บทที่ 38 ดินแดนลับเปิด
หลิวเฟิงนำกลุ่มคนเดินผ่านลานกว้าง มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเล็ก ๆ ที่เชิงเขาทางทิศเหนือ
“ศิษย์พี่หลิว เมื่อครู่ท่านบอกว่าการทดสอบไม่ผ่านแล้วจะถูกส่งไปทำงานที่จุดพักตามโลกมนุษย์ หมายความว่าอย่างไร?”
ระหว่างทาง ลู่หลีเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาถามหลิวเฟิงเบา ๆ
หลิวเฟิงเหลือบมองลู่หลี แล้วกล่าวขณะเดิน “ศิษย์น้องไม่ทราบว่า สำนักชิงหยางของเรามีจุดพักตามเมืองใหญ่ ๆ ในเหลียงโจวหรือ? หลัก ๆ คือรวบรวมข่าวสารหรือทรัพยากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของโถงการทูตของสำนัก ส่วนผู้ที่รับผิดชอบเรื่องพวกนี้ก็คือศิษย์ที่สอบไม่ผ่านจากการทดสอบครั้งก่อน”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบคุณศิษย์พี่ที่คลายความสงสัยให้” ลู่หลีเข้าใจแล้ว
“ศิษย์น้อง สถานที่พักตามโลกไม่มีทรัพยากรจากสำนักสนับสนุน หากต้องการทรัพยากรในการฝึกฝนก็ต้องใช้การแลกเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำคุณประโยชน์ ดังนั้นอย่าทิ้งโอกาสในการเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการโดยง่าย มิฉะนั้นขอบเขตก่อลมปราณระดับสาม ก็คงเป็นขีดสุดในชีวิตของเจ้า” หลิวเฟิงเตือนด้วยความหวังดี
“ข้าจำไว้แล้ว” ลู่หลีกล่าวด้วยความขอบคุณ
ใกล้เที่ยงวัน กลุ่มคนก็มาถึงสุดทางเล็ก ๆ จนได้
หน้าผาสีเทาอมดำปรากฏอยู่ตรงหน้า สูงหลายสิบจั้ง กว้างประมาณสองสามลี้ ตรงกลางสูง ด้านข้างต่ำ ผิวหน้าเรียบเนียน ดูเหมือนหลุมศพโบราณขนาดใหญ่
บนหน้าผาที่เรียบเนียนนั้นสลักตัวอักษรสีแดงสด ‘ชิงหยาง’ ไว้สองตัว ลู่หลีเพียงมองแวบเดียวก็รู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปข้างใน จึงรีบดึงสายตากลับ
ในยามนั้น มีกระท่อมที่เชิงผาโดยมีผู้เฒ่าสามคนกำลังนั่งขัดสมาธิสนทนากันอยู่
ลู่หลีมองก็จำคนทั้งสามได้
หนึ่งในนั้นคือผู้อาวุโสสอง อวี๋ถง เป็นผู้เคยตรวจสอบรากวิญญาณให้เขามาก่อน
หนึ่งคนคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดยอดเขาเทียนเจวี๋ย เซียวเจวี๋ย
ส่วนอีกคนลู่หลีไม่ทราบชื่อ แต่เป็นนักพรตชราที่เคยพบที่เมืองหลงสิง ที่แท้คือท่านผู้อาวุโสสาม ฟางปู้เหวย
เมื่อเดินเข้าไปใกล้กระท่อม หลิวเฟิงให้ทุกคนรออยู่ข้างนอก แล้วตนเองเดินเข้าไปด้านใน ทำความเคารพอย่างนอบน้อมกล่าวว่า “เรียนท่านผู้อาวุโสสูงสุด ผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสสาม ศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบมาพร้อมกันแล้ว”
ทั้งสามมองหน้ากัน แล้วลุกขึ้น หลิวเฟิงเห็นดังนั้นจึงรีบหลีกทางให้
เซียวเจวี๋ยก้าวเดินนำหน้าไปยังกลุ่มคน กวาดสายตาเพียงครั้งเดียวก็เกิดอาการตกตะลึง เดินไปหาลู่หลีสองสามก้าว “เจ้าเด็กน้อย เจ้าถึงขอบเขตก่อลมปราณระดับสามแล้วหรือ?”
ลู่หลีไม่เข้าใจ คิดในใจว่าตอนสมัครเข้ารับการทดสอบก็ผ่านการลงทะเบียนที่หอผู้อาวุโสแล้วมิใช่หรือ หรือว่าไม่รู้ว่ามีเขา?
พลันคิดขึ้นมา ก็เข้าใจทันที
เมื่อคิดดูอีกทีก็เข้าใจ เขาเคยอยู่ที่ยอดเขาเทียนเจวี๋ยมาหนึ่งเดือนก็จริง แต่เซียวเจวี๋ยไม่เคยถามชื่อเขาเลย มักจะเรียกแต่ว่าเจ้าเด็กน้อย เขาจึงหัวเราะออกมา “ศิษย์กินยาไปบ้างจึงพอจะถึงขอบเขตก่อลมปราณระดับสามขอรับ”
“จิ๊ ๆ เจ้าทำให้ข้าตกใจไม่น้อยเลยจริง ๆ ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้า ต่อให้เทียบกับศิษย์เอกของข้าก็ไม่ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย”
“พี่ใหญ่มีเรื่องใดให้ต้องถอนหายใจเช่นนั้นหรือ” อวี๋ถงที่อยู่ด้านหลังก็เดินเข้ามา
เมื่อเขาเห็นลู่หลี สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “เป็นเจ้า!”
พูดแล้วก็หันไปตะโกนใส่ฟางปู้เหวยที่อยู่ด้านหลัง “น้องสาม มานี่สิ คราวก่อนบอกไปก็ไม่เชื่อ เจ้าลองดูเองสิเจ้าเด็กผู้นี้เป็นรากวิญญาณเก้าธาตุ!”
"รากวิญญาณเก้าธาตุหรือ?"
เซียวเจวี๋ยที่อยู่ข้าง ๆ ตกตะลึง อุทานเสียงดัง “ที่คราวก่อนเจ้าพูดถึงก็คือเจ้าเด็กน้อยผู้นี้?”
เขายังจำได้ว่าตอนนั้นที่พวกเขาสามคนดื่มสุราก็ทะเลาะกันเรื่องนี้ อวี๋ถงเมาจนชนต้นไม้ของตนเองหัก
“ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า!” อวี๋ถงเบิกตากว้างจ้องไปที่ลู่หลี “เจ้ามีนามว่าลู่หลีใช่หรือไม่!”
ลู่หลีหน้ากระตุก “ขอรับ ท่านผู้อาวุโส”
"เจ้าชื่อลู่หลีจริงๆ หรือ!" เซียวเจวี๋ยมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ รีบคว้าข้อมือลู่หลีและเริ่มตรวจสอบ พอตรวจสอบเสร็จ ใบหน้ากลม ๆ ของผู้เฒ่าเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่น่าสนใจยิ่งนัก “อ่า! รากวิญญาณเก้าธาตุ ทอง ไม้ ไฟ ดิน น้ำ ลม สายฟ้า แสง ความมืด... โลกนี้จะมีรากวิญญาณที่สับสนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!"
บัดนั้นฟางปู้เหวยก็เดินเข้ามา
เมื่อเห็นลู่หลี เขาขมวดคิ้วก่อน จากนั้นก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ “เจ้า...เจ้าเคยเข้าร่วมพิธีปลุกพลังที่ข้าจัดที่เมืองหลงสิงใช่หรือไม่?”
ถึงแม้รูปร่างของลู่หลีจะเปลี่ยนไปมากในตอนนี้ แต่ผิวที่คล้ำแดดและดวงตาที่ฉลาดเป็นกรดของเขาก็ยังทำให้ฟางปู้เหวยรู้สึกคุ้นเคย
“ขอรับ ท่านผู้อาวุโส” ลู่หลีทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ข้าจำได้ว่าคราวก่อนเจ้าไม่ได้ปลุกพลังมิใช่หรือ?” เมื่อได้ยินลู่หลีพูดเช่นนั้น ฟางปู้เหวยก็ขมวดคิ้ว
"เรื่องเป็นเช่นนี้ เมื่อพวกข้ากลับจากพิธีปลุกพลัง ถูกพวกมารนอกรีตจางซงจับตัวไป..." ลู่หลีกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขป แต่ก็มิได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองได้ตำรับยามา
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าตอนที่ลู่หลีพูดถึงเรื่องถูกจางซงจับตัวเข้าไปในสำนักชิงเหลียง ดวงตาของหลิ่วซินอวี่ก็ฉายแววความแค้นออกมา
เมื่อทั้งสามได้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจที่ลู่หลีมีวาสนามาก
ทั้งสามรู้สึกสงสัยมากว่าเหตุใดลู่หลีที่เป็นที่มีราากวิญญาณเก้าธาตุถึงสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตก่อลมปราระดับสามได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้ แต่ก็มิได้ซักไซ้ไล่เลียงลงไป
หลังจากกล่าวชมเชยแล้ว ก็เข้าสู่ประเด็นหลัก
เซียวเจวี๋ยหยิบถุงผ้าไหมออกมา 11 ใบ ให้ทุกคนไปหยิบ เมื่อทุกคนหยิบถุงผ้าได้คนละใบแล้วจึงกล่าวว่า
“ทุกคนฟังข้าให้ดี พวกเจ้ามีเวลาเพียง 10 วัน ในถุงผ้ามีภารกิจในการทดสอบครั้งนี้ แต่ละคนมีภารกิจไม่เหมือนกัน พวกเจ้าต้องนำสิ่งของตามภารกิจกลับมาให้สำเร็จจึงจะถือว่าสอบผ่าน หากมิเช่นนั้นจะถือว่าสอบไม่ผ่าน”
“ประการต่อมา ภายในถุงนั้นมีป้ายหยก หากมีภัยถึงตายหรือบรรลุภารกิจ จงทำลายป้ายหยกนั้น ยามนั้นพวกเจ้าจะถูกนำส่งกลับมา
“หากผู้ใดมิได้ทำภารกิจสำเร็จแล้วทำลายป้ายหยกแตก เมื่อออกมาแล้วจะถูกตัดสินว่าไม่ผ่านทันที จดจำได้หรือไม่!”
เหตุใดจึงมีอันตรายถึงชีวิตได้?
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป แต่เมื่อได้ยินว่ามีหยกสลักคุ้มครองชีวิตก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วก็กล่าวว่าจำได้
เซียวเจวี๋ยพยักหน้าและกล่าวต่อว่า “แม้จะรู้สึกว่าเป็นไปได้ยาก แต่ข้าก็ยังต้องกล่าวไว้ ตามที่บันทึกของสำนักระบุไว้ บรรพจารย์ของสำนักเมื่อครั้งที่เข้าไปในแดนลับแห่งนี้แล้วก็มิได้ออกมาอีกเลย และคัมภีร์ ‘ไท่เสวียน’ ที่ท่านอาจารย์ใช้ฝึกฝนก็ถูกนำเข้าไปด้วย”
“คัมภีร์ไท่เสวียน นั้นเป็นเคล็ดลับที่มิเคยถ่ายทอดให้ผู้ใดของสำนักใหญ่ ความเร็วในการฝึกฝนนั้นเหนือกว่า ‘เคล็ดชิงหยาง’ ของสำนักเรามากนัก”
“และตามคำบอกเล่าของเหล่าศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบในอดีต ภายในแดนลับลึกนั้นมีถ้ำแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘ถ้ำชิงหยาง’ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวข้องกับบรรพจารย์”
“ดังนั้น...หากเป็นไปได้ หลังจากพวกเจ้าทำภารกิจเสร็จแล้ว จงพยายามเข้าไปสำรวจถ้ำชิงหยางให้จงได้ หากผู้ใดสามารถสืบทราบถึงที่มาที่ไปของบรรพจารย์หรือนำคัมภีร์ ‘ไท่เสวียน’ กลับมาได้ สำนักจักประทานรางวัลเป็นค่าคุณความดีอย่างมหาศาลแก่พวกเจ้า"
คัมภีร์ไท่เสวียน!
ความเร็วในการฝึกฝนนั้นเหนือกว่าเคล็ดชิงหยาง?
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็พลันแสดงสีหน้าสนใจออกมาทันที ตอนนี้แม้ว่าเขาจะมีตัวช่วยอย่างยาหลอมปราณแต่ความเร็วในการหลอมรวมพลังปราณก็ยังตามความเร็วในการดูดซับไม่ทัน หากมีเคล็ดระดับสูงกว่าจริง ๆ เขาก็ต้องพยายามไขว่คว้ามาให้ได้
สีหน้าท่าทางของคนอื่น ๆ ก็คล้ายคลึงกับลู่หลี เมื่อได้ยินว่ามีเคล็ดระดับสูงกว่า ก็ต่างพากันตั้งใจที่จะลองเข้าไปสำรวจถ้ำชิงหยาง
เมื่อเห็นดังนั้น
เซียวเจวี๋ยก็พยักหน้าอย่างพอใจ กล่าวว่า ‘ตามข้ามา!’ จากนั้นก็หันหลังเดินไปยังทิศทางของกระท่อมฟาง โดยมีอวี๋ถงและฟางปู้เหวยเดินตามไปติด ๆ
เมื่อทุกคนเดินผ่านกระท่อมฟางไปแล้วจึงได้พบว่า ที่แท้ด้านล่างของหน้าผามีถ้ำแห่งหนึ่ง แต่บริเวณที่เข้าไปจากปากถ้ำได้สองจั้ง กลับถูกหมอกสีม่วงปกคลุมขวางทางไว้
เซียวเจวี๋ย และทั้งสามคนยืนกระจายอยู่โดยรอบห่างจากหมอกสีม่วงหนึ่งจั้ง
จากนั้นทั้งสามก็สบตากัน พร้อมกันนั้นก็หยิบป้ายหยกสีม่วงออกมา ป้ายหยกนั้นลอยอยู่ตรงหน้าของทั้งสามคน เมื่อทั้งสามประสานมือร่ายคาถา ป้ายหยกก็เริ่มเปล่งแสงที่เจิดจ้าออกมา พร้อมกับมีอักขระประหลาด ๆ โอบล้อมรอบป้ายหยกและหมุนวนอยู่
“เปิด!”
ทันใดนั้นเอง เซียวเจวี๋ยก็ตะโกนออกมาอย่างเย็นชา อักขระที่พันรอบป้ายหยกที่หน้าอกของเขาก็กลายเป็นแสงสว่างและพุ่งไปยังหมอกสีม่วงที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งจั้ง
อวี๋ถงและฟางปู้เหวยก็ทำเช่นกัน แสงสว่างอีกสองสายก็พุ่งตามไปติด ๆ
ทั้งสามคนมีสีหน้าซีดเผือดในทันที ลมหายใจอ่อนแรง
ฟู่! ฟู่ !
ทันใดนั้นเอง หมอกสีม่วงด้านหน้าก็เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นวังวนสีม่วง สายลมที่รุนแรงก็พัดออกมาจากถ้ำ
"มิเข้ายามนี้ แล้วจะเข้าเมื่อใดกัน!"เซียวเจวี๋ยตะโกนเสียงดัง
ทุกคนสบตากัน ดูเหมือนจะมีความกลัวต่อวังวนนั้นอยู่บ้าง
ลู่หลีเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กัดฟันและเดินเข้าไปเป็นคนแรก