บทที่ 2 ใจเหี้ยม
“หึ! เื่นี้ยังต้องสงสัยอะไรอีกหรือ พอบิดามารดาของบ้านรองตายไป ไม่มีใครทำงานงกๆ ให้บ้านใหญ่ เด็กทั้งสี่คนนี้ก็กลายเป็ภาระไปโดยปริยาย มีข้าวให้กินแค่พอไม่อดตายก็นับว่าดีแล้ว”
“กล่าวเช่นนี้จะไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อยหรือไม่ เด็กสาวสามคนก็ช่วยงานได้แล้ว เหลือแค่เ้าตัวเล็กสุด เสี่ยงเสี่ยง ที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ถึงอย่างไรก็เืเนื้อเชื้อไขเดียวกัน เหตุใดจึงใจร้ายขนาดนี้”
คนข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็รีบแย้งขึ้นทันที “แม่เฒ่าหนิงขึ้นชื่อเื่ความขี้เหนียวกับนิสัยโหดร้าย เงินสักเหรียญตกลงไปในส้วม นางยังให้คนไปคุ้ยขึ้นมาเลย”
“ช่างน่ากลัวจริงๆ!” คนที่ยืนฟังอยู่พากันพยักหน้าพลางเอ่ยออกมา และยังคงเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างสนใจ
หนิงลั่วจำได้ชัดเจนว่าตัวเองประสบอุบัติเหตุ รถยนต์พุ่งเข้าชนรถบรรทุก แม้แต่เซียนก็ไม่อาจรอดพ้นจากความตายได้ เธอรู้ดีว่านี่เป็การลอบแก้แค้นจากศัตรูทางธุรกิจ คิดไม่ถึงเลยว่าผลลัพธ์จะทำให้เธอข้ามภพมาเช่นนี้
เธอเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวได้แล้วว่าทำไมถึงถูกลงโทษให้คุกเข่า ทุกอย่างเหมือนกับที่หญิงชาวบ้านข้างๆ พูดไม่มีผิด เพียงเพราะไข่นกเพียงไม่กี่ใบ เดิมทีเป็หนิงลั่วที่เห็นก่อน แต่หนิงฮวนกลับฉวยโอกาสแย่งไปจากมือของนาง พร้อมกล่าวอย่างหน้าด้านว่า ‘จ้องอะไร ของน้องสาวให้พี่สาวเป็เื่ที่สมควรอยู่แล้ว’
แน่นอนว่าหนิงลั่วไม่ยอม นางไม่ได้กินเนื้อมาหลายเดือนแล้ว กว่าจะปีนขึ้นไปเก็บไข่ได้ ตัวนางเองก็โดนกิ่งไม้ข่วนจนเป็แผลไปหลายแห่ง จะให้ใครง่ายๆ ได้อย่างไร! ทั้งสองจึงเกิดการยื้อแย่งกันขึ้น จนสุดท้ายหนิงลั่วถูกผลักตกเนินเขา ศีรษะแตกเืไหลอาบหน้า
เ้าของร่างเดิมเป็คนหัวอ่อน แม่เฒ่าสั่งให้คุกเข่ารับโทษ นางก็ทำตามโดยไม่ปริปากบ่น นางคุกเข่าอยู่เช่นนี้เป็เวลาหนึ่งชั่วยาม[1]เต็มๆ หนาวก็หนาว หิวก็หิว บวกกับาแจากการตกเนิน ทำให้สุดท้ายสิ้นใจลง และกลายเป็โอกาสให้เธอเข้ามาแทนที่
หนิงเหล่าฮั่นมีบุตรชายสามคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวแต่งออกไปแล้ว ส่วนบุตรชายคนโต หนิงโหย่วจิน และบุตรชายคนรอง หนิงโหย่วหรง ต่างก็มีครอบครัวของตนเองแล้ว แต่ยังไม่ได้แยกบ้าน
ส่วนบ้านสามยังไม่แต่งงาน เอาแต่วุ่นวายเที่ยวเล่น แม้อ้างว่าทำธุรกิจในเมือง แต่ก็ทำเพียงขอเงินจากที่บ้าน ไม่เคยส่งเงินกลับมาเลยสักครั้ง ทว่าแม่เฒ่ากลับรักบุตรชายคนเล็กของนางจนแทบจะขึ้นใจ
พูดไปแล้ว แม่เฒ่าหนิงก็เป็ภรรยารอง เพราะภรรยาคนแรกของหนิงเหล่าฮั่นเสียชีวิตลง เขาจึงแต่งน้องสาวของภรรยาเก่ามาเป็ภรรยาใหม่ เื่เช่นนี้ไม่ใช่เื่แปลกอะไรในหมู่บ้าน ครอบครัวล้วนยากจน ไม่สามารถหาสินสอดมาแต่งงานใหม่ได้ จึงแต่งกับคนที่สนิทสนมกันแทน
หนิงเหล่าฮั่นเป็คนขยันขันแข็ง ทั้งล่าสัตว์และทำไร่ทำนาเก่ง ในหมู่บ้านหนิงก็จัดเป็ครอบครัวที่พอจะมีฐานะ หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ แม่เฒ่าหนิงคงไม่เลือกแต่งกับพี่เขยที่มีบุตรชายสองคนอยู่ก่อนแล้ว
แม่เฒ่าหนิงแต่งเข้ามาในตระกูลหนิงแล้วให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน หนิงโหย่วตี้ ซึ่งแต่งงานออกไปแล้ว จากนั้นอายุเกือบจะสามสิบ นางถึงได้ให้กำเนิดลูกชายคนสุดท้อง หนิงโหย่วไฉ ซึ่งเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของนาง ปกป้องทะนุถนอมราวกับอมไว้ในปากก็กลัวว่าจะละลาย วางบนฝ่ามือก็กลัวแตก ไม่ว่าบุตรชายคนเล็ก้าอะไร นางก็ไม่เคยปฏิเสธ
เพราะไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของตนเอง แม่เฒ่าหนิงจึงปฏิบัติต่อหนิงโหย่วจินแห่งบ้านใหญ่ และหนิงโหย่วหรงแห่งบ้านรองอย่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน หนึ่งเดือนก่อน หนิงโหย่วหรงจากบ้านรองพาภรรยาไปล่าสัตว์ในูเา และไม่กลับมาอีกเลย
ผ่านไปสามวัน ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาถูกฝูงหมาป่าจู่โจมและไม่มีวันกลับมาได้อีก
เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ แม่เฒ่าหนิงก็ร้องไห้เสียงดังกลบเสียงใครทั้งหมด ตอนแรกทุกคนคิดว่านางคงรู้สึกเสียใจที่เสียบุตรชายบ้านรองไป แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางร้องไห้เพราะไม่มีใครหาเงินมาจุนเจือให้อีกต่อไป
หนิงลั่วยังคงถูกลงโทษ แต่เสี่ยงเสี่ยงกลับคอยปกป้องเธอมาตลอด ตอนนี้พอมีแรงขึ้นบ้างแล้ว จึงรวบตัวเ้าหนูตัวน้อยมาไว้ข้างกาย ถามด้วยความเป็ห่วงว่าเจ็บมากหรือไม่
เด็กชายตัวเล็กหดตัวเข้าหาอ้อมอกของเธอ แม้ว่าก้นของเขาจะปวดแสบปวดร้อน แต่กลับยังฝืนยิ้มได้
“พี่สาม ข้าไม่เจ็บ แล้วท่านยังเจ็บศีรษะอยู่หรือไม่” พูดจบ เขาก็ยื่นมือเล็กๆ ออกมาเพื่อจะััแผลของนาง ทว่ามือสั้นเกินไป จึงเอื้อมไม่ถึง
หนิงลั่วจับแขนเล็กๆ นั้น แล้วดึงตัวเขามากอดแน่นกว่าเดิม
เ้าหนูน้อยอาจรู้สึกเขินเล็กน้อย เขาขยับดิ้นทีหนึ่งก่อนกระซิบเบาๆ ข้างหูของเธอว่า “พี่สามไม่ต้องห่วง ข้าแอบซ่อนไข่นกไว้แล้ว กลับไปข้าจะย่างให้ท่านกิน จะไม่ให้พี่ฮวนเอ๋อร์คนนั้นได้กินเด็ดขาด”
แม้เด็กน้อยจะเ็ป แต่ในหัวกลับคิดถึงเพียงอาหารเท่านั้น
หนิงลั่วแต่เดิมไม่ได้รู้สึกผูกพันกับเขามากนัก แต่เมื่อเห็นเขาช่างรู้ความถึงเพียงนี้ หัวใจก็พลันอ่อนยวบราวกับเห็นเขาเป็น้องชายแท้ๆ ของตนเอง ในใจของเธอให้คำมั่นกับตนเองว่า จากนี้ไปเธอจะดูแลเขาเหมือนเป็น้องชายแท้ๆ
หนิงลั่วลูบศีรษะนุ่มนิ่มของเขาเบาๆ พลางพูดเสียงแหบแห้งว่า “พี่สามไม่หิวหรอก ไหนๆ เ้าก็เป็คนเอามา เ้าก็กินเถอะนะ เด็กดี”
“ไม่ ข้าจะให้ท่านกิน ท่านคุกเข่ามาตั้งนาน ต้องทั้งหิวทั้งเหนื่อยแน่ๆ เป็เพราะข้าดันไร้ความสามารถเกินไป รอให้ข้าโตขึ้น ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านต้องถูกกลั่นแกล้งอีก” เสี่ยงเสี่ยงกล่าว
“เด็กดี รีบลุกขึ้นเถอะ เดี๋ยวเ้าจะหนาว” หนิงลั่วจับมือเล็กๆ ของเขา รู้สึกว่ามือเล็กๆ นี้เย็นเฉียบ
เ้าหนูน้อยคนนี้มีชื่อเต็มว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยง[2] ไม่รู้ว่าหนิงโหย่วหรงกับภรรยาของเขาหวังอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวกันแน่ ถึงได้ตั้งชื่อให้ลูกคนที่สี่เช่นนี้
“ไม่! ข้าไม่กลับ ข้าจะอยู่กับพี่สาม ข้าจะรอพี่ใหญ่กับพี่รองกลับมา พวกนางจะได้ช่วยท่านแก้แค้น!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว
มองใบหน้าดื้อรั้นของเขา หนิงลั่วก็รู้สึกว่าดวงตาของตัวเองพลันร้อนผ่าวขึ้นมา
ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม หนิงลั่วจึงพอเข้าใจลักษณะนิสัยของสมาชิกในครอบครัวบ้างแล้ว
พี่ใหญ่ หนิงฉยง เป็คนดี มีความอดทนขยันขันแข็ง แต่มักถูกเอาเปรียบและไม่เคยแก้ต่างให้ตัวเอง ส่วนพี่รอง หนิงเวย เป็คนใจร้อนและหุนหันพลันแล่น แต่กลับไม่มีไหวพริบ ทำเื่สำเร็จได้น้อยกว่าทำเสียมาก จึงถูกแม่เฒ่าหนิงและป้าสะใภ้ใหญ่หัวเราะเยาะและดุด่ามานับไม่ถ้วน
ส่วนน้องชาย หนิงเสี่ยงเสี่ยง อายุเพียงห้าขวบ แต่กลับฉลาดหลักแหลม เพราะั้แ่เล็กเขาอยู่กับหนิงลั่วมาตลอด ทำให้สายสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นเป็พิเศษ
วันนี้ ด้วยท่าทีของแม่เฒ่าหนิง รวมถึงการยุแยงของป้าสะใภ้ใหญ่ ดูท่าว่าการลงโทษในวันนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ
เพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างพากันพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อเห็นหนิงลั่วคุกเข่าอยู่นาน แต่ภายในเรือนยังคงเงียบสนิทไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงมีคนเสนอขึ้น “หนิงลั่ว เ้าเองก็ไปพูดกับแม่เฒ่าหน่อยเถอะ คุกเข่าอยู่ตรงนี้ไปจนตายก็เปล่าประโยชน์”
“จริงด้วย ครอบครัวเ้าควรฉลาดขึ้นบ้าง อย่าให้ใครมาเอาเปรียบได้ตลอด ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แยกออกมาอยู่ต่างหากเสียเถอะ อยู่อย่างนี้ช่างเป็เวรกรรมยิ่งนัก” เพื่อนบ้านอีกคนเอ่ย
“นั่นสิ หากไม่อยากให้เขาอยู่ร่วมบ้านก็อย่าได้รังแกกันถึงเพียงนี้เลย ระวังเถิด สักวันจะได้รับผลกรรม”
ในขณะที่เพื่อนบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ และช่วยกันโน้มน้าวสองพี่น้อง ประตูเรือนใหญ่ก็ถูกเปิดออกอย่างแรงดัง ‘ปัง!’ จากนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงชราผอมบางคนหนึ่ง ดูจากท่าทางแล้วเป็คนที่ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ไม่น้อย นางสวมเสื้อคลุมแขนกุดสีเขียวเข้ม ท่อนขาพันด้วยผ้าแ่า แต่กลับเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
หญิงชราผู้นี้คือท่านย่าของเ้าของร่างเดิม แม่เฒ่าเสิ่น
เมื่อทุกคนเห็นแม่เฒ่าเสิ่นปรากฏตัว ต่างก็ถอยหลังทันที แสดงให้เห็นว่าในยามปกติ ชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนเกรงกลัวแม่เฒ่าเสิ่นไม่น้อย
[1] ชั่วยาม เป็หน่วยเวลาที่ใช้กันในสมัยจีนโบราณ โดย 1 ชั่วยาม เท่ากับประมาณ 2 ชั่วโมง
[2] เสี่ยงเสี่ยง (想想) แปลว่า คิดถึงคะนึงหา