ในขณะที่ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ กำลังวิ่งวุ่นเพื่อค้นหาอสูรที่ดูแข็งแกร่งและมีศักยภาพมากที่สุด หลินเย่กลับหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าต้นหลิวโบราณที่ใกล้จะยืนต้นตาย เสียงหัวเราะเยาะของคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้เข้าหูของเขาเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างโปร่งแสงของจิติญญาหลิวที่กำลังสั่นเทาด้วยความเ็ปและความโดดเดี่ยว
เขาไม่ได้มองเห็น "ขยะ" ที่รอวันสลายไป แต่เขามองเห็นดวงิญญาที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกจองจำอยู่ในความทุกข์ทรมาน
หลินเย่ก้าวเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ทุกลมหายใจของเขาสงบนิ่งและมั่นคง เขาไม่ได้แผ่พลังิญญาออกมาเพื่อกดดันหรือแสดงอำนาจ แต่กลับเก็บงำพลังทั้งหมดไว้ภายใน ปรับคลื่นพลังของตนเองให้สงบและเป็มิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเขาเข้าใกล้ในระยะสามก้าว ร่างโปร่งแสงของจิติญญาหลิวก็เงยหน้าขึ้นเป็ครั้งแรก ใบหน้าเล็กๆ นั้นซีดขาวราวกับกระดาษ ดวงตาที่ควรจะสดใสกลับขุ่นมัวและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง มันััได้ถึงการมาของเขา และตามสัญชาตญาณ มันก็แผ่พลังงานที่อ่อนแออย่างยิ่งออกมาเพื่อผลักไสเขาออกไป มันเป็เหมือนเสียงกระซิบที่ไร้เรี่ยวแรงของสายลม พยายามจะบอกว่า "อย่าเข้ามา... อย่าทำร้ายข้าเลย"
ผู้เข้าสอบคนอื่นอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับหลินเย่แล้ว เขารับรู้ถึงความเ็ปและความกลัวที่ส่งผ่านมากับพลังงานนั้นได้อย่างชัดเจน
เขาหยุดเดิน และแทนที่จะฝืนเข้าไป เขากลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
หลินเย่ค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่ม เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนพื้นดินที่ชุ่มชื้น ัักับรากไม้ที่ชอนไชอยู่เบื้องล่าง และหลับตาลง
เขาไม่ได้เริ่มท่องคาถาพันธสัญญา แต่กลับโคจรพลังิญญาอันน้อยนิดของตนเองไปยังฝ่ามือที่ัักับพื้นดิน และส่งมันเข้าไปในรากของต้นหลิวโบราณอย่างแ่เบาและนุ่มนวลที่สุด
นี่คือการสื่อสารในระดับิญญา... คือแก่นแท้ของ "การหลอมสร้างิญญา"
เขาไม่ได้พยายามจะ "บังคับ" หรือ "โน้มน้าว" แต่กำลังจะ "แสดงให้เห็น"
ภาพความทรงจำที่เขาสร้างขึ้นไหลผ่านกระแสพลังิญญาไปสู่จิติญญาหลิว มันไม่ใช่ภาพจากโลกเดิมของเขา และไม่ใช่ภาพความแค้นต่อตระกูลจิน แต่เป็ภาพของผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่เขียวขจี เป็ภาพของต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและแผ่กิ่งก้านสาขาขึ้นไปสู่ท้องฟ้าอย่างอิสระ เป็ภาพของสายลมที่พัดผ่านใบไม้อย่างอ่อนโยน และเป็ภาพของแสงแดดที่สาดส่องลงมามอบชีวิต
เขาไม่ได้ส่ง "คำพูด" แต่ส่ง "ความรู้สึก"... ความรู้สึกของการเคารพในชีวิต, ความปรารถนาที่จะเติบโต, และที่สำคัญที่สุดคือ... ความเข้าใจ
"ข้ารู้ว่าเ้าเ็ป" เสียงในใจของหลินเย่ก้องกังวานผ่านกระแสพลังิญญา "ข้ารู้ว่าเ้าโดดเดี่ยวมานานแค่ไหน ข้ามองเห็นความยิ่งใหญ่ที่หลับใหลอยู่ภายใต้าแของเ้า ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อใช้เ้าเป็เครื่องมือ แต่ข้ามาเพื่อขอเป็สหาย... เพื่อที่เราจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกัน"
จิติญญาหลิวที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัวพลันหยุดนิ่ง มันไม่เคยัักับความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันััได้เพียงความเมินเฉย, ความดูถูก, หรือความสงสารที่ฉาบฉวยจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่นี่เป็ครั้งแรก... ที่มีคนมองทะลุความอ่อนแอภายนอกและมองเห็น "ตัวตนที่แท้จริง" ของมัน
ความหวาดระแวงในดวงตาที่ขุ่นมัวค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความลังเลและความสงสัย
หลินเย่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น เขารู้ว่านี่คือโอกาส เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปใกล้ต้นหลิวอีกครั้ง คราวนี้จิติญญาดวงน้อยไม่ได้ผลักไสเขาอีกต่อไป
เขายื่นมือขวาออกไป วางมันลงบนลำต้นที่หยาบกร้านและเย็นชืดของต้นหลิวโบราณอย่างแ่เบา
"ข้าคือหลินเย่" เขากล่าวออกมาเป็ครั้งแรก น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและจริงใจ "ข้าขอเชิญเ้ามาเป็คู่หูคนแรกและคนสำคัญที่สุดของข้า เราจะร่วมแบ่งปันความแข็งแกร่ง, ความรู้, และการเดินทางนับจากนี้ไป... เ้าจะยอมรับพันธสัญญาของข้าหรือไม่?"
สิ้นคำพูดของเขา แสงสีเขียวอ่อนๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของหลินเย่ มันคือแสงแห่งการก่อเกิดพันธสัญญาิญญา
จิติญญาหลิวมองมาที่เขาด้วยแววตาที่สั่นไหว มันมองลึกลงไปในดวงตาของหลินเย่ ราวกับจะค้นหาความหลอกลวงแม้เพียงเศษเสี้ยว แต่สิ่งที่มันเห็นมีเพียงความจริงใจและความมุ่งมั่นอันแน่วแน่
ในที่สุด... หลังจากที่เงียบไปเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ร่างโปร่งแสงของมันก็พยักหน้าอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง! แสงสีเขียวมรกตอันอบอุ่นก็สว่างวาบขึ้นจากร่างของจิติญญาหลิว มันไม่ได้เจิดจ้าหรือรุนแรงเหมือนการทำพันธสัญญากับอสูรที่แข็งแกร่ง แต่กลับนุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต แสงนั้นไหลไปตามลำต้นของต้นหลิวโบราณ ก่อนจะถ่ายทอดเข้ามาสู่ร่างกายของหลินเย่ผ่านทางฝ่ามือที่เขาััอยู่
อักขระโบราณสีเขียวปรากฏขึ้นบนหลังมือของเขาเป็เวลาสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไป... พันธสัญญาสำเร็จ!
ความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมโยงแผ่ซ่านไปทั่วร่างของหลินเย่ เขารู้สึกได้ถึงความรู้สึกขอบคุณ, ความไว้วางใจ, และความผูกพันที่จิติญญาหลิวส่งผ่านมาให้เขา และในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังชีวิตอันน้อยนิดของเขากำลังถูกแบ่งปันไปให้กับคู่หูคนใหม่
วูบ!
ทันทีที่พันธสัญญาเสร็จสมบูรณ์ พลังงานมิติก็ห่อหุ้มร่างของหลินเย่และจิติญญาหลิวที่บัดนี้กลายเป็เพียงลูกแก้วสีเขียวขนาดเท่ากำปั้น ลอยอยู่ข้างกายของเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะหายวับไปจากสวนอสูรแรกเริ่ม
หลินเย่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ลานกว้างหน้าประตูมิติ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาจนเขาต้องหยีตาเล็กน้อย รอบๆ ตัวเขามีผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่ทำพันธสัญญาสำเร็จแล้วยืนอยู่ประปราย ทุกคนต่างมองดูคู่หูตัวใหม่ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
ข้างกายของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมี หมาป่าเพลิง ขนสีแดงฉานยืนแยกเขี้ยวอย่างดุร้าย อีกคนหนึ่งมี เหยี่ยวสายฟ้า เกาะอยู่บนแขนอย่างสง่างาม ทุกตัวล้วนเป็อสูรที่มีศักยภาพและดูแข็งแกร่ง
แล้วทุกสายตาก็จับจ้องมาที่หลินเย่... และลูกแก้วสีเขียวที่ลอยอยู่ข้างๆ เขา
"นั่นมันอะไรน่ะ?" "ดูเหมือนจะเป็จิติญญาพืชนะ แต่ทำไมแสงมันริบหรี่ขนาดนั้นล่ะ?"
อาจารย์ผู้ช่วยคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์คล้ายเข็มทิศเพื่อบันทึกข้อมูล เขามองไปที่ลูกแก้วิญญาของหลินเย่แล้วขมวดคิ้ว "นี่คือ... จิติญญาหลิวพันปี? ทำไมสภาพมันถึงได้ย่ำแย่ขนาดนี้ พลังชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะวัดไม่ได้เลย... เ้าแน่ใจแล้วรึที่เลือกตัวนี้?"
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกล
"ฮ่าๆๆๆ ข้าบอกแล้วไม่มีผิด! เศษเดนจากตระกูลหลินก็ต้องคู่กับอสูรขยะเป็ธรรมดา!" เสียงนั้นเป็ของหนึ่งในผู้ติดตามของจินฮุย
หลินเย่ไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแค่ก้มลงมองลูกแก้วิญญาในมือของเขาอย่างอ่อนโยน ในสายตาของคนอื่น มันอาจจะเป็ความล้มเหลวที่น่าสมเพช แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เขาไม่สนใจเสียงวิจารณ์รอบข้าง เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับจิติญญาดวงนี้ และเขาก็มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น... บนผิวของลูกแก้วสีเขียวที่ดูหม่นหมองนั้น มีเส้นใยแห่งแสงสีทองจางๆ ขนาดเล็กเท่าเส้นผมปรากฏขึ้นมาหนึ่งเส้น มันคือสัญญาณแห่งการฟื้นฟู... คือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่เขากับคู่หูคนใหม่จะร่วมกันปลูกมันขึ้นมา
เขาหันหลังเดินออกจากลานสอบไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้รอฟังผลคะแนนหรือคำตัดสินใดๆ อีก
เพราะเขารู้ดีว่า... การเดินทางที่แท้จริงของเขา... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เอง