"ไม่จำเป็แล้ว"
ในพริบตาที่ผู้าุโท่านนั้นพูดจบ เสิ่นอู๋หยาก็เอ่ยขึ้นทันที เขามองไปยังบันไดเจตจำนงกระบี่เบื้องหน้า พลางเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำอย่างยิ่ง
"คนผู้นั้นจากไปแล้ว" เสิ่นอู๋หยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
คำพูดนี้ไม่ต่างอะไรกับการทิ้งะเิลูกใหญ่ลงท่ามกลางเหล่าผู้าุโ
"จากไปแล้ว?!"
"เ้าสำนัก เื่นี้เป็ความจริงหรือขอรับ?!"
"ท่านทราบได้อย่างไรขอรับ?!"
เหล่าผู้าุโรีบกรูเข้าไปหาเสิ่นอู๋หยาทันที ทุกคนต่างมีสีหน้ากระวนกระวายใจ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้มีความสำคัญต่อสำนักชูซานเพียงใด สำหรับผลลัพธ์ที่ว่าอีกฝ่ายจากไปแล้วนั้น พวกเขาไม่มีทางยอมรับได้อย่างเด็ดขาด!
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับความสงสัยของเหล่าผู้าุโ เสิ่นอู๋หยาก็ค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับทุกคน
"ไม่ว่าพวกท่านจะใเพียงใด แต่นี่คือความจริง" เสิ่นอู๋หยาค่อย ๆ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขายังแฝงไปด้วยความจนใจ
"ตอนที่พวกเราเข้าใกล้ที่นี่ ข้าก็ััได้แล้ว กลิ่นอายของคนผู้นั้นหายไปบนบันไดเจตจำนงกระบี่ และในเวลาอันรวดเร็วก็หลุดพ้นจากระยะที่ข้าจะััได้ คาดว่าคงจะรู้ตัวว่าพวกเรากำลังมาจึงชิงจากไปก่อน"
เสิ่นอู๋หยากล่าวเช่นนั้น ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล หากอีกฝ่ายตั้งใจจะดึงดูดความสนใจของทุกคนจริง ๆ ก็ไม่มีความจำเป็ต้องแอบปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ในเวลานี้
เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้คนในสำนักชูซานล่วงรู้ตัวตนของตนเอง จุดนี้เสิ่นอู๋หยามองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่สิ่งเดียวที่เขาไม่เข้าใจก็คือ
'ตัวตนของอีกฝ่ายเล่า? ในบรรดาศิษย์ของสำนักชูซาน ผู้ที่มีพร์ระดับนี้ แต่กลับไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้… จะเป็ใครกันแน่?'
เสิ่นอู๋หยาครุ่นคิดในใจเงียบ ๆ ส่วนผู้าุโคนอื่น ๆ หลังจากได้ยินคำพูดของเสิ่นอู๋หยาต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ
พลังบำเพ็ญของเสิ่นอู๋หยานั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทุกคน โดยบรรลุถึงขั้นกำเนิดิญญาระดับชั้นฟ้าที่สามแล้ว จึงไม่มีใครสงสัยในความสามารถด้านการััของเขา
ที่ตกอยู่ในความเงียบก็เพียงเพราะเหล่าผู้าุโเหล่านี้ยากที่จะยอมรับผลลัพธ์นี้ได้ในทันที พวกเขารีบร้อนเดินทางมาเพื่อตามหาอัจฉริยะแต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว...
"ไม่ได้!"
ทันใดนั้น ผู้าุโท่านหนึ่งก็เอ่ยขึ้น สายตาของทุกคนจึงถูกดึงดูดไปที่เขา
"ต่อให้คนผู้นี้ไม่้าเปิดเผยตัวตนแต่พวกเราก็ต้องตามหาเขาให้พบให้ได้! เสียงระฆังสิบครั้ง เื่นี้สำคัญเกินไป! เด็กคนนี้อาจส่งผลต่ออนาคตของสำนักชูซานของพวกเราได้เลยขอรับ!" ผู้าุโท่านนี้กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
ความคิดของเขาตรงกับความตั้งใจของผู้าุโทุกคน
"แต่จะหาอย่างไรขอรับ?"
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้าุโบางท่านเสนอความเห็นคัดค้าน
"อีกฝ่ายตั้งใจซ่อนตัวและในมือพวกเราก็ไม่มีเบาะแสใด ๆ เลย การหาแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร!"
ความกังวลของผู้าุโท่านนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล
"ต่อให้เป็การงมเข็มในมหาสมุทร พวกเราก็ต้องหา! แม้จะต้องตรวจสอบทีละคน พวกเราก็ต้องรู้ให้ได้ว่าอีกฝ่ายคือใคร!" ผู้าุโที่เสนอแนะกล่าว
คนอื่น ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะความจริงในใจพวกเขาก็เข้าใจดีว่าแม้เื่นี้จะยุ่งยากอย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็ยังจำเป็ต้องทำ...
ในที่สุด สายตาของเหล่าผู้าุโทั้งหมดก็ตกไปอยู่ที่เสิ่นอู๋หยา
ตอนนี้ทำได้เพียงพึ่งพาเสิ่นอู๋หยาในการจัดการสถานการณ์
"หา แน่นอนว่าต้องหา" เสิ่นอู๋หยาสังเกตเห็นสายตาของทุกคน จึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น
"เพียงแต่ก่อนจะเริ่มค้นหา พวกเราจำเป็ต้องตรวจสอบม่านพลังคุ้มครองสำนักรอบ ๆ เสียก่อน เพื่อยืนยันว่าใน่นี้ ไม่มีคนนอกแอบเข้ามาในสำนักชูซาน" เสิ่นอู๋หยากล่าว
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าการที่อีกฝ่ายจงใจหลบเลี่ยงคนของสำนักชูซานนั้นมีความหมายว่าอย่างไร คำอธิบายที่ฟังขึ้นคืออีกฝ่ายกังวลว่าหากตัวตนถูกเปิดเผยจะเกิดความยุ่งยาก หรืออีกความเป็ไปได้หนึ่งก็คืออีกฝ่ายไม่ใช่คนในสำนักชูซาน
สำหรับคำพูดของเสิ่นอู๋หยา เหล่าผู้าุโไม่ได้คัดค้าน เพราะคนฉลาดอย่างพวกเขา ย่อมมองความคิดของเสิ่นอู๋หยาออก
"หากยืนยันได้ว่า่นี้ไม่มีคนนอกเข้ามาในสำนักชูซาน นั่นย่อมเป็เื่ดีที่สุด หากเด็กคนนี้เป็ศิษย์ของสำนักชูซานเราจริง ๆ สมควรได้รับการบ่มเพาะอย่างเต็มที่จากสำนักชูซาน ตำแหน่งเ้าสำนักรุ่นต่อไป ต้องเป็ของเขาอย่างแน่นอน" เสิ่นอู๋หยากล่าวต่อไป
ยังคงไม่มีใครคัดค้าน เพราะพร์ระดับเสียงระฆังสิบครั้งทำให้พวกเขาไม่สามารถพูดคำคัดค้านใด ๆ ออกมาได้เลย
"ส่วนวิธีการค้นหา..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของเสิ่นอู๋หยาก็มีความกังวลปรากฏขึ้นเล็กน้อย ทว่ามันก็หายไปในชั่วพริบตา
"หากไม่มีเบาะแสจริง ๆ ก็คงต้องหาทีละคน วิธีนี้อาจจะดูโง่เขลาไปบ้าง แต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เมื่อกลับถึงสำนักแล้วให้สั่งการเื่นี้ลงไป ตราบใดที่อีกฝ่ายเคยทำเื่นี้ ย่อมไม่มีทางปิดบังสายตาของทุกคนได้ตลอด ต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้างแน่นอน พวกท่านกลับไปแล้วต้องตรวจสอบให้ละเอียด"
เสิ่นอู๋หยาทำได้เพียงกล่าวเช่นนี้ เขาัักลิ่นอายของอีกฝ่ายได้เพียงชั่วครู่จึงไม่สามารถระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้ ต่อให้ตอนนี้คนผู้นั้นมายืนอยู่ตรงหน้า ลำพังเพียงกลิ่นอาย เสิ่นอู๋หยาก็ไม่สามารถตัดสินตัวตนของอีกฝ่ายได้ ดังนั้นจึงต้องทำเช่นนี้
"เ้าสำนัก พวกข้ารับทราบขอรับ!!!"
เหล่าผู้าุโเมื่อได้ยินดังนั้นก็ขานรับเป็เสียงเดียวกัน ความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้ เรียกได้ว่าทั้งตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน
หลังจากเสิ่นอู๋หยาโบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาจากไป พวกเขาก็ตรงไปยังทิศทางของสำนักชูซานทันที ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ที่ยังเดินทางมาไม่ถึงบันไดเจตจำนงกระบี่ก็ต้องหันหลังกลับกลางคัน
ชั่วขณะหนึ่ง ที่เชิงบันไดเจตจำนงกระบี่จึงเหลือเพียงเสิ่นอู๋หยาเพียงลำพัง เขายืนอยู่ที่เดิม ก่อนจะเงยหน้ามองบันไดเจตจำนงกระบี่ที่ว่างเปล่า
ตำแหน่งสูงสุดถูกเมฆหมอกบดบัง ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าเขายังคงสามารถััถึงกลิ่นอายอันทรงพลังที่ส่งมาจากขั้นที่สิบเหนือม่านเมฆนั้นได้
"ขั้นที่สิบ… สำนักชูซานของข้า ไม่ได้มีอัจฉริยะเช่นนี้ปรากฏตัวมาหลายปีแล้ว"
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นอู๋หยาจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ สายตาของเขากลับมาลึกล้ำอีกครั้ง
เมื่อครู่เหล่าผู้าุโทุกคนอยู่ที่นี่ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขา เสิ่นอู๋หยากลับซ่อนเื่หนึ่งไว้
"แม้จะจับกลิ่นอายของคนผู้นั้นไม่ได้ แต่เหตุใดความรู้สึกที่ได้กลับมีความคุ้นเคยอยู่บ้าง? เด็กคนนี้ตกลงเป็ใครกันแน่?"
ความสงสัยในดวงตาของเสิ่นอู๋หยาค่อย ๆ ก่อตัวเป็ม่านเมฆ บดบังดวงจันทร์บนท้องฟ้าจนมิด...
...
อีกด้านหนึ่ง
หลินฉางชิงกลับมาถึงูเาด้านหลังแล้ว
เขาะโเบา ๆ ข้ามสิ่งกีดขวางของสะพานขาดที่หน้าผาแล้วเข้าสู่ฝั่งของหอคอยผนึกมาร ทันทีที่เท้าแตะพื้น หลินฉางชิงรู้สึกคันจมูก
"ฮัดชิ้ว! ใครแอบนินทาข้าอยู่ข้างหลังกันนะ?" หลินฉางชิงถูจมูกและพูดล้อเลียนตัวเอง เขาไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนักและเดินตรงไปยังกระท่อมหลังเล็กของตนเอง
"ก็ยังดี ไม่ได้เสียเวลามากเกินไป ผู้าุโเหยียนคงไม่สังเกตเห็นหรอกกระมัง?"