(จบ) ทะลุมิติไปเป็นแม่สามีสุดแสบ

    ตอนที่ 59 การฆ่าไก่จะทำให้นางกลัวได้หรือ?

    ตอนที่ 59 การฆ่าไก่จะทำให้นางกลัวได้หรือ?

             

            เสียงปิดประตูทำให้หลิวซานนีและหลิวซื่อหลางตกใจ เมื่อเห็นสีหน้าเหี้ยมเกรียมของหลินจิ่วเหนียง หัวใจ ตับและปอดของพวกเขาก็สั่นเทา ท่านแม่เข้ามาตอนนี้จะทันได้ยินคำพูดของพี่รองสารเลวนั่นกับน้องสาวหรือเปล่า?

             

            เมื่อนึกได้เช่นนั้น สองพี่น้องก็ลุกขึ้นด้วยความกังวล และมองหลินจิ่วเหนียงอย่างระมัดระวัง

             

            “ท่านแม่ เมื่อ... เมื่อครู่ท่านได้ยินอันใดหรือไม่ขอรับ?”

             

            “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?”

             

            สองพี่น้องถามพร้อมกันอย่างระมัดระวัง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะกำมือแน่นด้วยความกังวลใจ

             

            “ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย หรือพวกเจ้าต้องการให้ข้าเป็นอะไรไป?” หลินจิ่วเหนียงถามกลับ ทำให้พวกเขาส่ายหน้า สายตานางมองไปยังเครื่องในหมูที่พวกเขายังทำความสะอาดไม่เสร็จ แล้วทำสีหน้ารังเกียจ “ใช้เวลานานมากแต่ก็ยังไม่เสร็จ พวกเจ้าคิดจะรอให้ข้ากลับมาทำหรือ?”

             

            สองพี่น้องส่ายหัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบว่าไม่

             

            “ในเมื่อไม่ใช่แล้วเหตุใดยังไม่รีบไปทำความสะอาดต่ออีก ต้องให้ข้ากระตุ้นพวกเจ้าก่อนใช่หรือไม่? หรือว่าวันนี้พวกเจ้าไม่อยากกินข้าวแล้ว?” หลินจิ่วเหนียงเหลือบมองพวกเขา จากนั้นเดินหิ้วไก่ไปที่ห้องครัว

             

            วันนี้นางอารมณ์ไม่ดี จึงอยากทำน้ำแกงกระเพาะหมูใส่ไก่ เพื่อเยียวยาจิตวิญญาณอันบอบช้ำ

             

            พวกนั้นพูดแต่เรื่องโง่เขลา หากคิดจะสั่งสอนพวกนั้นให้เดินในทางที่ถูกต้อง ก็อย่าแม้แต่จะคิดเลยดีกว่า

             

            น้ำเดือดแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาฆ่าไก่และถอนขนออก หลินจิ่วเหนียงก็ยืนอึ้ง

             

            ไม่เคยฆ่าไก่มาก่อนเลย ทำไม่เป็น ทำอย่างไรดี?

             

            หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินจิ่วเหนียงก็อุ้มไก่เดินออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วมองหลิวซานนีกับน้องชาย “พวกเจ้าฆ่าไก่เป็นหรือไม่?”

             

            เมื่อเห็นสองพี่น้องส่ายหน้า หลินจิ่วเหนียงก็รู้ว่านางไม่น่าถามคำถามนี้กับพวกเขาเลย นางมองไก่ในมือด้วยสายตาครุ่นคิด

             

            การฆ่าไก่ หากนางจำไม่ผิด จะต้องถอนขนคอไก่ทั้งเป็นก่อน จากนั้นจึงตัดเส้นเลือดและหลอดลมที่คอไก่ แล้วเอาเลือดออก

             

            กระบวนการนี้ฟังดูง่าย แต่ความจริงแล้ว การเชือดคอและเอาเลือดออกนั้นค่อนข้างยาก และมือก็สั่นด้วย

             

            แต่การฆ่าไก่จะทำให้นางกลัวได้หรือ? 


            หากการเชือดคอแล้วเอาเลือดออกไม่ได้ผล ก็ต้องลองใช้วิธีอื่นในการฆ่าไก่

             

            “ท่านแม่!”

              

            กร๊อบ!

             

            ขณะที่หลิวซานนีกำลังจะพูด หลินจิ่วเหนียงก็ลงมือแล้ว การกระทำของนางทำให้หลิวซานนีลืมพูด แล้วมองหลินจิ่วเหนียงด้วยตาเบิกกว้าง

             

            นางเห็นหลินจิ่วเหนียงจับคอไก่ด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วบิดอย่างแรงจนมีเสียงกระดูกดังลั่น แล้วแม่ไก่แก่ตัวน้อยที่ดิ้นพล่านในตอนแรกก็หยุดแน่นิ่งไปทันที

             

            ท่านแม่ โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก

             

            หลิวซานนีกับน้องชายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเอื้อมมือไปจับคอตัวเองโดยไม่รู้ตัว จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวสั่น

             

            คนที่ตกใจกลัวคือกู้อีหนิงและหวังฟางที่บังเอิญเดินเข้ามาทางบ้านของนาง ทั้งสองมองหลินจิ่วเหนียงด้วยใบหน้าซีดเซียว เมื่อเห็นหัวไก่เปื้อนเลือด พวกนางก็รู้สึกหวาดกลัวจนอยากจะวิ่งหนีไป

             

            หลินจิ่วเหนียงเงยหน้ามาถามว่า “มีอะไร?”

             

            กู้อีหนิงกลับมามีสติอีกครั้ง แล้วผลักหวังฟางที่ยังคงตกตะลึง “พี่สะใภ้ เจ้าพูดสิ”

             

            หวังฟางไม่เต็มใจ แต่เนื่องจากมาอยู่ตรงนี้แล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่อาจทำอะไรได้ จึงจำต้องตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คือว่า คือว่าจิ่วเหนียง ข้า... ข้าแค่... แค่มาดูว่าเจ้าทำอะไรอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ข้ารู้แล้ว”

             

            “ฮ่าๆ ช่างมันเถิด เช่นนั้นพวกเราไปก่อนล่ะ”

             

            หลังจากพูดจบ นางก็รีบดึงกู้อีหนิงวิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกผีไล่ล่า


            หวังฟางไม่ปล่อยมือกู้อีหนิง จนกว่าจะออกจากบริเวณบ้านของหลินจิ่วเหนียง

             

            “พี่สะใภ้ เมื่อกี้เจ้าขี้ขลาดมาก” กู้อีหนิงพูดด้วยสีหน้าดูถูก “ข้ายอมไปหานางเพื่อจะเถียงกับนาง แล้วเจ้าเป็นอันใดไป? เจ้าเห็นหรือไม่ว่านางกำลังล้างเครื่องในหมูเหล่านั้นที่บ้าน กลิ่นเหม็นอย่างกับนรก”

             

            “พี่สะใภ้ เราตกลงกันว่าจะไปบ้านนาง เพื่อขอให้พวกนางหยุดความสะอาดสิ่งเหม็นเน่าพวกนั้นที่บ้าน เหตุใดเจ้าจึงออกมาโดยไม่พูดอันใดเลย”

             

            นางไม่อยากจะพูดด้วยซ้ำ ว่าเมื่อครู่นี้พี่สะใภ้ของนางดูถ่อมตนมาก

             

            หวังฟางกลอกตา “ข้าไม่กล้าพูดหรอก หากเจ้ากล้า เหตุใดเมื่อครู่นี้เจ้าไม่พูดเองเล่า?”

             

            “อีหนิง อย่าไปยุ่งกับนางนะ เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้วว่านางหักคอไก่ด้วยมือเดียว เจ้าคิดว่าหากไปทำนางโกรธขึ้นมา นางจะทำอย่างไรกับคอเจ้า? แค่คิดก็สยองแล้ว!”

             

            ร่างกายของกู้อีหนิงแข็งทื่อ จู่ ๆ นางก็รู้สึกหนาวเหน็บ จึงกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว “พี่สะใภ้ อย่าทำให้ข้ากลัวสิ”

             

            “ใครทำให้เจ้ากลัว ตอนนี้หลินจิ่วเหนียงดุร้ายมาก ผู้คนในหมู่บ้านต่างตื่นตระหนกเมื่อต้องพูดถึงนาง ช่างเถิด ปล่อยนางไป แล้วกลับบ้านกันก่อน” หวังฟางส่ายหน้า แล้วรีบเอื้อมมือไปดึงกู้อีหนิงกลับบ้าน

             

            หลินจิ่วเหนียงขมวดคิ้วขณะมองดูหวังฟางกับกู้อีหนิงจากไป โดยไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการมาเยือนของพวกนาง

             

            หากไม่เข้าใจก็ไม่ต้องไปคิด หลินจิ่วเหนียงส่ายหน้า สายตาของนางจ้องไปที่หลิวซานนี

             

            “เจ้ามีอันใดจะบอกข้าหรือไม่?”

             

            หลิวซานนีกลืนน้ำลายแล้วส่ายหน้า ไม่จำเป็นต้องพูดอันใดตอนนี้

             

            เดิมทีนางอยากจะบอกว่าจะให้นางลองดูก็ได้ แต่ก่อนที่นางจะทันได้พูด แม่ของนางหักคอไก่ไปแล้ว จึงไม่มีอันใดจะพูดอีก

             

            หลินจิ่วเหนียงเหลือบมองนาง แล้วบอกให้นางล้างไส้หมูให้เร็วที่สุด จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัวพร้อมกับไก่ ถึงเวลาที่จะต้องถอนขนแล้ว

             

            หลังจากเห็นนางเข้าไปในครัว หลิวซานนีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สองพี่น้องมองหน้ากัน ก่อนจะเผยยิ้มฝืดเฝื่อน

             

            “พี่หญิงสาม ข้าคิดว่าต่อไปให้ท่านแม่รออยู่ในบ้านดีกว่า ไม่ต้องให้แม่ลงมือเอง ท่านคิดว่าอย่างไร?” หลิวซื่อหลางยังคงหวาดกลัว หากทำเช่นนั้นอีกสักสองสามครั้ง เขาก็กลัวว่าหัวใจดวงน้อยของเขาคงทนไม่ไหว

             

            หลิวซานนีพยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องพวกนี้เราทำกันเอง ดีกว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยเหมือนกัน”

              

            สองพี่น้องมองหน้ากันและตกลงกัน

             

            หลังอาหารกลางวัน หลินจิ่วเหนียงเริ่มผัดเครื่องในหมูทันที หลังตื่นจากการงีบหลับ

             

            กลิ่นหอมดึงดูดหลิวซานนีกับน้องชายอีกครั้ง พวกเขาน้ำลายไหล ขณะจ้องมองหลินจิ่วเหนียงที่กำลังผัด ดวงตาเป็นประกายทั้งคู่ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดอาหารที่แม่ทำถึงอร่อยได้ถึงเพียงนี้

             

            “พี่สาว ท่านได้เรียนรู้แล้วหรือยัง?” หลิวซื่อหลางถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

             

            หลิวซานนีส่ายหน้า “มันจะง่ายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ฝีมือแม่อร่อยจริง ๆ หากไม่บอกก็คงไม่มีใครเชื่อว่าทำมาจากเครื่องในหมูใช่หรือไม่?”

             

            หลินจิ่วเหนียงเห็นทั้งสองคนแล้ว “เข้ามา”

             

            จากนั้นสองพี่น้องก็วิ่งเข้าไปในห้องครัวที่ร้อนอบอ้าว พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วเรียกพร้อมกันว่า “ท่านแม่”


            “อยากเรียนหรือ?”

              

            หลินจิ่วเหนียงชี้ไปที่เครื่องในหมูที่ส่งกลิ่นหอมในหม้อ นัยน์ตาเป็นประกาย

             

            หลิวซานนีพยักหน้าโดยไม่ลังเล “อืม ท่านแม่ ข้าอยากเรียน ท่านช่วยสอนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”

             

            นางรู้ว่าแม่ของนางไม่ชอบคนขี้อาย หากนางต้องการอันใด ก็ควรพูดอย่างเปิดเผย หากแม่กำลังอารมณ์ดี ก็อาจจะสอนนางได้

             

            เป็นเรื่องดีที่หญิงสาวจะมีทักษะการทำอาหารที่ดี แต่สงสัยว่าแม่จะยอมสอนนางหรือไม่?

             

            แต่เห็นได้ชัดว่าความกังวลของนาง ดูเหมือนไม่จำเป็นเลยสักนิด

             

            เพราะหลินจิ่วเหนียงยอมตกลงทันที แล้วเริ่มสอนทันที

             

            การทำอาหารนั้นเรียกว่าง่ายหรือยากก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถ

             

            หลิวซื่อหลางผู้ไม่มีพรสวรรค์หมดความสนใจ หลังจากได้แอบชิมไปเล็กน้อยก็วิ่งหนีไป ทว่าหลิวซานนีจดจำทุกคำพูดและทุกขั้นตอนที่หลินจิ่วเหนียงบอก ด้วยสีหน้าจริงจัง

             

            หลังจากเครื่องในหมูชิ้นสุดท้ายออกมาจากหม้อ หลินจิ่วเหนียงก็มองดูส่วนที่เหลือ แล้วพูดว่า “เก็บพวกนี้ไว้จนกว่าจะกลับจากตั้งแผงในตอนเย็น จากนั้นเจ้าก็ลองมาทำ หลังจากดูไปหลายรอบ และถามคำถามไปมากมายแล้ว หากเครื่องในหมูที่เจ้าทำได้ไม่ถึงระดับแปดแต้มที่ข้าตั้งไว้ เจ้าก็ไม่ควรคิดเรื่องทำอาหารอีก เพราะถือว่าเจ้าไม่มีความสามารถ”

             

            เมื่อนางพูดเช่นนี้ หลิวซานนีก็เริ่มกังวล

             

            แต่หลินจิ่วเหนียงเพิกเฉยต่อสีหน้ากังวลของนาง และเก็บข้าวของเพื่อเตรียมออกไปตั้งแผงขายของ ดังคำกล่าวที่ว่า หากไม่กดดัน จะเรียนอย่างจริงจังได้อย่างไร?

             

            ในอนาคต นางจะได้เป็นคนที่เอาแต่สั่งคนอื่นได้หรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

    ...........................................................................................................................

    สารจากผู้แปล

    เอื้ออ โหดมากหักคอไก่ ถ้าไปทำต่อหน้าพี่น้องหมาป่าตาขาวคู่นั้นเดาว่าต้องมีคนเป็นลมอะ

    ไหหม่า(海馬)


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ทะลุมิติไปเป็นแม่สามีสุดแสบ ที่คุณอ่าน