ตอนที่ 8 บิดา (1)
ถึงแม้จะได้ฟังความลับที่น่าใหลายเื่จากมู่ชิว แต่ในใจซ่งจื่อเฉินกลับยังคงรู้ดีว่า เื่พวกนี้ไม่อาจถือเป็เหตุผลที่จะทำให้อีกฝ่ายติดตามเขาไปได้ เขาเชื่อว่าจะต้องมีคำพูดบางอย่างที่มู่ชิวไม่อยากพูดออกมาอย่างแน่นอน ถึงแม้มู่ชิวจะไม่พูด ทว่าเขาก็พอจะเดาออก ถึงขั้นสามารถทำให้มู่ชิวยอมทิ้งการเฝ้าจวนอ๋องแทนเขา รั้นจะติดตามเขาไปให้ได้ เกรงว่าคงเป็เพราะซ่งจื่อเซวียนกำลังวางแผนเล่นงานเขาอย่างลับๆ อยู่เป็แน่
แต่...เกรงว่าพี่ชายที่แสนดีของเขาอย่างไรก็คงนึกไม่ถึง ว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มใสซื่อที่ช่วยพี่ชายแย่งชิงราชบัลลังก์อย่างจงรักภักดีคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เขาเป็ลำดับหลังๆ ท่ามกลางบรรดาพี่น้อง วัยเด็กก็ไม่ได้รับความเอ็นดูจากเสด็จพ่อ ด้วยเหตุนี้จึงไม่เคยใฝ่ฝันถึงตำแหน่งฮ่องเต้อันทรงเกียรติ ทว่าหากการเกิดเป็เชื้อพระวงศ์แล้วไม่สู้มีแต่จะถูกเหยียบให้จมดิน เขาก็จะไม่ขอนั่งรอความตายอีกต่อไป
“จริงสิ...มู่ชิว ข้ายังไม่เคยถามเ้าเลยว่า เ้าเข้าใจเื่ทางการทหารหรือไม่”
อาจเพราะ่ไม่กี่วันมานี้สังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่างในตัวมู่ชิว ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินจึงเกิดความคิดที่แม้แต่ตัวเองก็รู้สึกว่าเหลวไหล มองคนตรงหน้าด้วยความอยากรู้ จึงถามข้อสงสัยที่อยู่ๆ ก็นึกได้ออกมา มู่ชิวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองกลับด้วยความฉงน ดวงตาปรากฏรอยยิ้มจนใจ ส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่รู้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ยังดีๆ...” ซ่งจื่อเฉินถึงได้โล่งอก ยิ้มพลางพูดหยอกเย้า “หากแม้แต่เื่นี้เ้ายังรู้ ข้าคงได้สงสัยจริงๆ แล้วว่าเ้าเกิดมาจากก้อนหินหรือไม่ มิเป็ไร ไว้ถึงสนามรบข้าจะสอนเ้า เ้าฉลาดเพียงนี้ ได้เรียนก็น่าจะเป็ทันที”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง กระหม่อมเคยสาบานกับท่านพ่อไว้ เกรงว่าคงเรียนเื่พวกนี้ไม่สำเร็จ”
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ มู่ชิวไม่มีท่าทีจะตอบรับแม้สักนิด กลับยิ้มพลางตอบมาแค่นั้น ก่อนเอี้ยวตัวเล็กน้อยเพื่อห่มผ้าให้เขาอย่างใส่ใจ “กระหม่อมตามท่านอ๋องไปก็แค่เพื่อจะได้ปกป้องอยู่ข้างกาย เื่าคงช่วยอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย...”
“เหตุใดกัน” ซ่งจื่อเฉินถามด้วยความใ กุมปลายนิ้วที่เย็นเล็กน้อยของคนตรงหน้าโดยไม่ยอมให้ขัดขืน เขารู้สึกว่าบิดาที่เสียชีวิตไปแล้วของมู่ชิวมีวิธีการสั่งสอนอันแปลกประหลาด ราวเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่กำหนดไว้เป็พิเศษ แต่กลับทำให้รู้สึกไม่เข้าใจอย่างบอกไม่ถูก “เ้าลำบากฝึกฝนจนเก่ง แต่กลับลงสนามรบฆ่าศัตรูไม่ได้ มิสูญเปล่าหรือ”
“วรยุทธ์พวกนี้ก็แค่ไว้สู้กับศัตรูสี่ห้าคน เพียงพอแล้วกับการเป็องครักษ์ ใช่ว่าจะช่วยเสริมประโยชน์ในสนามรบได้” มู่ชิวยิ้ม แววตาเจือไปด้วยความคิดถึงอย่างอดไม่ได้ “ตอนนั้นท่านพ่อพูดกับกระหม่อมว่า...ขุนนางเก่งกับทหารกล้าเลือกได้เพียงหนึ่ง ทหารกล้าลำบากเกินไป ไม่สู้เป็เพียงขุนนางเก่ง ติดตามนายที่ตัวเองเลือกคนเดียว ชาตินี้ก็เพียงพอแล้ว ยังได้ให้กระหม่อมสาบานด้วยว่า ชาตินี้จะไม่ศึกษาตำราพิชัยา ไม่พาทหารไปทำศึก...”
“บิดาของเ้า เป็เพียงราชองครักษ์จริงรึ”
ซ่งจื่อเฉินได้ฟังก็แอบรู้สึกใ คำพูดพวกนี้ดูคล้ายจะปกติ ทว่าเขาฟังความนัยที่แฝงอยู่ออก ขุนนางเก่งกับทหารกล้าเลือกได้เพียงหนึ่ง มิใช่เพราะกำลังมีจำกัดไม่อยากใฝ่สูงเกินไป แต่เป็เพราะกังวลว่าเมื่ออำนาจในมือมีมากเกินไป จะทำให้ฮ่องเต้เกิดความหวาดระแวง ที่บอกว่าทหารกล้าลำบากเกินไป ก็ใช่ว่าเป็เพราะต้องออกศึกตรากตรำไปทั่วทุกสารทิศ แต่เป็เพราะเมื่อเทียบกับขุนนางบุ๋นที่ต้องรออำนาจจากฮ่องเต้ถึงสร้างอิทธิพลได้ ขุนศึกที่มือกุมอำนาจทางการทหารสามารถทำให้ฮ่องเต้หวาดระแวงได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“กระหม่อมมิทราบ...นับั้แ่กระหม่อมจำความได้ ท่านพ่อก็เป็องครักษ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวครุ่นคิดด้วยความใอยู่สักพัก จากนั้นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “เพียงแต่มีอยู่เื่หนึ่ง สมัยเด็กๆ กระหม่อมไม่รู้ประสา และก็ไม่เก็บมาใส่ใจ ยามนี้คิดดูถึงรู้สึกค่อนข้างพิกล หากเป็ราชองครักษ์ทั่วไป มีด้วยหรือที่มิต้องเข้าเวรไม่ต้องออกลาดสำรวจตรวจตรา คอยคุ้มกันฝ่าาแค่พระองค์เดียว”
“มีที่ไหนกัน...ถ้าคุ้มกันแค่ฮ่องเต้ ก็ควรเรียกว่าองครักษ์ลับ ไร้ชื่อไร้สถานะ ปรากฏตัวต่อหน้าใครไม่ได้”
ซ่งจื่อเฉินส่ายหน้าพลางตอบ กลับรู้สึกใอย่างบอกไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม ตอนนั้นอายุน้อยไม่ประสีประสา เขาไม่เคยคิดเื่ตัวตนของมู่ชิว ถึงแม้ชาติกำเนิดของมู่ชิวจะเป็เพียงลูกกำพร้าขององครักษ์ตัวเล็กๆ แต่กลับถูกเสด็จพ่อสั่งให้เลี้ยงดูในวังหลวงเป็กึ่งองค์ชาย ทั้งยังสามารถสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาได้ มีสถานะเป็ราชองครักษ์ เดินไปไหนในวังหลวงได้ตามใจ หากว่ากันด้วยเื่อำนาจแท้จริง เกรงว่าองค์ชายปกติยังสู้เขาไม่ได้
ก็จริง อย่างไรเสียเพื่อนเรียนหนังสือขององค์ชายก็มีสถานะสูงศักดิ์มาตลอด ถึงแม้สมัยเด็กเขาจะไม่เป็ที่รักของเสด็จพ่อ แต่ก็ไม่มีเหตุผลจะปล่อยให้องครักษ์เล็กๆ ที่มีเพียงความน่าสงสารมาเป็เพื่อนเรียนหนังสือ เขารู้จักมู่ชิวั้แ่เด็ก อีกทั้งคนผู้นี้ก็เคารพนอบน้อมและคอยดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องมาโดยตลอด ทำให้เขามองข้ามตัวตนและฝีมือที่แทบจะโดดเด่นของมู่ชิวไปอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่...หากบอกว่าเป็เพราะเสด็จพ่อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับบิดาของมู่ชิว ถึงได้เมตตามู่ชิวเป็พิเศษ เช่นนั้นเหตุใดตลอดระยะเวลาหลายปีที่เขาเ็าไม่แยแสมู่ชิวในชาติก่อน เสด็จพ่อจึงมิเคยดูดำดูดีมู่ชิวเลยเล่า
“ท่านอ๋อง กำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ”
พอได้ยินคนข้างกายถามด้วยความเป็ห่วง ซ่งจื่อเฉินถึงได้ดึงสติที่คิดเตลิดไปไกลกลับมา ก่อนจะยิ้มพลางส่ายหน้า “แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย...มู่ชิว ข้าคิดว่าจริงๆ แล้วท่านพ่อของเ้าจะต้องเป็คนเก่งที่เก็บซ่อนความสามารถไว้อย่างแน่นอน ถึงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทั้งยังสั่งสอนบุตรชายให้ได้ดีเช่นนี้ได้”