“ก๊อก ๆ ๆ ~~~”
หลินเฉอเคาะประตู “พี่เหว่ย พวกเรามาแล้ว เปิดประตูเร็ว!”
“แอ๊ดด~~~”
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็โชยออกมาจากห้อง พร้อมกับร่างของจางเหว่ยที่ปรากฎในชุดเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยความความหงุดหงิด ทว่าดวงตาของเขาก็เปล่งประกายหลังจากที่เห็นผมและหลินเฉอ ทั้งยังหัวเราะออกมาเสียงดัง “ ต้าเฉิน! เสี่ยวเฉอ! ทำไมพวกนายถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?”
“มาหาเพื่อทำเื่ใหญ่กับพี่ไงล่ะ!”
หลินเฉอผลักประตูเข้าไปพร้อมกับ "ปัง!" เสียงลูกบิดประตูกระแทกผนังดังลั่น ส่งผลให้หลินเฉอที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับใ พร้อมทั้งถอยหลังออกไปหลายก้าวครั้นเห็นภาพเบื้องหน้า “ เหวอ นี้อะไรกัน ...... พี่เหว่ยที่นี่เป็โบราณสถานงั้นเหรอ!”
จางเหว่ยยกมือขึ้นถูจมูกตัวเอง ก่อนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นายคิดว่าฉันคิดแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ? ตอนนี้ค่าเช่าบ้านแพงมาก บ้านในตัวเมืองมี 3000 หยวนก็ยังเช่าไม่ได้ นี้เพียงห้องเช่าเล็ก ๆ ยังตั้ง 1200 หยวนต่อเดือน ถ้าฉันไม่กระตือรือร้นและขยันขันแข็ง ทำงานหนักอย่างทุกวันนี้ มีหรือฉันจะได้อยู่ในเมืองอย่างซูโจว!”
“งั้นเหรอ?”
เมื่อผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่วางอยู่ข้างเตียงที่มีผ้าปูที่ขาดวิ่นเป็ริ้วๆ ทั้งยังมีข้อความแชทเด้งขึ้นมาบนหน้าจอตลอดเวลา เมื่อผมมองใกล้ ๆ ก็พบแจ้งเตือนของข้อความบางอย่างเด้งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เช่น “พี่ชาย อยากเห็นสาวน้อย *** ไหมคะ? วีแชท**** กำลังรอคุณอยู่” , “ภาพยนตร์ความละเอียดสูงมากกว่าพันเื่ไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถรับชมได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์มือถือรองรับทั้งระบบแอปเปิ้ล และแอนดรอยด์ หาก้าดูภาพยนต์ที่น่าสนใจเพิ่มเติมโปรดเข้าร่วม ****” ภาพที่เห็นทำให้ผมถึงกับหน้าแดง หัวใจก็พลันเต้นเร็วขึ้น
“แม่มัน……”
หลินเฉอเองก็ตื่นตระหนกเช่นกัน “ พี่เหว่ย นี้คืองานของพี่เหรอ?”
“ใช่!”
จางเหว่ยยืดอกเชิดหน้าขึ้นราวกับภูมิใจ พร้อมพูดว่า “การร่ำรวยขึ้นอยู่กับสองมือที่ทำงานหนักเท่านั้นแหละ!”
หลินเฉอเหลือบมองมาที่ผม “พี่เฉิน ผมคงจะคิดผิดไปแล้วจริงๆ ที่คิดจะเอาคนที่ตกเป็ทาสของพวกนี้เข้ามาร่วมทีม พี่ด่าผมเถอะ ......”
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “พี่เหว่ย รีบลบโปรแกรมพวกนี้ออกไปเลยนะ”
“ไม่เอา วันหนึ่งสามารถหาเงินได้ไม่รู้ตั้งกี่ร้อยเลยนะ!” จางเหว่ยพูดด้วยท่าทีที่ไม่เต็มใจนัก
“แค่ไม่กี่ร้อยเหรอ?”
ผมพูดอย่างจริงจัง “ถ้าหากพี่มาทำกับผมและเสี่ยวเฉอ อย่าพูดเลยวันละสองสามร้อย จะเป็วันละหลายพัน หรือหลายหมื่น มันจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป!”
“จริงเหรอ?”
“อื้ม รีบลบให้ไว”
“ได้ๆ!”
จางเหว่ยรีบนั่งลงทันที และเริ่มลบโปรแกรมในคอมพิวเตอร์อย่างไม่ค่อยเต็มใจ พร้อมทั้งพูดว่า “พวกนายสองคนนี้ เป็คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักความลำบากล่ะสิ รู้ไหมเพื่อที่จะได้เงินมาดำรงชีวิต ฉันจะต้องตื่นแต่เช้า และต้องทำอีกงานหลายงานเลยนะ?”
“หลายงานเหรอ?”
หลินเฉอถึงกับประหลาดใจ“ นอกจากขายหนัง พี่ยังทำอะไรอีก?”
“ฉันยังมีอีกงานที่ เรียกว่า จิ๋นซีฮ่องเต้”
“จิ๋นซีฮ่องเต้” ผมใมาก “หมายความว่าไง นี่พี่จะไปซีอานเพื่อเข้าร่วมในงานโบราณคดีครั้งที่สองของสุสานของจักรพรรดิองค์แรกงั้นเหรอ?”
“นายก็คิดอะไรตื้นๆ ลองดูนี่สิ!”
จางเหว่ยเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชัก พร้อมหยิบโฆษณาใบเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง แล้วโยนลงบนโต๊ะ บนใบโฆษณานั้นมีข้อความว่า “จิ๋นซีฮ่องเต้! มีบริการซ่อมส้วมตัน หรือระบบกันซึมสำหรับอาคาร อย่างมืออาชีพ สนใจติดต่อ 135 ********”
หลินเฉอและผมตกตะลึงในทันที จู่ๆก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก โฆษณาตัวนี้ดูแปลกๆ ผมกับหลินเฉอหันมาสบตากัน พลันในใจของเราสองคนก็เกิดความรู้สึกเสียใจที่ดึงจางเหว่ยเข้ามาร่วมกลุ่มอย่างไม่ได้นัดหมาย
“พูดมาสิ พวกนายมาหาฉันทำไม?” จางเหว่ยโยนโฆษณาพวกนั้นทั้งหมดลงถังขยะแล้วย้ายไปนั่งบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ
“พี่เคยได้ยินเกี่ยวกับ 《สกายโร้ด》 มาก่อนไหม?” ผมถามออกไป
"อื้ม เคยได้ยินสิ!"
ดวงตาของจางเหว่ยสว่างขึ้น “ 'ท่ามกลางสายฝนและสายลม ฉันกำลังรอพวกนายอยู่ในโลกสกายโร้ด' สโลแกนนี้ของเป่ยิเสวี่ย ฉันไม่รู้ว่าในวันหนึ่งๆกี่ครั้งแล้วที่เห็นผ่านทางทีวี แล้วทำไมจะไม่รู้ละ”
ผมกระแอมไอเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ผมกับเสี่ยวเฉอกำลังวางแผนที่จะเข้าร่วมสกายโร้ด และก่อตั้งสตูดิโอหาเงินกัน พี่อยากเข้าร่วมด้วยหรือไม่?”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ!”
จางเหว่ยถึงกับลุกขึ้นตบโต๊ะอย่างแรง “พวกนายอยากให้ฉันทำอะไร ก็บอกมาแล้วกัน แต่ฉันขอประกาศล่วงหน้าเลยนะ ว่าเดือนนี้ฉันไม่มีแม้แต่ค่าเช่าห้องด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นฉันจะกิน และอยู่กับพวกนาย!”
“นี่พวกเราจำเป็ต้องพึ่งเขาจริงๆใช่ไหม …… ” หลินเฉอถึงกับพูดไม่ออก
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จ ผมก็ได้พาจางเหว่ยไปที่สตูดิโอในอนาคตด้วยกัน เมื่อพวกเราเดินเข้ามาในตัวอาคาร "ระดับวิลล่า" แห่งนี้ สายตาคมเข้มของจางเหว่ยก็หรี่ลงแทบจะเป็เส้นตรง “ดูเหมือนพวกนายจะอยู่กันอย่างสุขสบายเลยนะ!”
……
ตกเย็น
วันนี้ผมเป็คนลงมือทำอาหารเอง เมนูวันนี้คือ ซุปปลาดุกเหลืองหนึ่งหม้อ
จางเหว่ยดูเพลิดเพลินกับเบียร์ที่ได้นำมา เบียร์ที่หมดไปแล้วหนึ่งขวดถูกเติมเต็มด้วยขวดที่สองอย่างรวดเร็ว ผมกับหลินเฉอคิดลึก ๆ อยู่ในใจ เื่ที่เกี่ยวกับอนาคตของสตูดิโอ จางเหว่ยสามารถเพิกเฉยได้ แต่สำหรับพวกเรานั้นไม่อาจละเลยได้
“สามคนแล้ว ยังขาดอีกหนึ่ง”
ผมขมวดคิ้วยุ่ง หลังจากคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ข้อมูลเกมบางส่วนได้รับการเผยแพร่ล่วงหน้าบนเว็บไซต์ทางการของสกายโร้ดแล้ว อาชีพหลักๆ ก็มีสิบสองอาชีพ เช่น อัศวิน,นักดาบ,นักจิติญญา,เรนเจอร์,นักลอบสังหาร,นักบวช,มือปืน และอื่นๆ ส่วนฉันก็จะยังคงเล่นอัศวินเหมือนเดิม แล้วนายล่ะเสี่ยวเฉอ?"
“นักบวชละกัน”
หลินเฉอมองผมพร้อมกับพูดอย่างเฉียบขาดว่า “ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นเป็จอมเวทย์ในเทียนจ้ง แต่สกิลควบคุมของจอมเวทย์นั้นน้อยเกินไปหน่อย ผมคิดว่าการควบคุมคือาาที่แท้จริง ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะเลือกเล่นนักบวชในสกายโร้ดเอา เพื่อรับหน้าที่ในการควบคุมและส่งออกค่าความเสียหายให้กับทีม”
“ดีเลย”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดว่า “ส่วนอาชีพที่พี่เหว่ยน่าจะทำได้ดี ก็ต้องเป็อาชีพที่ไม่ค่อยซับซ้อน อย่างพวกนักพรตเป็ไง เืก็เยอะแถมยังดาเมจหนักอีกต่างห่าง ดูเหมาะกับพี่ดีนะ”
จางเหว่ยโต้ถามกลับว่า “ ทำไมถึงต้องเป็อาชีพที่ไม่ค่อยซับซ้อนล่ะ?”
“ก็เพราะพี่ ไม่ค่อยฉลาดไง จะได้ไม่ต้องสอนเยอะ”
หลินเฉอยิ้ม “พี่เฉินอุตส่าห์ใช้คำพูดซอฟๆ แต่การเล่นของพี่เป็ไง ยังไม่รู้ตัวเองอีกเหรอเนี่ย?”
จางเหว่ยเพียงแค่แยกเขี้ยวใส่ ทว่าก็ไม่ได้หักล้างความคิดเ่าั้
“ยังขาดอีกคน”
หลังจากผมได้ครุ่นคิดเื่นี้ซักพัก จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “มีนักบวชแล้ว บางทีควรเลือกอาชีพโจมตีระยะไกลอย่างมือปืนก็ดูเข้าท่านะ นอกจากนี้ ยัง้านางฟ้าพเนจรเพื่อเพิ่มเืด้วย ไม่อย่างนั้นเกมคงจบั้แ่ยังไม่ทันได้เริ่มแน่ๆ”
หลินเฉอกล่าวว่า “นางฟ้าพเนจรเหรอ อย่าแม้แต่จะคิดเลย สกายโร้ด มีการกำหนดกฎที่แปลกมากออกมา บอกว่าอาชีพนางฟ้าพเนจรผู้เล่นผู้หญิงเท่านั้นที่เล่นได้ ผู้เล่นชายไม่มีสิทธิ เว้นเสียแต่ว่า...จะให้พี่เหว่ยตัดปิกาจูทิ้ง หลังจากนั้นให้กินยาคุมสักสามเดือน บางทีเมื่อถึงเวลานั้น ก็ยังอาจมีความเป็ไปได้นะ”
จางเหว่ยถลึงตามอง “ทำไมไม่เป็พวกนายล่ะ?”
ผมหัวเราะเสียงดังลั่น “นางฟ้าพเนจรยังคงเป็ปัญหา ในตอนนี้ก็ยังไม่มีวิธีแก้ไขเลย เท่าที่รู้ เสี่ยวเฉอและฉันยังโสด ไม่มีแฟนที่จะมาร่วมเล่นเป็นางฟ้าพเนจรให้ได้หรอก แล้วพี่เหว่ยละ พี่กับหลัวเจียวเจียว ดาวประจำโรงเรียนของเรา เป็ยังไงบ้าง?”
“เลิกกันไปนานแล้ว”
จางเหว่ยโบกมือไปมา “ความรักก็เหมือนสิ่งของ ฉันเห็นมันมานักต่อนักละ ดังนั้นอย่าพูดถึงมันอีก ……”
ดูเหมือนว่าจะเป็อดีตที่ฝังใจ ในขณะที่ดวงตาของจางเหว่ยเบิกกว้างพร้อมรอให้พวกเราถามต่อ ทว่าหลินเฉอและผมไม่มีความสนใจที่จะถาม บรรยากาศรอบข้างจึงเงียบลง
“งั้นอีกคนเป็มือปืนละกัน ......”
หลินเฉอเปิดโน๊ตบุ๊คที่เขาได้นำมาด้วย แล้วลงชื่อเข้าใช้เว็บบอร์ดของสกายโร้ด พร้อมกล่าวว่า “จากเซ็ตติ้งของเซิร์ฟเวอร์ของ《สกายโร้ด》ผู้เล่นสามารถเข้าเล่นในเซิร์ฟต่างๆได้ โดยแต่ละเซิร์ฟแบ่งตามภูมิภาค หากผู้เล่นได้แชร์โลเคชั่นแล้วทำการเชื่อมต่อกับสกายโร้ด ก็จะจัดกลุ่มอยู่กับเพื่อนที่อยู่บริเวณเดียวกันได้ ดังนั้นเราจึงสามารถมองหาเพื่อนได้ในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น”
ในขณะที่เขาสรรยายอยู่นั้น ไอดีหนึ่งก็ปรากฏในรายชื่อผู้เล่นใกล้เคียง โดยจัดอันดับตามคะแนนสะสมสังเวียนของเกม 《เทียนจ้ง》 สุดท้าย หลินเฉอก็เหล่ตาจ้องไปที่ไอดีหนึ่ง พร้อมกับยิ้มกรุ่มกริ่ม “คนนี้ ...... อยู่ห่างจากพวกเราไม่ถึงสองกิโล มือปืนอันดับ 50 ในของประเทศ ฝีมือไม่เลวเลย พี่เฉินคิดว่ายังไง?”
ผมเหลือบมอง “'อี้เชียงเป้าโถว' ชื่อนี้ดูคุ้น ๆ นะ”
“ต้องเป็คนที่โจมตีนายบนสังเวียนตอนนั้นแน่ๆ”
หลินเฉอตรวจสอบข้อมูลสาธารณะของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “คนนี้คือ หวังจินไห่ อายุ 25 ปี จากข้อมูลที่พบ เขาเป็ผู้เล่นที่ทำเงินจากการแข่งขันสีดำแบบออฟไลน์ เป็ที่รู้จักดีในเขตชิวหลี”
สีหน้าจางเหว่ยดูว่างเปล่า พร้อมถามขึ้นว่า “อะไรคือการแข่งขันสีดำแบบออฟไลน์น่ะ?”
“ก็คล้าย ๆ กับมวยดำนั้นแหล่ะพี่”
ผมสรุปอย่างรวบรัดว่า “มันเป็เกมผิดกฎหมายประเภทหนึ่ง วิธีการเล่นก็ง่ายๆ เพียงแค่นัดประลองกับคนที่สนใจ แล้วเสนอเงินเดิมพันตามที่้า หลังจากรู้ผลแพ้ชนะ ก็จะทำธุรกรรมการเงินแบบตัวต่อตัว ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโกง แต่ก็เป็ที่ชื่นชอบของผู้ที่ชอบความตื่นเต้นเป็จำนวนมาก”
หลังพูดจบ ผมหรี่ตามอง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “หวังจินไห่เป็ตัวเลือกที่น่าสนใจ นายลองตรวจสอบที่อยู่ปัจจุบันของเขาให้ที ดูเหมือนพวกเราต้องไปเยี่ยมเขาซักหน่อยแล้ว”
“ผมหาเจอแล้ว”
หลินเฉอเอ่ยว่า “เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เขาพึ่งส่งบัตรเชิญนัดประลองกับใครบางคน ที่อยู่คือร้านอินเทอร์เน็ต ชื่อ 'หวังเฉาป้าเยว่' ห่างจากที่นี่เพียงสองกิโลเมตร ถ้าหากพวกเรารีบไปตอนนี้ ก็มีโอกาสที่จะตามทันนะ”
“อย่างงั้น ก็รีบไปกัน!”
……
ถึงแม้กลางคืนจะมืดสลัว ทว่าบรรยากาศยามค่ำคืนในเขตชิวหลีก็ยังคงงดงามไม่เคยเปลี่ยน สายลมอันแ่เบาได้พัดผ่านส่งกลิ่นหอมของทะเลสาบลอยโชยเข้ามา พร้อมกับเสียงทะเลสาบไท่หูกระทบชายฝั่งดังไพเราะเสนาะหูแว่วมาจากที่ไกลๆ บนท้องถนนมียานพาหนะเพียงไม่กี่คัน แต่สัญญาณไฟข้ามถนนยังคงกะพริบห้าม พวกเราได้แต่ยืนรอและคอยสอดส่องหาร้านฝั่งตรงข้าม มองหาได้ไม่นาน ข้างๆร้านชานม ก็พบกับป้ายไฟนีออนกระพริบขนาดใหญ่ ที่มีคำว่า "ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่หวังเฉาป้าเยว่" ติดอยู่อย่างเด่นหลา
“อยู่ตรงนั้น พวกเราข้ามถนนได้แล้ว ไปกันเถอะ” หลินเฉอกล่าว
“โอเค”
ทว่าในขณะที่พวกเรากำลังจะข้ามถนน ทันใดนั้นก็เกิดความวุ่นวายอลม่านในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ แม้จะอยู่อีกฝั่งของถนน ทว่าก็ได้ยินเสียงทุบตี และก่นด่ากันอย่างชัดเจน เมื่อใกล้จะถึงร้านก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งไล่ใครบางคนออกจากร้าน คนที่ถูกไล่ถือหมวกกันน็อคในมือ หน้าตาของเขาดูดุดัน เสื้อผ้าของเขาปรากฎรอยเท้าเต็มไปหมด ทั้งยังมีรอยฟกช้ำบนใบหน้าอีกหลายจุด จากนั้นเขาก็เซล้มลงกับพื้น พร้อมสบถออกไป “จางเหลียงไอ้สารเลว โดนเล่น 10 ต่อ 0 แล้วยังไม่กล้ายอมรับว่าสู้ไม่ได้ แถมยังทุบตีคนแบบนี้อีก พวกแกหวังเฉาป้าเยว่ยังมียางอายอยู่ไหมวะ?!”
คนในร้านอินเทอร์เน็ตยังคงไล่เขาออกมา เตะเขาซ้ำจนลุกไม่ขึ้น จนได้แต่คลานไปตามฟุตบาท
...
“คนนั้นใช่หวังจินไห่ใช่ไหม?”
ผมขมวดคิ้วยุ่ง “ดูจากท่าทางการหลบหนีก็ดูหน่วยก้านดีใช้ได้ ……”
หลินเฉอกำหมัดแน่น พร้อมกล่าวอย่างคับแค้น “หวังจินไห่คือผู้เล่นที่มีพร์ในอนาคต ของสตูดิโอพวกเรา ไปกันพี่ ด้วยฝีมือระดับพวกเรา พวกนักเลงของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ตัวน้อยเ่าั้ พวกเราสามารถเอาชนะได้โดยไม่เสียเือย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องลงมือ” ผมหยุดเขาไว้
“ทำไมล่ะ พี่เฉิน?” หลินเฉอถามด้วยความประหลาดใจ
ผมมองไปที่หวังจินไห่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจากระยะไกล ก่อนจะพูดว่า “การ PK ออฟไลน์ไม่ใช่เื่สนุกหรอกนะ เขาเย่อหยิ่งและอวดดีเกินไป ดังนั้นปล่อยให้เขาถูกทำลายความภาคภูมิใจก่อน ไม่อย่างนั้นเมื่อเขามาเข้าร่วมกับพวกเรา เขาจะหยิ่งทะนง และอวดดีแน่นอน สิ่งที่เรา้าคือพี่น้องที่สามารถต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน ไม่ได้้ายอดฝีมือที่หยิ่งผยอง และอีกอย่าง ฉันสัญญากับพ่อไว้ว่าจะไม่แก้ปัญหาด้วยการทะเลาะวิวาทอีกต่อไป……”
“อืม ก็เข้าท่าดี ……”
*******************************
โปรดติดตามตอนต่อไป.........