บทที่ 29 การสอบฝู่ซื่อที่น่าตื่นเต้น
เมื่อย้อนกลับมาที่สำนักศึกษา หลิวเหิงก็ยุ่งอยู่กับการทบทวนตำรา ส่วนเผยซิ่วไฉก็ให้คำแนะนำที่เข้มข้นกับเขาขึ้นอีก ในทุกวันจะถามคำถามสองสามข้อเสมอ เพื่อให้เขาได้พยายามตอบคำถามและฝึกเขียนคำตอบออกมา
ใน่เวลานี้ นางหวังได้มาที่ตัวอำเภอเพื่อมอบเสื้อผ้าที่เย็บขึ้นใหม่ให้กับหลิวเหิงสองชุด “มีคำกล่าวว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ตอนที่เ้าไปสอบฝู่ซื่อ ก็ควรจะมีเสื้อผ้าใหม่อีกสักสองชุด”
“ท่านแม่ ข้ามีเสื้อผ้าไว้ใส่เพียงพอแล้ว ท่านไม่ควรลำบากขนมาที่นี่เลย”
“ตอนนี้ครอบครัวของเราขายชาคลายร้อนที่ซีเอ๋อร์ทำ มันทำกำไรได้หลายสิบอีแปะต่อวัน มีบางวันได้มากกว่าร้อยอีแปะเลยนะ” ขณะที่นางหวังพูดก็หยิบกระเป๋าเงินออกมา “ซีเอ๋อร์ขอให้แม่นำเงินเหล่านี้มาให้เ้า”
นางหวังยังหยิบขวดโหลอีกใบออกมาอีก ข้างในมีแป้งสาลีผัดอยู่ครึ่งขวด
แป้งสาลีผัดคือการนำข้าวสาลีมาผัดแห้งในกระทะเหล็ก จากนั้นบดเป็ผงด้วยโม่หิน เหยียนซียังเติมน้ำตาลป่นและผสมให้เข้ากัน ดังนั้นแป้งสาลีผัดครึ่งขวดโหลจึงมีกลิ่นหอมโชยออกมา
แป้งสาลีผัดชนิดนี้สามารถรับประทานแบบแห้งก็ได้ หรือจะแช่น้ำร้อนกินก็อร่อย
สำหรับครอบครัวที่มีฐานะดีก็จะผัดไว้กินบ้าง อย่างไรก็ทำเป็อาหารว่างสำหรับผู้สูงอายุและเด็กที่บ้านได้
เหยียนซีเพิ่มน้ำตาลป่นลงไปเพื่อให้รสชาติดียิ่งขึ้น
นางหวังเอ่ยด้วยความชื่นชม “พอเอ่ยถึงเื่นี้ ซีเอ๋อร์ก็เป็คนต้นคิดอีกแล้ว นางบอกว่าในระหว่างการสอบฝู่ซื่อตลอดทั้งวันไม่ควรจะปล่อยให้ท้องหิว แต่ถ้าเอาอาหารชนิดอื่นเข้าสนามสอบ ก็กลัวจะโดนค้นแล้วหกเลอะเทอะจนสกปรกและกินไม่ได้ หากเ้านำแป้งสาลีผัดขวดนี้ติดตัวไปด้วย แค่เทใส่ในถุงกระดาษที่ทาน้ำมัน เ้าก็สามารถใส่น้ำเพื่อแช่มันกินได้ทันที ทั้งอิ่มท้องและสะอาดด้วย”
“สำหรับห่อนี้คือปลาแห้งคั่วเกลือ กินแค่กำมือเดียวก็คลายหิวได้ ส่วนนี่คือบ๊วยเปรี้ยว ถ้าอยู่ในห้องสอบแล้วเอาเข้าปากสักหนึ่งเม็ดก็จะทำให้สดชื่นทันตาเลยละ”
“อ้อ นี่คือเสื่อน้ำมัน ถ้าในห้องสอบสภาพอากาศแปรปรวน เ้าเอาเสื่อน้ำมันนี้กันฝนได้ เวลากินข้าวก็ให้ปูเสื่อน้ำมันนี้ไว้บนโต๊ะก่อน มันจะไม่ทำให้กระดาษคำตอบเปื้อนคราบอาหาร”
นางหวังชื่นชมความรอบคอบของเหยียนซี ทว่าหลิวเหิงกลับคิดมากกว่ามารดา
เนื่องจากนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ และเขาไม่เคยนึกถึงเื่อาหารการกินในสนามสอบมาก่อน แต่เหยียนซีคิดได้อย่างรอบคอบจริง ๆ ทว่านางรู้เื่เหล่านี้ได้อย่างไร?
ตอนที่เขาสอบเซี่ยนซื่อ เนื่องจากขาดการเตรียมตัวให้ดี หลังเดินออกจากสนามสอบก็หิวจนแข้งขาอ่อนแรง
ในโลกที่แล้ว เหยียนซีได้เรียนประวัติศาสตร์ จึงรู้ว่าการสอบขุนนางในสมัยโบราณไม่ได้เอื้ออำนวยให้ผู้สอบนอนหลับสบายหรือกินอิ่มเลย ทั้งสภาพแวดล้อมในห้องสอบนั้นแย่มาก และมีหลายคนที่สอบตกเพราะสภาพร่างกายเกินจะรับไหว ไม่ใช่สอบตกเพราะขาดความรู้
ที่โชคร้ายกว่านั้นคือหลังคาห้องสอบรั่ว แล้วบังเอิญฝนตกหนักจนกระดาษคำตอบเปียกเละไม่เป็ท่า
ดังนั้นเพื่อให้หลิวเหิงมีโอกาสสอบผ่านมากขึ้น เด็กหญิงจึงใช้สมองอย่างหนัก จนทำแป้งสาลีผัดกับปลาแห้งคั่วเกลือขึ้นมา อาหารแห้งทั้งสองชนิดนี้ มีสารอาหารหลักทั้งแป้งและโปรตีน ทั้งสะดวกและสะอาดในการกิน ที่สำคัญคือการเก็บรักษาง่ายมาก ส่วนเสื่อน้ำมันยังกันน้ำได้และมีน้ำหนักเบาจึงพกพาสะดวก
ทว่าสิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือความรอบคอบของตนกลับยิ่งทำให้หลิวเหิงสงสัยในภูมิหลังของเธอ
วันที่ห้าเดือนห้า หลังจากที่เผยซิ่วไฉตื่นนอนแต่เช้าตรู่และกราบไหว้บรรพบุรุษที่บ้านเสร็จแล้ว เขาก็พาหลิวเหิงไปที่ท่าเรือประจำอำเภอและออกเดินทางโดยเรือ
อำเภอิสุ่ยอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเมืองถงอัน การเดินทางจากอำเภอิสุ่ยไปยังตัวเมืองหลัก ก็สามารถนั่งเรือโดยสารไปได้โดยตรง ถือเป็การเดินทางที่สะดวกที่สุด
ใช้เวลามากกว่าหนึ่งวันในการเดินทางก็ถึงจุดหมาย เมื่อคำนวณวันเวลาแล้วยังเหลืออีกสิบเอ็ดวันก่อนจะถึงวันสอบฝู่ซื่อ กระนั้นทั่วทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยบัณฑิต และโรงเตี๊ยมที่ใกล้กับสนามสอบมากที่สุดก็ถูกจองเต็มหมดแล้ว
เมื่อมองไปตามท้องถนนก็ไม่ต่างกัน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งมาถึงและยังหาที่พักไม่ได้
เผยซิ่วไฉและหลิวเหิงทำได้เพียงมองหาที่พักซึ่งอยู่ห่างออกไป แต่ในที่สุดโชคก็ยังเข้าข้าง พวกเขาจึงได้พบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เถ้าแก่บอกว่าห้องเก็บฟืนยังมีที่ว่าง และทั้งสองสามารถเช่าได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ
ห้องเก็บฟืนนี้อากาศไม่ค่อยถ่ายเท ผนังโคลนทั้งสี่ด้านก็เป็สีดำมืดมน แต่ถ้าไม่คว้าไว้ก็เกรงว่าจะหาที่อื่นไม่ได้อีก สิ่งสำคัญกว่านั้นคือโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีถนนสายเล็ก ๆ ซึ่งนำไปสู่สนามสอบและระยะทางไม่ได้ไกลนักด้วย
เถ้าแก่สั่งให้คนยกเตียงสองหลังมาไว้ในห้อง เขาคิดเงินเพียงสามร้อยอีแปะต่อคืน และมีน้ำร้อนให้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น
ราคานี้เรียกว่าใจกว้างมาก ๆ แล้ว เพราะต้องทราบก่อนว่าหากเป็โรงเตี๊ยมที่อยู่อีกฝั่งของถนนสายหลัก แม้แต่ห้องเก็บฟืน ถ้าจะเช่าคืนละหนึ่งตำลึงก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ
นี่เป็ครั้งแรกที่หลิวเหิงออกนอกอำเภอิสุ่ยและเขายังอายุน้อย เขาจึงคิดว่ามีเงินสิบตำลึงก็เป็จำนวนมหาศาลแล้ว จนกระทั่งมาถึงเมืองถงอันจึงเพิ่งได้รู้ว่าเงินสิบตำลึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลยด้วยซ้ำ
โชคดีที่ครอบครัวมีรายได้เพิ่มเข้ามาจากมันสมองของเหยียนซี มิฉะนั้นด้วยสถานการณ์ของครอบครัวแบบเดิม แม้ว่าเขาจะโชคดีในการสอบผ่านฝู่ซื่อ แต่ก็ยากที่จะเดินทางไปสอบเยวี่ยนซื่อ
แท้จริง ถ้าไม่ใช่เพราะกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเผยซิ่วไฉ เขาก็ปรารถนาจะไปขอนอนที่วัดนอกเมืองด้วยซ้ำ
โรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยบัณฑิตที่มาร่วมสอบ ในห้องโถงรับรองแขกเต็มไปด้วยจิติญญาของปัญญาชนและการคุยโวโอ้อวด
หลิวเหิงเดินไปที่โถงรับรองแขกเพื่อกินข้าว เขาพลางฟังบทสนทนาโดยรอบไปด้วย จากนั้นก็กลับห้องเพื่อทบทวนตำรา
การสอบฝู่ซื่อนั้นเข้มงวดกว่าการสอบเซี่ยนซื่อมาก เนื่องจากต้องหาบัณฑิตยุ้งฉางมาค้ำประกันให้ถึงสองคน
ที่กล่าวกันว่าเผยซิ่วไฉยากจนนั้นไม่เกินจริง เพราะโอกาสในการสร้างรายได้ของเผยซิ่วไฉมีไม่มากนัก และเมื่อใดก็ตามที่เขตปกครองจัดสอบฝู่ซื่อขึ้นมา บัณฑิตยุ้งฉางก็จะเป็ที่นิยมมากกว่า
ต้องทราบก่อนว่า แม้ว่าจะมีสิบสองอำเภอที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของเมืองถงอัน แต่สถานการณ์ของแต่ละอำเภอนั้นแตกต่างกัน จำนวนบัณฑิตยุ้งฉางก็มีจำกัด ทั้งยังต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะค้ำประกันคนอื่น ดังนั้นการสอบฝู่ซื่อทุกครั้ง จึงเป็โอกาสที่ดีสำหรับบัณฑิตยุ้งฉางในการสร้างรายได้
หากมั่นใจแล้วว่าจะค้ำประกันให้ผู้ใด พวกเขาก็จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซึ่งมีั้แ่สามถึงสี่ตำลึง ไปจนถึงสิบกว่าตำลึง
เผยซิ่วไฉเป็บัณฑิตยุ้งฉางอยู่แล้ว หลิวเหิงจึงต้องหาบัณฑิตยุ้งฉางอีกคนมาค้ำประกัน ทว่าก่อนหน้านี้หลิวเหิงล้มป่วยจนเตรียมการล่าช้าทั้งหมด เขาจึงไม่ได้วางแผนเื่นี้ไว้เลย ทำได้แค่มาตามหาที่นี่เท่านั้น
โชคดีที่ในเวลานี้มีคนพาลูกศิษย์มาร่วมสอบมากมาย
เผยซิ่วไฉเดินเข้า ๆ ออก ๆ โรงเตี๊ยมหลายแห่ง และในที่สุดก็ได้พบกับคนที่เหมือนกับตน คือบัณฑิตยุ้งฉางที่พาบัณฑิตมาเตรียมตัวสอบล่าช้าเพราะติดขัดเหมือนกัน เมื่อเดินทางเข้าเมืองช้าจึงยังไม่มีผู้ค้ำประกันคนอื่น
ทั้งสองร่วมมือกันทันที เขาต่างแลกเปลี่ยนการค้ำประกันให้ลูกศิษย์ของแต่ละฝ่าย เื่นี้ก็เป็อันเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็มีบัณฑิตถงเซิงสองสามคนได้ยินข่าว เผยซิ่วไฉเห็นว่าพวกเขามาจากครอบครัวที่ยากจนเหมือนกัน ชัดเจนว่าพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินได้มากกว่าสิบตำลึงเพื่อหาคนค้ำประกัน
ในขณะที่คร่ำครวญว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้าย และจิตใจมนุษย์เสื่อมถอย เขาก็ตกปากรับคำว่าจะค้ำประกันให้พวกเขา
ในวันที่สิบหกเดือนห้า เพิ่งจะเที่ยงคืน เผยซิ่วไฉก็ปลุกหลิวเหิงขึ้นมาแล้ว หลังจากที่ทั้งสองอาบน้ำเสร็จก็เห็นว่าโรงเตี๊ยมสว่างไสวแล้วเช่นกัน พบว่าเถ้าแก่ผู้มากประสบการณ์กำลังเตรียมอาหารเช้า เพื่อให้บัณฑิตสามารถไปสอบได้หลังจากอิ่มท้อง
หลิวเหิงเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว เขาพลางตรวจสอบตะกร้าสำหรับนำเข้าสอบและสิ่งจำเป็อีกครั้ง
เมื่อเผยซิ่วไฉเห็นแป้งสาลีผัดกับปลาแห้งคั่วเกลือที่อีกฝ่ายถืออยู่ เขาก็พยักหน้าด้วยความชื่นชม “ของเหล่านี้มีประโยชน์จริง ๆ ครอบครัวของเ้าช่างคิดรอบคอบนัก”
มีถนนสายเล็ก ๆ จากโรงเตี๊ยมไปยังสนามสอบ และตามตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยบริการรับส่งกันขวักไขว่ ถ้าเป็่กลางคืนแล้วเดินไปเองคงไม่ถูก แต่่นี้มีหลายคนรีบไปสอบพร้อมโคมไฟในมือ จึงมีแสงไฟนำทางไปทุกที่
ทั้งสองจึงเดินตามฝูงชนไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เมื่อเดินไปที่ถนนหน้าสนามสอบ ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นประตูสำนักศึกษาได้อย่างชัดเจน ทว่าตอนนี้มันถูกปิดกั้นโดยรถม้า เกวียนเทียมวัวและเกวียนเทียมลาที่อยู่ข้างหน้า ผู้คนและเกวียนกำลังแน่นขนัดเป็สาย
เมื่อเดินเข้าไปสมทบอีกไม่กี่ก้าว ฝูงชนก็เคลื่อนที่ไม่ได้แม้แต่ครึ่งก้าวแล้ว
เวลานี้หลิวเหิงก็ค้นพบวิธีที่สะดวกที่สุดในการเดิน เขาหอบตะกร้าไว้ในอ้อมแขนและเมื่อเห็นช่องว่างข้างหน้า เขาก็เบียดตัวแทรกเข้าไปโดยมีเผยซิ่วไฉเดินตามหลัง