หลี่จิ่งหนานจะมาเยือนเป็นการส่วนตัว
ข่าวนี้ฟู่ถิงเย่รู้เร็วกว่าหวาชิงเสวี่ยเสียอีก
ตอนนั้นเขากำลังใช้มีดทาบกับใบหน้าของตัวเองเมื่อได้ยินข่าวนี้ก็แทบจะเฉือนเนื้อตรงคางออกไป
ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของฟู่ถิงเย่ก็คือ‘ช่างไร้สาระสิ้นดี!’
เขารีบหยิบจดหมายม้าเร็วที่ทหารนำส่งมากวาดตามองคร่าวๆสีหน้ายิ่งเย็นชาขึ้นหลายส่วน!
เป็นอย่างที่คิด แอบหนีออกมาจริงๆ!
ที่เมืองเซิ่งจิงแทบจะพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาฮ่องเต้ตัวน้อย!แต่คนผู้นี้กลับมาถึงชิงโจวแล้ว หากไม่ใช่เพราะเจ้าเมืองมณฑลสังเกตเห็น เกรงว่าคงจะเดินทางไปถึงเมืองผานสุ่ยโดยไม่มีใครรู้ตัว!
แต่ฮ่องเต้มีสถานะสูงส่งคนทั่วไปไม่สามารถขัดขวางได้ แม้เจ้าเมืองจะรู้ฐานะที่แท้จริง แต่ถ้าหากฮ่องเต้เอ่ยว่าต้องการมาเป็นการส่วนตัวแล้วเขาจะกล้าส่งฮ่องเต้กลับไปแต่โดยดีหรือ?
ทำได้เพียงเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือถึงฟู่ถิงเย่!
ฟู่ถิงเย่โกนหนวดลวกๆอีกไม่กี่ครั้ง ไม่แม้แต่จะส่องกระจกดู ก็รีบร้อนออกจากค่ายทหารไป
...
จ้าวเซิงเดินวนไปมาด้วยความกระวนกระวายใจอยู่บริเวณหน้าประตูจวนแม่ทัพ
ฟู่ถิงเย่ควบม้ามาถึงพลิกตัวลงจากม้า จากนั้นถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คนมาถึงหรือยัง?”
จ้าวเซิงรีบส่ายหน้า“ส่งคนไปรับแล้วขอรับ พรุ่งนี้เช้าก็จะถึงเมืองผานสุ่ย!”
หากฮ่องเต้ตัวน้อยประสบเหตุอันใดระหว่างทางเกิดเจอโจรผู้ร้ายเข้าหรืออะไรทำนองนั้น อย่าว่าแต่เขาที่เป็นเพียงพ่อบ้านตัวเล็กๆเลย เกรงว่าขุนนางทั่วทั้งมณฑลชิงโจวจะต้องซวยไปด้วย!
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ดีขึ้นเล็กน้อยแล้วถามอีกว่า “ในจวนเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ทันทีที่ได้รับข่าวจากท่านก็เริ่มเตรียมการแล้วคนที่มาดูแลเป็นคนที่ไว้ใจได้ทั้งสิ้น ภายนอกจะคิดว่าในจวนมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนและจะไม่มีข่าวรั่วไหลออกไปแน่ขอรับ”
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ไม่ต้องดูแลเขาให้สุขสบายจนเกินไป แล้วรีบหาทางไล่เขาไปให้ได้โดยเร็ว”
ตราบใดที่หลี่จิ่งหนานยังอยู่ที่นี่เขาก็จะไม่มีความสงบสุขเลยแม้แต่วันเดียว
จ้าวเซิงได้ยินคำพูดของฟู่ถิงเย่ก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก!
นั่นคือฮ่องเต้เชียวนะ!ท่านแม่ทัพ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะให้พ่อบ้านตัวเล็กๆ อย่างข้าไปไล่แขก!?
แล้วทันใดนั้นฟู่ถิงเย่ก็หันหลังเดินจากไป
จ้าวเซิงถึงกับอึ้งไป
“...ทะ ท่าน แม่ทัพ!?” จ้าวเซิงรีบร้อนเรียกเขาไว้ “ท่านจะไม่รออยู่ด้วยกัน...เพื่อต้อนรับ...แขกผู้มีเกียรติหรือขอรับ?”
“ไม่จำเป็น” ฟู่ถิงเย่เดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับร่างสูงใหญ่กำยำของเขารีบหายไปตรงหัวมุม
จ้าวเซิงมองถนนที่ว่างเปล่าอย่างตกตะลึงความรู้สึกไร้กำลังเกิดขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้...
ใจร้อนขนาดนั้นเลยหรือ?ยังไม่ทันได้เข้าบ้าน ก็รีบร้อนวิ่งไปบ้านข้างๆ แล้ว?
...
หวาชิงเสวี่ยกำลังแกะสบู่ออกจากพิมพ์อยู่ภายในบ้าน
นางทำความสะอาดห้องทางด้านทิศตะวันตกทั้งหมดให้ว่างเปล่าติดตั้งชั้นไม้เต็มผนังห้อง เพื่อวางสบู่ที่แข็งตัวหลังจากแกะพิมพ์ออกมาแล้ว ตอนนี้จึงมีสบู่สะสมอยู่เป็นพันๆก้อนแล้ว
ฟู่ถิงเย่เพิ่งเดินมาถึงประตูรั้วเรือนก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่แล้ว
ด้านในและด้านนอกประตูล้วนเป็นทหารคนสนิทที่เขาส่งมาให้หวาชิงเสวี่ยพวกเขาจึงไม่ขัดขวาง ฟู่ถิงเย่ก้าวเข้าไปข้างใน และบังเอิญเจอหวาชิงเสวี่ยที่เดินออกมาจากห้องทางด้านทิศตะวันตกพอดี
หวาชิงเสวี่ยเห็นเขาก็ยิ้มออกมาดวงตาโค้งคล้ายพระจันทร์เสี้ยว งดงามและมีเสน่ห์
ฟู่ถิงเย่รู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อยคิดในใจ ‘นางคงจะชอบข้ามากจริงๆ ไม่ได้เจอกันหลายวัน พอเห็นข้าก็ดีใจขนาดนี้แล้ว’
หวาชิงเสวี่ยกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เอามือปิดปากหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ หนวดเคราของท่านเหมือนถูกสุนัขแทะเลย!ฮ่าๆๆ ...”
“...” มุมปากของฟู่ถิงเย่ที่กำลังจะยกขึ้นแข็งค้างไป
ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้ยินก็แทบจะคุกเข่าให้กับหวาชิงเสวี่ย!
แม่นางหวาพูดกับท่านแม่ทัพได้ตรงไปตรงมาขนาดนี้เชียวหรือ?!
ฟู่ถิงเย่คิดว่าตอนนี้เขาควรจะสั่งสอนสตรีไร้ขอบเขตผู้นี้เสียหน่อย!กล้าดีอย่างไรมาพูดต่อหน้าลูกน้องว่าหนวดเคราของเขาเหมือนถูกสุนัขแทะ!?ช่างโอหังเสียจริง!
...แต่ว่า นางยิ้มแล้วน่ารักมากจริงๆหากสั่งสอนจนร้องไห้ คงต้องตามไปง้ออีก คิดแล้วก็น่าปวดหัว
ฟู่ถิงเย่ตัดสินใจที่จะอดทน
เป็นบุรุษก็แบบนี้แหละจะไปถือสาสตรีตัวเล็กๆ เพื่ออะไร? แถมยังเป็นสตรีของตนอีก!เขาปลอบใจตัวเองเช่นนี้
เมื่อหวาชิงเสวี่ยกวักมือเรียกเขาเขาแทบจะไม่คิดอะไรเลยก็เดินเข้าไปหาแล้ว
หวาชิงเสวี่ยยื่นมือไปแตะหนวดเคราของเขาเบาๆดูเหมือนจะใช้มีดตัดฉับไปเลยมากกว่าตัดแต่ง ความยาวของหนวดเคราสั้นลงกว่าเดิมไปครึ่งหนึ่งตอนนี้จึงสั้นๆ แข็งๆ และยิ่งบาดมือมากกว่าเดิม
นึกถึงตอนที่ฟู่ถิงเย่หวงแหนหนวดเคราของเขาขนาดนั้นตอนนี้ถึงขนาดยอมตัดออก แถมยังตัดออกแบบลวกๆ นางก็รู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านแม่ทัพตัดแต่งเองหรือ?”นางถาม
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วจ้องมองนาง“เจ้าคงไม่ได้อยากให้ข้าโกนจนเกลี้ยงหรอกนะ บุรุษจะไม่มีหนวดเคราได้อย่างไร?แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับพวกตัวตลกงิ้ว!”
หวาชิงเสวี่ยเห็นท่าทางร้อนรนของเขาก็รู้สึกว่าน่ารัก“ท่านมาตรงนี้สิ ข้าจะช่วยตัดแต่งให้ใหม่”
ฟู่ถิงเย่เดินตามนางเข้าไปในห้องด้วยความลังเล
...
หวาชิงเสวี่ยยกน้ำอุ่นกะละมังหนึ่งเข้ามารวมถึงผ้าเช็ดหน้าสีขาว มีดโกน และสบู่ทำมือ
“ขึ้นไปนอนบนเตียงสิเจ้าคะ”นางกล่าว
ฟู่ถิงเย่ตกใจ มองนางอย่างตื่นตะลึง
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับไม่ได้สนใจท่าทางของเขาจัดการยกน้ำอุ่นมาไว้ข้างเตียง “ท่านนอนลงสิเจ้าคะ ตอนข้าตัดแต่งให้จะได้สะดวกขึ้นหน่อย”
ฟู่ถิงเย่เดินไปที่เตียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมนั่งลงแล้วเอนตัวนอน
ความรู้สึกแรกก็คือ...
นุ่มจัง
ดูเหมือนนางจะชอบผ้ารองนอนนุ่มๆอย่างน้อยก็ต้องปูถึงสองชั้นเลยหรือ? ...เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆเป็นกลิ่นของนาง...
เมื่อคิดว่าทุกคืนหวาชิงเสวี่ยจะมานอนตรงที่เขานอนตอนนี้ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หวาชิงเสวี่ยนำผ้าเนื้อนุ่มไปชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าให้ฟู่ถิงเย่ แล้วเอาผ้าอุ่นหมาดๆ มาปิดไว้ที่ใบหน้าส่วนล่างครึ่งหนึ่งของเขา
“ประคบด้วยน้ำอุ่นก่อนเวลาตัดแต่ง หนวดจะได้ไม่แข็งเจ้าค่ะ” นางพูดพลางจัดผ้าเช็ดหน้าที่คางและจอนของเขาไปด้วย
ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่ามือนางสัมผัสไปมาที่หน้าของตนรู้สึกคันยุบยิบ
แต่ว่า...ถูกนางดูแลแบบนี้ก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน
ระหว่างที่ประคบหน้าหวาชิงเสวี่ยหยิบสบู่ทำมือออกมาจุ่มน้ำแล้วขยี้จนเกิดฟอง
ฟองยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขาวเนียนละเอียดดุจหิมะ
นางเปิดผ้าที่ประคบหน้าออกแล้วนำฟองมาทาบนใบหน้าของฟู่ถิงเย่
“นี่อะไร?”ฟู่ถิงเย่ปล่อยให้นางลูบไล้ใบหน้าตนไปมา “มีกลิ่นหอมของงาด้วย”
“จมูกท่านไวมากเจ้าค่ะ”หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแล้วป้ายฟองเต็มใบหน้าของเขา “นี่คือสบู่ที่ข้าทำเอง ข้างในมีน้ำมันงาผสมอยู่มีคุณสมบัติต้านความชรา และชะลอวัยเจ้าค่ะ ให้ความชุ่มชื้นดีมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ...”
ในน้ำมันงาอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ของแคลเซียมธาตุเหล็ก กรดไขมันไม่อิ่มตัว รวมถึงวิตามินอีและบีหนึ่ง ถือเป็นหนึ่งในน้ำมันที่ใช้ในการทำสบู่อย่างแพร่หลายน้ำมันนี้มีกรดไขมันที่จำเป็นและกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนจำนวนมาก ซึ่งมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิวและบำรุงผิวเมื่อล้างแล้วจะรู้สึกสดชื่น เหมาะสำหรับการใช้ในหน้าร้อน
นี่เป็นสบู่ที่ผลิตออกมาใหม่ในช่วงนี้หวาชิงเสวี่ยก็ใช้เองเช่นกัน แต่คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้นำไปขาย ก็ต้องนำมาใช้กับใบหน้าของฟู่ถิงเย่เสียแล้ว
บริเวณที่มีหนวดเคราของฟู่ถิงเย่ขึ้นถูกเคลือบด้วยฟองสบู่แล้ว
หวาชิงเสวี่ยถือมีดโกนไว้ค่อยๆ โกนหนวดให้เขาอย่างระมัดระวัง ฟองสบู่ทำให้หนวดเคราอ่อนนุ่มลง ทั้งยังช่วยลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับใบหน้าจากการใช้ใบมีดทำให้การโกนหนวดนั้นปลอดภัยและราบรื่นมากขึ้น
นางเริ่มจากโกนส่วนที่ไม่เป็นระเบียบให้เป็นแนวจากนั้นค่อยๆ เล็มหนวดเคราที่ดกหนาของเขา
ไม่ได้ตั้งใจที่จะโกนให้เกลี้ยง
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าหากโกนจนหมดเกลี้ยงนางคงจะเป็นคนแรกที่รู้สึกไม่ชินตา
แต่หนวดเคราของฟู่ถิงเย่ก็สมควรจะได้รับการตกแต่งเสียหน่อยมันไม่ต่างจากหญ้าที่ขึ้นรกชัฏในฤดูร้อน แถมยังเป็นหญ้าที่มีหนามแหลมคมอีกด้วย!
หวาชิงเสวี่ยจัดการตกแต่งหนวดเคราของฟู่ถิงเย่ให้เป็นทรงหนวดแบบบุรุษหนุ่มรูปงามชาวตะวันตกนางจัดทรงหนวดให้ดูสะอาดเรียบร้อย ไม่ลดความมาดแมน แต่ก็ไม่ทำให้ดูรกรุงรัง
นางนำผ้าไปชุบน้ำอุ่นมาเช็ดฟองสบู่ออกจากใบหน้าให้เขาแล้วมองดูอีกครั้งว่ายังมีตรงไหนที่ต้องแก้ไขอีกหรือไม่
ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกว่าสมบูรณ์แบบ
หวาชิงเสวี่ยขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อยมองฟู่ถิงเย่ที่เพิ่งผ่านการตกแต่งหนวดเครา แล้วก็ต้องตกตะลึงในทันใด
ฟู่ถิงเย่ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วตั้งแต่เมื่อใด
บุรุษที่อยู่ตรงหน้ามีสันจมูกโด่งได้รูปคิ้วดกหนาคมเข้ม ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าคมสันมีมิติ แม้ในยามหลับก็ยังแผ่รัศมีความเย็นชาและน่าเกรงขาม
เขาหล่อเหลามีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหัวใจเต้นแรงเหมือนมีกวางน้อยวิ่งชนกันอยู่ในอกเขินจนหัวใจเต้น ‘ตึกตัก ตึกตัก’ ไม่หยุด!
อีกนิดแทบจะทะลุออกมาแล้ว!
ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะหล่อเหลาขนาดนี้...
หวาชิงเสวี่ยเกิดความรู้สึกเหมือนได้รู้จักโลกใบนี้ใหม่!
หล่อขนาดนี้...แถมยังเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แต่ดันมาชอบนาง...
น่าอายจริงๆ ...
นางรีบเอามือปิดแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง
นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วเอาแต่มองใบหน้าของฟู่ถิงเย่อย่างคนเสียจริตอยู่พักหนึ่งหวาชิงเสวี่ยถึงได้รู้สึกว่าเริ่มปรับตัวได้แล้ว แก้มก็ไม่ร้อน หัวใจก็ไม่เต้นแรงขนาดนั้นแล้ว...
นางดึงผ้าห่มผืนบางที่อยู่บนเตียงมาคลุมตัวให้ฟู่ถิงเย่
ฟู่ถิงเย่ที่ไม่ได้หลับสนิทพลันรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีเมื่อครู่เขาหลับไปก็เป็นเพราะถูกหวาชิงเสวี่ยดูแลจนรู้สึกสบายเกินไป
เมื่อทั้งสองสบตากันบรรยากาศในห้องที่เงียบสงบก็เริ่มแปลกไปอย่างช่วยไม่ได้...
หวาชิงเสวี่ยไม่กล้ามองอีกแล้ว
นางหน้าแดงจึงรีบเบือนหน้าไปทางอื่นไม่กล้าสบดวงตาที่ลึกซึ้งแต่เฉียบคมของเขา รู้สึกว่าหัวใจของตนเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้งแล้ว
“เสร็จแล้วหรือ?”ฟู่ถิงเย่ลุกจากเตียงขึ้นมานั่ง ลูบไปที่หน้าของตัวเอง
“อืม” หวาชิงเสวี่ยหยิบกระจกทองเหลืองส่งให้เขา
ฟู่ถิงเย่เหลือบสายตามองกระจกแวบหนึ่งเห็นว่าหนวดเคราของเขายังอยู่ ไม่ได้โกนจนเกลี้ยง ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น
เขาส่งกระจกคืนให้หวาชิงเสวี่ย
เอ๊ะ?จะไม่ดูต่ออีกสักหน่อยหรือ?
หวาชิงเสวี่ยรับกระจกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำแอบเหลือบมองสีหน้าของเขา ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพจะพอใจหนวดเคราใหม่ของตัวเองหรือไม่...
ฟู่ถิงเย่ไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกอะไรราวกับไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้ และไม่ใส่ใจด้วย
มาตรฐานความงามของเขามีอย่างเดียวคือขอแค่ไม่ดูเหมือนสตรี
เขาลูบคางของตัวเองสัมผัสได้ถึงหนวดเครา แต่เพราะฝ่ามือของเขามีแต่แผลเป็นหยาบกร้าน ใช้เวลาคลำอยู่นานก็ยังไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างจากเดิมตรงไหน?!
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองหวาชิงเสวี่ย
คงจะมีแต่นางเท่านั้นที่รู้ว่ามันจะบาดหรือไม่...
แก้มของหวาชิงเสวี่ยยังคงแดงเรื่อไม่หายเพราะเขินอายจึงรีบร้อนเก็บของที่ใช้โกนหนวด จัดห้องให้เรียบร้อย พอทำทุกอย่างเสร็จแล้วกลับมาก็พบว่าฟู่ถิงเย่ยังคงจ้องมองนางไม่หยุด
สายตาแบบนั้น...มันช่างเร่าร้อนเหลือเกินนางแทบจะไม่กล้าสบตาแล้ว!
ทันใดนั้นฟู่ถิงเย่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาหานาง!
ท่าทางนั้นดูฮึกเหิม!
หวาชิงเสวี่ยนิ่งอยู่กับที่ไม่ทันได้ขยับเขยื้อน ฟู่ถิงเย่ก็คว้าตัวนางเข้าไปในอ้อมกอด จับคางนางเงยขึ้น แล้วก้มลงมาจูบ!
“อื้อ...”
ดวงตาของนางเบิกกว้างเพราะความตกใจ!ตอบสนองตามสัญชาตญาณด้วยการดิ้นรน แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาของฟู่ถิงเย่แล้ว...
หวาชิงเสวี่ยด่าตัวเองในใจ!
ไม่คิดเลย นางจะเป็นพวกบ้าคนหน้าตาดี!