“คุณแม่คะ ยาก่อนนอนค่ะ” เสียงหวานของลูกสาวดึงความสนใจจากหญิงชราที่กำลังตั้งใจดูข่าวพระราชสำนักในโทรทัศน์ เธอค่อยๆประคองหลังของมารดาให้ลุกขึ้นนั่งเอนพิงหมอนหนุน แล้วเดินไปปลายเตียงก้มตัวลงจับคันหมุนปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อย
หญิงชราใช้สันมือยันตัวเองให้นั่งอยู่ในท่าที่สบายมากขึ้น ถึงแม้ว่าตอนนี้ร่างกายของเธอจะตรงกันข้ามกับคำนั้นมากก็เถอะ เพราะก้อนแข็งในท้องมันปูดนูนเพิ่มขึ้นจากโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกที่ตรวจพบเมื่อสองปีที่แล้ว และในไม่กี่เดือนก็ลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง จนเมื่อสองเดือนก่อนคุณหมอได้พบว่าโรคร้ายลงมาที่ตับของเธอแล้ว เพราะเหตุนี้เองทำให้ชีวิตของหญิงวัยหกสิบแปดปีจึงได้วนเวียนเข้า-ออกโรงพยาบาลประหนึ่งเป็บ้านหลังที่สอง
แต่ถึงจะมาบ่อยก็ใช่ว่าเธอจะถูกใจกับบรรยากาศที่รายล้อมในตอนนี้เท่าไหร่นัก ทั้งกลิ่นยา กลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ไหนจะหลอดไฟสีขาวที่สว่างจ้าจนแสบตา แต่เพราะสองอาทิตย์มานี้อาการของเธอไม่ค่อยสู้ดีคุณหมอจึงขอให้เธอแอดมิทที่โรงพยาบาล ฝ่ายลูกๆก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยไม่รู้เพราะอยากให้แม่อยู่ใกล้หมอ หรืออยากลดความเหนื่อยในการดูแลแม่กันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหน สุดท้ายเธอก็ต้องยอมทำตามนั้น
เธอก้มมองดูกลุ่มยาที่นอนกลิ้งตัวอยู่ในถ้วยพลาสติกใบน้อยที่ลูกสาวจัดเตรียมไว้ให้ หากยาเม็ดพวกนี้ทำให้เธอได้หลุดพ้นจากสภาวะเหล่านี้และได้กลับบ้านเร็วขึ้น เธอก็ยินดีจะกลืนมัน เม็ดยาถูกหย่อนลงคอทีละเม็ด หลังจากดื่มน้ำตามลงไปเธอจึงวางถ้วยยาที่โต๊ะข้างเตียง
“คุณแม่กินยาไม่หมดนี่คะ” ลูกสาวสงสัยหลังเห็นยาเม็ดกลมสีเหลืองนอนโดดเดี่ยวอยู่ก้นถ้วยพร้อมยื่นถ้วยยากลับคืน แต่ผู้เป็แม่ไม่ได้รับมันกลับแต่อย่างใด เธอเพียงมองชำเลืองยาเม็ดนั้นแล้วดันมันออก
“ยาเม็ดนั้นมันกินแล้วง่วง แม่ขอดูละครให้จบก่อนแล้วค่อยกินนะลูกอี๊ด”
“อ๋อ ใช่ วันนี้ภูติพิศวาสตอนอวสานนี่นา งั้นคุณแม่ค่อยกินยาหลังละครจบก็ได้ค่ะ” คำขอนี้ถูกตอบรับจากลูกสาวโดยง่าย เพราะปกติแล้วคุณแม่ไม่ใช่คนแก่ที่ดื้อด้าน หรือเอาแต่ใจตัวเองอะไรเทือกนั้น
คุณแม่สุภา หรือครูสุภาครูสอนภาษาไทยเ้าระเบียบอันดับหนึ่งของเหล่านักเรียน ด้วยปณิธานที่ตั้งมั่นในใจมาตลอดว่าเด็กทุกคนในโอวาทของเธอจะต้องอ่านเขียนภาษาประจำชาติให้ได้อย่างแตกฉาน เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลาที่เธออยู่ในอายุราชการถึงจะเป็ที่โจษจันเื่ความเนี๊ยบและความเข้มงวดเกินเบอร์ แต่เธอก็มักสรรหาวิธีการสอนแบบใหม่มาเสมอทั้งการประดิษฐ์อุปกรณ์ประกอบการสอน การให้เด็กๆทำกิจกรรมและเล่นสนุกที่สอดแทรกบทเรียน แม้แต่หยิบเพลงหรือละครที่กำลังเป็ที่นิยมใน่นั้นมาประกอบเพื่อดึงความสนใจทำให้นักเรียนเกิดการจดจำได้ง่าย
โรงเรียนที่เธอสอนเป็โรงเรียนขยายโอกาสเปิดรับเด็กทุกกลุ่มในเขตพื้นที่ ั้แ่ลูกของครอบครัวนักธุรกิจ ลูกนายทหาร-ตำรวจ ไปจนถึงลูกพ่อค้าแม่ขายในตลาดยันลูกคนเก็บของเก่า จึงทำให้มีอยู่หลายครั้งที่เธอต้องสวมบทบาทผู้พิพากษาคอยไกล่เกลี่ยปัญหาการล้อเลียนที่เกิดจากความแตกต่างทางฐานะและอีกหลายครั้งที่ต้องรับบทเป็พี่เลี้ยงเด็กนอกเวลา เพราะบ้านครูสุภาอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนสะดวกต่อการมารับกลับของผู้ปกครองที่มารับไม่ทันเวลาเลิกเรียน และบางครั้งแม้จะไม่บ่อยนักแต่ก็มีอยู่เรื่อยๆ ที่เธอจะให้คุณจิตรทหารบกยศพันเอกและควบตำแหน่งสามีผู้รู้ใจขับรถพาตัวเธอไปรับนักเรียนแต่ละบ้านมาสอนเพิ่มเติมในวันหยุดซึ่งส่วนมากจะเป็เด็กที่การอ่าน การเขียนต่ำกว่าเกณฑ์จึงต้องเข้าคอร์สพิเศษกับครูสุภา
และถึงเธอจะไม่ได้ไปสอนที่โรงเรียนมาเป็สิบกว่าปีแล้ว แต่ผู้ปกครองที่คุ้นเคยกันรวมถึงศิษย์เก่าบางคนยังคงให้ความไว้ใจพาลูกหลานมาเรียนกับครูสุภาที่บ้านทำให้เธอมีรายได้เล็กๆน้อยๆหลังเกษียณ แม้ว่าส่วนใหญ่เงินที่ได้ก็เอาไว้สำหรับทำกับข้าว ซื้อขนมและอุปกรณ์การเรียนต้อนรับเด็กๆก็ตาม
แต่ความสุขในการสอนนักเรียนก็ต้องหยุดลงเมื่อคุณหมอตรวจเจอโรคร้ายหลังจากเข้ารักษาอาการผิดปกติ หูอื้อตลอดเวลาและมีก้อนนูนที่คอ วินาทีที่ลูกอี๊ดเดินออกมาจากห้องพบแพทย์ครูสุภารู้ทันทีว่าเธอคงต้องเลิกรับสอนพิเศษแล้ว เพราะสีหน้าแววตาของลูกสาวคนโตแสดงออกว่าเสียขวัญเป็อย่างมาก คงจะเพราะเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไปเกือบๆครึ่งปีและยังต้องมารับรู้สาเหตุการเจ็บป่วยของคุณแม่อีก
เคราะห์ดีที่การรักษาของคุณหมอช่วยยืดเวลาชีวิตของคุณแม่สุภาออกไปได้กว่าสองปี ถึงจะต้องแลกกับความเ็ปทรมานยามตัวโรคกำเริบแต่ทุกครั้งที่ความอดทนของเธอกำลังจะสิ้นสุดลงอยากจะยอมแพ้กับการรักษาและหายจากโลกนี้ไปเร็วๆ มือเล็กๆอุ่นๆของหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนจะคอยมาช่วยบีบช่วยนวดทุกครั้ง ลูกๆทั้งสามก็คอยผลัดกันมาดูแลและหาของมาช่วยบรรเทาความเ็ปให้เธอ เมื่อได้รับกำลังใจจากครอบครัวอย่างล้นเหลือก็ยากที่คนเป็แม่จะถอดใจเลิกรักษา