเห็นแก่ตัว ที่ผ่านหลายปีมาได้ด้วยดีก็เป็นเพราะพึ่งพาโจวสือซวินที่คอยส่งเงินกลับมาที่บ้าน แต่ชายหนุ่มกลับบอกว่าจะแยกบ้าน “ฉางสั่วเอ๊ย แกลองคิดดูให้ดี ๆ ถ้าทำไปแล้วพวกเขาไปหาเรื่องที่หน่วยแล้วมันส่งผลกระทบต่องานของแกล่ะ?”
ชายราคิดแทนโจวสือซวินอย่างจริงใจ ไม่ง่ายเลยที่ชายหนุ่มจะเดินออกจากหมู่บ้านที่ยากจนแห่งนี้ไป จึงไม่อาจปล่อยให้คนเหล่านี้มาทำลายชีวิตของเขาได้
โจวสือซวินส่ายหน้า “ปู่สามวางใจเถอะครับ พวกเขาไม่กล้าหรอก”
เมื่อเห็นโจวสือซวินพูดอย่างมั่นใจ ชายชราจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ในเมื่อแกมั่นใจแล้ว ปู่สามก็จะสนับสนุน”
เซิ่งอันหนิงหั่นเนื้อติดมันไว้พอประมาณ จากนั้นจึงใส่มันฝรั่งลงไปเพื่อทำเป็นเนื้อตุ๋น
จากนั้นนำเนื้อติดมันมาหั่นเต๋า ผสมกับแป้งข้าวโพดและต้นหอม เพื่อที่จะทำเป็นแป้งจี่
ในบ้านหลังนี้มีน้ำมันเหลือในขวดเพียงนิดเดียว และไม่มีแม้แต่แป้งขาว มองดูแล้วก็รู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก
คุณย่าสามมองดูจากข้าง ๆ ด้วยความพอใจ นางออกไปข้างนอกเพื่อเทน้ำ และเอ่ยชื่นชมกับโจวสือซวิน “เธอหาภรรยาได้ดีมากเลยนะ หล่อนไม่เกี่ยงงานหนักเลย”
ครั้นรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เซิ่งอันหนิงก็เห็นโจวสือซวินแอบวางเงินกองหนึ่งไว้ใต้จาน ดูเหมือนจะเป็นเงินจำนวนมาก
หญิงสาวรู้สึกสงสัย โจวสือซวินกลับมาครั้งนี้นำเงินกลับมาเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนว่ายังจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง
เมื่อกินอาหารเสร็จก็แยกย้าย ระหว่างทางโจวสือซวินยังขอบคุณเซิ่งอันหนิงอย่างจริงใจ “วันนี้ขอบคุณคุณมาก ๆ เลยนะ ”
เซิ่งอันหนิงกลับรู้สึกว่าการที่โจวสือซวินพาเธอออกมาเดินเล่นนั้นเป็นเพราะเขามีเหตุผลบางอย่าง เพียงแต่เธอยังไม่เข้าใจ และเรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือเรื่องของเสี่ยวจู้ “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ส่วนเรื่องของเสี่ยวจู้ถือว่าไม่ค่อยดีนัก การได้ยินของเขาไม่มีปัญหาใด ๆ แต่กลับไม่สามารถพูดได้ จะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลดูสักหน่อย”
เมื่อครู่ที่เซิ่งอันหนิงลองสัมผัสลำคอของเด็กน้อย เธอรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อในลำคอ และจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเนื้องอกหรือไม่
โจวสือซวินขมวดคิ้ว “อาการไม่ค่อยดีใช่ไหมครับ?”
ตอนนี้เขามั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของเธอ และมันก็ดีกว่าที่เธอเคยบอกว่าเรียนมาจากคุณตาเสียอีก
เซิ่งอันหนิงไม่อาจสรุปอย่างเดาสุ่มได้ “ไปตรวจดูสักหน่อยจะดีกว่าค่ะ ส่วนคุณย่าสามเองก็ควรจะตรวจด้วยเหมือนกัน”
โจวสือซวินเงียบไปครู่หนึ่ง “ได้เลย ผมเข้าใจแล้ว”
ในขณะที่ทั้งคู่เดินกลับนั้นก็ได้พบกับผู้คนมากมาย หลังจากทานอาหารเสร็จ ผู้คนต่างว่างไม่มีอะไรทำ จึงออกไปอาบแดดด้านนอกบ้านและพูดคุยสนทนากัน
เมื่อเห็นโจวสือซวินกับเซิ่งอันหนิง พวกเขาก็ทักทายกันเซ็งแซ่ ต่อให้ลับหลังจะด่าทอโจวสือซวินว่าได้ใหม่แล้วลืมเก่า แต่เมื่อพบกับชายหนุ่มก็ยังคงสนิทสนมเหมือนเก่า ถึงอย่างนั้นโจวสือซวินก็เป็นคนที่มีความสามารถในหมู่บ้าน และเป็นคนแรกที่ออกไปเป็นข้าราชการได้
เมื่อรอให้โจวสือซวินและเซิ่งอันหนิงลับตาไป ทุก ๆ คนต่างจ้องมองตามหลังของทั้งคู่ จากนั้นจึงแสดงความคิดเห็นอย่างเงียบ ๆ
“ภรรยาคนนี้ของเจ้ารองสวยกว่าไฉ่เสียอีกนะเนี่ย”
“สวยแล้วอย่างไรล่ะ แกดูร่างบอบบางนั้นสิ ถูกลมพัดก็คงปลิวไปแล้ว ไม่ได้แข็งแรงเท่าไฉ่เสียหรอก”
“พวกแกจะไปรู้อะไร ให้พูดก็คือหล่อนมีทะเบียนบ้านในเมืองและได้กินแต่อาหารสำเร็จรูป”
“ก็จริงนะ ก้นก็เล็ก คลอดลูกยาก ไม่แน่วันข้างหน้าคงจะไม่มีลูกชาย”
พวกเขาเริ่มอิจฉาเซิ่งอันหนิงที่มาจากในเมือง… ตรงที่ไม่ต้องดิ้นรนก็มีกินในแต่ละเดือน
เซิ่งอันหนิง โจวสือซวินและคนตระกูลโจวต่างรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จแล้ว เด็กสองคนนั่งแทะไก่น้ำมูกย้อยอยู่ในลานบ้าน โดยมีเฉินเฉี่ยวหลานกำลังนั่งซักผ้าให้กับคนในบ้านอยู่ข้าง ๆ บ่อน้ำ
เมื่อเห็นโจวสือซวิน หล่อนก็เอ่ยเรียกพี่รองออกมา แล้วก็รีบก้มหน้าก้มตาซักผ้า
เซิ่งอันหนิงเพิ่งเห็นว่าใบหน้าของเฉินเฉี่ยวหลานเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ดูเหมือนว่าจะถูกโจวฉางอวิ้นทุบตีมา ไอ้สารเลวนั่นมันไม่ใช่คนดีเลยจริง ๆ
เมื่อเข้ามาก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ แล้ว และดูเหมือนว่าจะมีแมวอยู่ในห้อง
ในขณะที่เซิ่งอันหนิงกำลังเดินอยู่นั้น เธอก็นึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าของตนวางอยู่ในห้อง จึงรีบเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าจูกุ้ยฮวาจะแอบเข้ามาค้นดูของในตอนที่เธอไม่อยู่?
เมื่อกลับมาที่ห้องก็พบว่ากระเป๋าวางอยู่บนโต๊ะ จึงเข้าไปเปิดดู พบว่าเสื้อผ้าถูกพับเรียบร้อย นมมอลต์และนมผงก็ยังอยู่ เซิ่งอันหนิงจึงสบายใจขึ้นมา
โจวสือซวินที่อยู่ข้างหลังเห็นท่าทางระมัดระวังของเซิ่งอันหนิง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “พวกเขาไม่กล้าหรอก”
หากไม่ได้บอกว่าจะแยกบ้าน จูกุ้ยฮวาคงจะเข้ามาเอาของตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้ได้มีการเสนอเรื่องแยกบ้านขึ้นมา ดังนั้นจูกุ้ยฮวาคงจะไม่กล้าก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก
ความคิดในหัวของเซิ่งอันหนิงแตกกระจาย เธอจึงรูดซิปกระเป๋าด้วยความเก้อเขิน จากนั้นหันไปมองโจวสือซวิน “ตอนบ่ายพวกเราจะอยู่บ้านหรือคะ?”
จริง ๆ เธอก็อยากถามว่าในเมื่อที่บ้านขัดแย้งกันเพราะเรื่องแยกบ้าน ตอนเย็นยังจะสามารถกินอาหารด้วยกันได้อยู่หรือไม่?
เมื่อพบกันยังจะสามารถพูดจาดี ๆ กันได้หรือไม่?
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
บ้านปู่สามดูน่าสงสารกันทุกคนเลย จริง ๆ คงอยากไปตรวจแหละแต่ไม่มีเงินพอที่จะไปหาหมอได้
ส่วนบ้านโจวก็… ตามนั้นเลยค่ะ สันดานชั่วช้าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
ไหหม่า(海馬)