“จะตายเพราะกินจุแล้วมะนาวเอ๊ย”
เอมอรเอ่ยถามพี่ชายด้วยความห่วงใย นักรบให้คำตอบอย่างไม่รีรอ อาการที่ไม่หนักหนาทำให้เอมอรรู้สึกโล่งใจ เธอรู้ดีว่าน้องมะนาวชอบการกินแค่ไหน แต่ก็อดห่วงไม่ได้เพราะเด็กกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต
“มะนาวไหนตารบ เด็กที่แกพาไปบริษัทตอนนั้นนะเหรอ” การพูดคุยของลูกสาวกับลูกชาย ชื่อของเด็กน้อยที่คุ้นหู ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ใช่ครับแม่ เด็กคนนั้นแหละที่ตัวกลม ๆ เรียกแม่ว่าคุณป้าคนฉวย” เขาให้คำยืนยัน
“แล้วอาการเป็นไงบ้าง น่าสงสารจัง แม่ชอบเด็กคนนั้นนะพูดเก่งดูฉลาดดี” อาการเจ็บป่วยของน้องมะนาว ทำเอาคนที่เพิ่งรู้จักนึกห่วง
“พรุ่งนี้หมอบอกว่าขอดูอาการอีกหน่อย ถึงจะรู้ว่าจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่” นักรบตอบผู้เป็นแม่ สายตากวาดมองคนในครอบครัว สื่อถึงคำตอบพร้อมเพรียงกันทางสายตา
“เด็กหนอเด็กน้อย” หญิงมีอายุที่เอ็นดูเด็กหญิง พร่ำเพรียกด้วยความนึกสงสาร กับอาการป่วยที่คงจะแสนทรมาน
“ผมผิดเองแหละแม่ที่ตามใจเธอ ปล่อยให้เธอกินแบบไร้ขีดจำกัดจนป่วยแบบนี้” เมื่อย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น นักรบพานกล่าวโทษตัวเองด้วยสีหน้าเศร้าหมอง การที่น้องมะนาวเจ็บปวดท้อง ทำให้เขารู้สึกผิด
“นั่นไง ๆ อรนึกออกแล้ว พี่ใช่ไหมที่ไปแอบพามะนาวมาจากโรงเรียนน่ะ แล้วแม่เขาก็ตามหาซะวุ่นเลย” เอมอรเริ่มจับเรื่องราวปะติดปะต่อ จนคิดได้เมื่อพี่ชายพูดออกมาในประโยคก่อนหน้า
“อืม ก็อยากจีบแม่เขานี่หว่า ไม่มีข้ออ้างจะรั้งแล้วเพราะแกแหละจ่ายค่าตัวแล้วเธอเอาเงินมาคืนพี่จนหมด” นักรบยอมรับอย่างลูกผู้ชาย แต่ก็ไม่วายกล่าวโทษน้องสาวให้รับผิดไปด้วย แต่เพียงคนละเรื่องก็เท่านั้น
“อ้าว อรผิดอะไรเนี่ยนั่นมันหน้าที่ไหมล่ะ” เอมอรถึงกับแทบเสียหลัก เมื่อจู่ ๆ พี่ชายก็เหมือนจะพานหาเรื่องเสียอย่างนั้น
“พูดอะไรกันแม่ไม่เห็นเข้าใจพวกแกสองคนเลย” ผู้เป็นแม่ที่ได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ ต้องเอ่ยถามเมื่อสิ่งที่ลูกทั้งสองพูดคุยเธอไม่เข้าใจ และผู้เป็นพ่อก็นั่งเงียบตามนิสัย ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกสาวได้สมใจในการพูดคุยกัน
“กินข้าวดีกว่า ไม่มีอะไรหรอกแม่แค่เรื่องส่วนตัวของผมน่ะ ไม่มีผลกับธุรกิจของแม่หรอกครับ” นักรบที่ยังปิดบังเรื่องราวเอาไว้ เขารีบบ่ายเบี่ยงหนี แม้ผู้เป็นแม่จะรู้ว่าลูกสาวกำลังตามจีบสาวแม่หม้าย ก็ไม่ได้รู้เบื้องลึกหนาบางมากนัก เรื่องส่วนตัวของลูกเธอไม่อยากวุ่นวาย จนสร้างความลำบากใจให้กับนักรบลูกชายคนโต เว้นก็แต่เรื่องที่มันหนักหนาจนแม่ต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวพันอย่างในอดีตที่ผ่านมา
“ยัยอร”
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ค่ะแม่ กินปลานะอรตักให้อร่อยเวอร์ ๆ”
“ติดมาจากมะนาวอีกล่ะสิ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พูดบ่อยจนติดปากไปแล้ว น่ารักดีเนอะน้องมะนาว อรอยู่ด้วยทีไรต้องหัวเราะจนตีนกาขึ้นหน้าทุกทีเลย”
“น่ารักจริงแม่ยืนยัน แม่เจอแค่สองครั้งยังรู้สึกเอ็นดูเลย เด็กอะไรช่างพูดรู้จักเอ่ยชมปากหวานด้วยนะ”
“แม่ชอบตรงเด็กชม”
“เด็กมันพูดจริง ไม่เคยโกหกหรอก”
“เด็กอย่างมะนาวนี่แหละ แม่รู้จักเธอน้อยไป ลองพาไปเลี้ยงสักวันไหมล่ะ?”
“ถ้าแม่เขาให้ยืมมาเลี้ยงแม่ก็โอเคนะ ท่าทางจะไม่เหงาดี”
เอมอรก็ได้แต่เม้มปากแน่นเมื่อแม่และพี่ชายพูดถึงเพื่อนของเธอ สิ่งที่คิดในใจกับการใกล้ชิดที่เริ่มมากขึ้น เด็กน้อยในวัยแบเบาะที่แม่ของเธอเห็นเพียงไม่กี่ครั้งในอดีต กับปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมากจนจำไม่ได้ มีเพียงความทรงจำฝังใจที่ยังตราติดเป็นตราบาปไม่เคยลืม ทำให้เอมอรไม่กล้าพูดเสวนาขบขันต่อได้เลย ทำเพียงมองหน้าแม่และพี่ชายสลับกันไปมาด้วยความพะวงใจ
วันต่อมาเอมอรรีบมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่น้องมะนาวเข้าพักรักษาตัว เธอห่วงใยเด็กหญิงที่รักแม้จะโทรถามอาการก็อดห่วงไม่ได้อยู่ที่ ครอบครัวของเพื่อนที่เธอพยายามยื่นมือเข้าช่วยเหลือจนเต็มกำลัง เพราะรู้สึกผิดกับเรื่องราวในอดีตที่ตราติดในเบื้องลึกของความรู้สึก มันทำให้เอมอรไม่เคยนอนหลับสนิทจริง ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ฉันรักแกนะน้ำส้ม เป็นแบบนี้มันดีสำหรับแกจริง ๆ ใช่ไหม? ...” ระหว่างที่ขับรถเพื่อเดินทางไปหาเพื่อน ความเงียบภายในรถยนต์ทำให้เธอพร่ำคิดถึงสิ่งที่ตัวเองปิดบังเพื่อนรักมาตลอด อีกฝ่ายก็เป็นคนที่รักไม่ต่างจากความรักที่มีให้กับเพื่อนคนนี้
“จ๊ะเอ๋” เอมอรเปิดประตูเข้ามาในห้องพักของเด็กน้อยตัวกลม ผู้ที่ล้มป่วยอันเกิดจากการกินจุ
“แม่อรมาแล้ว” น้องมะนาวตอบกลับเมื่อหันมาตามเสียง แล้วเป็นเอมอร สีหน้าของเด็กหญิงแสดงความดีใจโดยไม่ปิดกั้น
“น้องเป็นยังไงบ้างแม่โอนเป็นห่วงหนูแทบแย่เลยรู้ไหมคะ”
“น้องไม่เป็นไรค่ะ น้องหายแล้วเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านคุณหมอบอกน้องแบบนี้คุณหมอสุดหล่อยังบอกว่าน้องเก่งด้วยนะคะ”
ทันทีที่เข้ามาในห้องเอมอรโผเข้ากอดเด็กหญิงทันทีตั้งแต่ได้ยินข่าวเธอก็ใจร้อนรุ่มเป็นห่วงเด็กน้อยที่เธอแสนรักกลัวว่าเธอจะเป็นอันตรายและเมื่อในยามเช้าเอมอรจึงรีบขับรถมาดูที่โรงพยาบาลทันที
“ขอบใจมากนะอร แต่ตอนนี้มะนาวไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนบ่ายหมอบอกว่าก็กลับบ้านไปพัก คนมันซนน่ะกินจุจนได้เรื่อง” น้ำส้มที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับภาพแสนน่ารักของเพื่อนกับลูกสาว
“อย่ามาว่าหลานสาวฉันนะยะ” เอมอรเข้าข้าง ส่วนน้องมะนาวก็ได้แต่นั่งมองด้วยรอยยิ้ม
“เชอะ! ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะไปเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านก่อนนะ แกนั่งอยู่เป็นเพื่อนมะนาว ไปก่อนก็แล้วกัน”
“โอเค”
“เปรี้ยวจี๊ด (ส์) อามาแล้ว” เสียงที่ดังมาพร้อมกับการเปิดประตูทำให้คนทั้งสามที่อยู่ในห้องต้องหันมามองเป็นสายตาเดียวนักรบเดินเข้ามาพร้อมกับของในมือสำหรับการมาเยี่ยมวันนี้เขาตั้งใจจะมารับเด็กๆ อีกและแม่ของเด็กกลับบ้านตามที่หมอได้อนุญาตให้กลับบ้านได้
“แดกดี๊มาแล้ว” เด็กหญิงมะนาวรู้สึกดีใจที่เห็นหน้าของนักรบเขาคือคนที่เด็กหญิงเฝ้ารอด้วยความคิดถึง คิดถึงชานมไข่มุกที่นักรบชอบซื้อติดมือมาฝากต่างหากล่ะ
“เอ้า! พี่รบไม่บอกอรว่ามาจะได้ติดรถมาด้วย” เอมอรเอ่ยขึ้น
“ก็แกไม่ถามพี่เอง” เขาทำหน้าไม่ยี่หระเดินเอาของไปวางไว้บนโต๊ะแล้วมาหยุดนั่งที่ข้างเตียงอีกฝั่งของคนป่วยตัวน้อย
“เดี๋ยวนะเดี๋ยวนะ…ทำไมเมื่อกี้ยัยตัวกลมถึงเรียกพี่นักรบว่าแดดดี๊ มันอะไรยังไงพูดมาเดี๋ยวนี้นะยัยส้ม” สรรพนามของน้องมะนาวที่ใช้เรียกนักรบเข้ามาในหัวของเอมอรจนเธอต้องเอ่ยแซว