เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนหกคนเดินเข้ามาด้านในปราสาทจอมมาร
คนที่เดิมนำเข้ามาซาเวีย อีกห้าคนที่เหลือก็เดินตามๆกันมาไล่เลี่ยกัน
ข้างในนั้นเงียบสนิทและเต็มไปด้วยความมืดไม่มีหน้าต่าง มีเพียงรูระบายอากาศเล็กๆที่อยู่ติดกับเพดานชั้น ชั้นแรกที่กลุ่มผู้กล้าอยู่นั้นเรียกได้ว่าเละเทะมากมีคราบเืตามพื้น กุญแจมือ,โซ่ และอุปกรณ์ทรมานอีกเล็กน้อยที่แขวนอยู่ตามกำแพง
ซาเวียสังเกตคราบเืและกุญแจมือพวกนั้นขนาดของมันคือสำหรับมืุ์ ที่นี่คงเคยเป็ห้องทรมาน ไม่ก็ห้องทดลอง ต้องมีมนุษย์ถูกฆ่ามากมายเพียงใดกันซาเวียได้แต่กัดฟันให้แก่ความป่าเถื่อนและโหดร้ายเช่นนี้
“เงียบจังเลยน่ะไปไหนกันหมดเนี่ย”
มาแกร๊ก จากอาณาจักรดอว์ฟถามอย่างเบื่อหน่ายขึ้นมา
“น่าจะหนีไปหมดแล้วมั้งซาดอรอล ได้ยินอะไรบ้างไหม?” ซาเวียกล่าว
ซาดอรอลหลับตาหูของเขาก็ขยับเล็กน้อย
“ยังมีปีศาจอยู่้าไม่ทราบจำนวนแน่ชัด..”
“อืม โอ๊คแล้วฝั่งข้างนอกเป็ไงบ้าง”
โอ๊คใช้มือซ้ายจับไปที่ข้างศรีษะและใช้เวทย์สื่อสารกับจอมเวทย์ที่อยู่ด้านนอก
“อิราซิลนำกองทัพไล่ต้อนพวกปีศาจที่กำลังหนีไปในหุบเขาใกล้ๆ เตรียมปิดประตูตีแมวส่วนหน่วยจอมเวทย์รอดักจัดการปีศาจที่บินได้อยู่รอบนอก ยังไม่มีใครพบจอมมารเคลฟีล่าหนีออกมาคาดว่าคงยังอยู่ด้านใน”
มาแกร๊กพ่นลมหายใจเขาหัวเราะเบาๆและกล่าวต่อ
“จอมมารเคลฟีล่านี่ไม่ต้องกังวัลแล้วมั้งเธอดูไม่ได้เก่งเท่าจอมมารเอเลโอส แถมถ้าจากที่เ้าเอลฟ์บอกตอนนี้เธอก็คงไม่มีกระจิตกระใจจะสู้หรอก"
“ความรักนั้นทรงพลังไม่ว่าสองจอมมารจะอยู่ในสถานะพี่น้องหรือคู่รัก การที่คนรักตายไปความแค้นนั้นอาจทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นมาก ฉันคิดว่าพวกเราควรระวังไว้ดีกว่าค่ะ ”
เอทริสเด็กสาวฮีลเลอร์ประจำกลุ่มที่กำลังเดินอยู่ใกล้ๆกับซาเวียร์ กล่าวตอบกลับ
“เื่สถานะข้าว่าทั้งคู่น่าจะเป็พี่น้องกันนะ มีปีกกับเขาคล้ายๆกันด้วยนี่”ซาเวียร์ออกความเห็น
“เคยพูดเื่นี้กันแล้วนี่ไว้ถ้าสามารถจับนางได้ ค่อยถามละกัน” โอ๊คพูดจบบทสนทนา
เป้าหมายที่วางกันไว้คือจับตัวจอมมารเคลฟี เหตุผลที่เลือกที่จะจับแทนที่จะฆ่าเป็เพราะหนึ่งใช้สำหรับศึกษาเวทมนตร์ที่ไม่รู้จักรวมไปถึงต้นกำเนิดของครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจของทั้งคู่ ส่วนอีกผลนึงนั้นคือด้านการเมือง
เขตพื้นที่ที่จอมมารเอล,เคล ่ชิงมานั้นเดิมทีเป็พื้นที่ของอาณาจักรแกสเปียร์,เลลิไลออน,ดูววาลอน,โอเชล่า อาณาจักรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจนเกือบจะล้มสลายคืออาณาจักรแกสเปียร์หากแต่ว่าศึกนี้มีอาณาจักรคนแคระ,เอลฟ์ ร่วมด้วย
ปัญหาที่จะตามมาหลังจากชนะแล้วคือผลตอบของแต่ละอาณาจักรที่มาเข้าร่วมต่อสู้อาทิเช่น พื้นที่การปกครอง รวมไปถึงสิ่งต่างๆที่ยึดมาได้ กลุ่มผู้กล้าเองก็ไม่ได้มีศักดิ์หรืออำนาจมากมายอะไรทำให้ไม่สามารถออกเสียงหรือบังคับอาณาจักรไหนได้
แต่สิ่งที่อาณาจักรอื่นกลัวและยำเกรงมากที่สุดคือจอมมารการที่กลุ่มผู้กล้าส่งจอมมารเคลฟีให้อาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งอาณาจักรนั้นจะถือเป็สัญลักษณ์ของผู้ชนะ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า
ส่วนอาณาจักรที่กลุ่มผู้กล้าจะตกลงให้จอมมารเคลฟีเป็ตัวประกันนั้นคืออาณาจักรเลลิไลออน สาเหตุนั้นเป็เพราะ อิราซิล หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้กล้านอกจากเขาเป็ผู้มีสิทธิสืบทอดบัลลังอันดับหนึ่งแล้ว การที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันทำให้ทุกคนรู้และยอมรับในความสามารถรวมไปถึงความยุติธรรมของเขา
หากเป็อิราซิลเขาจะทำให้ทุกอาณาจักรได้รับความยุติธรรมและจะไม่ทำเกิดการนองเือย่างไร้ค่าเป็แน่ ทุกคนไว้ใจเขาเช่นนั้น
ปัจจุบันทุกคนเดินขึ้นมาชั้นบนเรื่อยๆไม่มีปีศาจแม้แต่ตัวเดียวให้เห็นชั้น้าส่วนใหญ่เป็ห้องพักและห้องเก็บของไม่มีอะไรพิเศษบรรยากาศก็ดูไม่ตรึงเครียดมากนัก ระหว่างที่กำลังเดินกันอยู่มีรายงานมาว่ามีปีศาจระดับสูงราว 20 ตน เพิ่งบินหนีออกมาจากชั้น้าซึ่งตอนนี้ถูกจัดการหมดแล้ว คาดว่าคงเหลือแต่จอมมารเคลฟีกับปีศาจที่บินไม่ได้เท่านั้นที่รอความตายอยู่ที่นี่
จนในที่สุดกลุ่มผู้กล้าก็มาถึงชั้นที่16 จากทั้งหมด 20 ชั้นมันคือชั้นก่อนที่จะถึงชั้นที่จอมมารเอเลโอส ปรากฏตัวบนระเบียงให้เห็น
ชั้นนี้เป็ห้องโถงโล่งดูสะอาดกว่างดงามกว่าชั้นก่อนๆหน้ามาก ตามกำแพงมีอาวุธวางประดับเรียงรายอยู่เป็จำนวนมากมีพรมสีแดงลากยาวไปสู่บรรไดทางขึ้นที่อยู่ใจกลางห้อง พอขึ้นไปแล้วจะเป็ระเบียงแยกซ้ายขวาสุดทางจะเป็บรรทางเดินขึ้นอีกทอดเพื่อไปสู่ชั้นต่อไป
“ห้องรวมพลสินะเนี่ยชั้นต่อไปน่าจะเป็ ชั้นที่จอมมารเอเลโอสปรากฏตัวแล้วล่ะ” ซาเวียกล่าว
เพราะความแตกต่างจากชั้นก่อนๆหน้าอย่างสิ้นเชิงทำให้ทุกคนพากันเดินดูรอบๆ เอทริสเดินไปที่บริเวณหน้าต่างขนาดใหญ่ เธอมองออกไปเห็นเหล่ากองทัพที่อยู่ไกลเป็ดั่งจุดเล็กๆรวมไปถึงทิวทิศรอบๆปราสาททั้งแม่น้ำและูเา เธอรู้สึกตื่นเต้นและกลัวๆเล็กน้อยั้แ่เกิดมาเธอไม่เคยอยู่ที่สูงขนาดนี้มาก่อน
อีกไม่กี่ชั้นข้างหน้าก็จะสุดหอคอยนี้แล้วอีกนัยหนึ่งก็คือ จอมมารเคลฟีอยู่แค่เพียงข้างหน้านี้เท่านั้นซาเวียร์หยุดเดินและหันกลับไปดูพรรคพวกรอบๆ
ถึงจะยืนอยู่กระจายกันแต่ทุกคนก็สบตามาที่เขา
“ทุกคนพร้อมนะ”
แต่ละคนพนักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“โอ๊คเป็อะไรรึป่าว ?”
โอ๊คเป็คนเดียวที่ไม่ได้พยักหน้าเมื่อสักครู่ เขาดูผิดปกติไปมาก จับไม้เท้าโซเซเหมือนคนหมดแรง
“อ่าๆ ไม่เป็ไรๆข้าคงแก่แล้ว ขึ้นบรรไดนิดหน่อยก็หมดแรงสะได้"
“อืม ขอโทษทีที่ข้าไม่ได้ตระหนักถึงเื่นั้น ถ้างั้นเอาเป็ทุกคนพักสักหน่อยละกันจอมมารเคลฟีเองก็คงไม่หนีไปไหนหรอก”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอีกครั้ง เอทริสรีบเดินไปดูอาการโอ๊คส่วนคนอื่นๆก็พากันหาที่นั่งพักแถวนั้น
ในระหว่างที่ทุกคนผ่อนคลายและเริ่มผ่อนกริยาบทก็มีเสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้นจากชั้น้า ตามด้วยเสียงของฝีเท้า
กึก……………….กึก……………….กึก……………….กึก
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาอย่างช้าๆดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ รายงานล่าสุดคือปีศาจระดับสูงที่นี่หนีออกไปเกือบหมดแล้วคนที่กำลังเดินมามีโอกาสว่านั่นคือจอมมารเคลฟีล่า ทุกคนตระหนักได้ถึงเื่นี้ ต่างหยิบจับอาวุธของตัวเองและลุกขึ้นมาตั้งท่าพร้อมต่อสู้ทันที
จนในที่สุด
ที่ระเบียงทางขึ้นไปสู่ชั้นต่อไปบุคคลที่เดินเข้ามา ในที่สุดก็ปรากฏตัวให้เห็น จอมมารเคลฟีล่า!
“สวัสดี ทุกๆคน”
จอมมารเคลฟีจับราวทางเดินเดินมาอย่างช้าๆและสง่างามน้ำเสียงและสายตาที่เธอมองลงมาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและดูถูกดูแคลนไม่เหมือนกับคนที่กำลังจะแพ้แต่น้อย
ซาเวียร์ลดโล่และดาบของเขาลง
“จอมมารเคลฟีล่ายอมแพ้สะเถอะ แล้วพวกเราจะไว้ชีวิต”
จอมมารเคลฟีล่าได้ยินก็หัวเราะเบาๆและยิ้ม
“ไว้ชีวิต? ช่างเป็มุขตลกที่น่าขันเสียจริง นี่คิดว่าข้าโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เคลฟีเดินมาถึงกึ่งกลางทางลงบรรไดเธอกางปีกเล็กน้อย และมองลงมาที่กลุ่มผู้กล้าอย่างสนุกสนาน
“นี่ทุกคนคิดว่าประสาทนี้เป็ไง?”
ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่จอมมารเคลฟีจะสื่อเธอ้าอะไรกันแน่ แต่ซาเวียก็ตัดสินใจตอบตามเป็จริง
“ถ้าไม่นับชั้นนี้ละก็ด้านในเหม็นและสกปรกมาก ไร้ซึ่งความงดงามผิดจากภายนอกที่ดูสง่า น่าเกรงขาม"
“อ่องั้นหรอ…พอดีข้าบินขึ้นชั้นบนตลอดแทบไม่ได้ดูชั้นล่างเลย ไว้ข้าจะเอาไปปรับปรุงละกัน..”
จอมมารเคลฟีล่าตอบด้วยน้ำเสียงผิดหวังและทำท่าครุ่นคิดเหมือนเธอกำลังคิดอย่างงั้นจริงๆ
“จอมมารเคลฟีล่าเอยตอนนี้เ้า! ถ้าไม่ตายตรงนี้ ก็จะถูกจับไปเป็ตัวประกันส่วนปราสาทนี้ก็จะตกเป็ของมนุษย์เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว”
โอ๊คกล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่ขึ้นมา
“ตกเป็ของมนุษย์!?”
จู่ๆสายตาของเธอก็เปลี่ยนไปทันที เธอมองลงมาด้วยสายตาอาฆาต บรรยากาศทั้งชั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มผู้กล้ากำอาวุธในมือแน่น
ทั้งๆที่มีเพียงแค่จอมมารเคลฟีแต่ความรู้สึกเย็นวาบเกิดขึ้นในกลุ่มผู้กล้าทุกคนไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าจอมมารเคลฟีคนเดียวจะมีพลังที่ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ขนาดได้
“สิ่งเดียวที่จะตกเป็ของมนุษย์คือความตายส่วนปราสาทแห่งนี้ก็จะกลายเป็หลุมฝังศพพวกเ้า!”
ซาเวียร์ยกโล่ขึ้นมาและตั้งท่าเตรียมเข้าโจมตี ส่วนเคลฟีเดินลงมาอย่างช้าๆและกล่าว
“พิธีฝังศพเริ่มแล้ว!! ทากูสเอาเลยย!!”
แผนการอะไรกัน!ถึงจะยังไม่รู้แต่ซาเวียร์ก็รู้สึกถึงสถานการณ์ที่ไม่ดีแล้ว เขาใช้โล่พุ่งชาจเข้าใส่เคลฟีทันทีต่อให้เก่งกาจเื่เวทมนตร์ขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีโอกาสให้ร่ายเวทย์ ก็ไร้ความหมาย
แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงะเิดังขึ้น ทำให้กลุ่มผู้กล้าทุกคนหยุดชะงัก
หูของซาดอรอลสั่นไหวเสียงของะเิที่มาจากชั้นล่าง เสียงของกำแพงหินที่กำลังแตก เขาได้ยินทั้งหมดปราสาทแห่งนี้กำลังจะถล่มแล้ว!
“แย่ละ!ทุกคนรีบออกไปจากที่นี่!” ซาดอรอลรีบะโบอกทันที ความสูงเกือบ 200 เมตร ทั้งยังมีอีกสี่ชั้น้าถ้าหนีไม่ทันพวกเขาไม่รอดแน่!
แค่เพียงเสี้ยววิหลังจากที่ซาดอรอละโพื้นที่กลุ่มผู้กล้ายืนอยู่นั้น และกำแพงรอบๆก็เริ่มพังถลาย
จังหวะที่ทุกคนกำลังตื่นใอยู่นั้นเคลฟีล่าก็พุ่งเข้าใส่โอ๊ค
โอ๊คใช้บาเรียรับกรงเล็บของเธอเอาไว้ได้ทันแต่ก็อยู่ในสภาพที่ถ้าเอาบาเรียออก เล็บของจอมมารเคลฟีได้ทะลุคอเขาแน่!
“รู้ความแตกต่างจากพวกที่ใช้เวทย์บินกับปีศาจที่มีปีกไหม!? ” เคลฟีกล่าวอย่างสนุกสนาน
เวทย์บินของมนุษย์นั้นคือการใช้เวทย์ต้านทานแรงโน้มถ่วงกับเวทย์ลมทำให้เคลื่อนที่ไปมาได้จึงยากที่จะควบคุมกว่าพวกปีศาจที่มีปีกช่วย แถมตอนนี้กลุ่มผู้กล้าคนที่สามารถใช้เวทย์บินได้มีเพียงแค่โอ๊คเท่านั้น!
ซาดอรอลกับมาแกรกที่อยู่ใกล้ๆกำลังจะเข้าไปช่วย แต่ทันใดนั้น เสียงแตกของพื้นดังสนั่นพื้นหินที่ยืนกันอยู่นั้น เริ่มแยกออกจากกันเป็ชิ้นๆ
“เอทริส!! ”
ซาเวียรีบพุ่งไปหาเอทริสเธอนั้นเก่งด้านเวทย์รักษาอย่างสุดยอดก็จริงแต่เธอไม่มีความสามารถในด้านการป้องกันเลยเขาะโเข้าไปและพยายามเอื้อมมือไปคว้าเธอไว้ แต่ก็จังหวะนั้นเองพื้นที่เอทริสยืนอยู่ก็พังทลาย เธอพยายามเอื้อมมือไปหาแต่ก็สายเกินไปทั้งคู่กำลังร่วงลงสู่พื้นไปพร้อมกับปราสาทนี้
ทุกอย่างเกิดขึ้นแค่เพียงเวลาไม่กี่วิเท่านั้นไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ความสูงระดับนี้ต่อให้เป็กลุ่มผู้้กล้าเองก็…