เกิดมาในชีวิต จัสตินไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเท่าครั้งนี้เลย เขาพยายามเอาเสื้อคลุมขนสัตว์ห้ามเลือดที่ลามไหลออกจากบาดแผลอยู่แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานก็รู้ว่ามันไร้ประโยชน์ เขาประคองศีรษะชายคนนั้นไว้ในวงแขน มือข้างที่เป็นอิสระหมุนเกลียวกระติกหนังบรรจุเมรัย พร้อมกับกล่าวคำปลอบใจอยู่ไม่ขาดปากทั้งที่รู้ว่ามันไม่อาจกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ เพราะขณะนี้ชีวิตของผู้ชายคนนั้นกำลังค่อย ๆ เลื่อนลอยออกจากร่างช้าๆ และต่อหน้าต่อตา เพียงแต่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย...เปลือกตาของผู้ชายคนนั้นไหวระริกก่อนจะปรือขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาที่ไร้แวว เลื่อนลอย ไม่อาจจับภาพอะไรได้อีก เมื่อจัสตินรินเมรัยในกระติกใส่ลงในปาก มันก็ไหลพรากลงเปื้อนคางขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มที่มากับเขาก็ประคองตัวให้ลุกขึ้นยืน เดินเซซังเข้ามาหาทิ้งตัวลงบนพื้นหิมะใกล้ จัสตินและบุรุษผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นและจากเด็กหนุ่มคนนั้นเอง ที่จัสตินได้รับทราบว่า บุรุษผู้กำลังจะสิ้นลมหายใจเป็นช่างทองผู้มั่งคั่งแห่ง วินเชสเตอร์ชื่อเกอร์เวส ฟิทซ์ แรนดอล์ฟ เขากำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน ด้วยภารกิจอันเป็นความลับ ไม่อาจบอกให้ผู้ใดรู้ได้ แต่ขณะอยู่ในระหว่างเดินทางนั้นเอง ที่ถูกจู่โจมจากคนร้าย ซึ่งใช้วิธีทำให้ม้าตกใจ“ม้ามันเกิดพยศขึ้นมาเพราะความตกใจ มันก็เลยเหวี่ยงผม ลงไปกองกับพื้น” เด็กหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงกลั้นสะอื้น “กระผมเสียใจเหลือเกินขอรับ มาสเตอร์เกอร์เวส...กระผมเสียใจเหลือเกิน...”ชื่อของตนเองที่ได้ยินอยู่ราวจะปลุกให้เกอร์เวสฟื้นขึ้นจากอาการหมดสติ สายตาของเขาเลื่อนลอยอยู่เป็นครู่ ก่อนจะเพ่งอยู่กับใบหน้าของจัสติน ทรวงอกสะท้อนเมื่อเขาพยามสูดลมหายใจเข้าไปในปอดที่อ่อนล้า ในยามนี้ดูเหมือนเขาไม่ปรารถนาจะให้ความเจ็บปวดที่ได้รับผ่อนคลายลงอีกต่อไปแล้ว จึงไม่ไยดีกับคำเตือนของจัสตินที่ให้นอนนิ่งๆ“พวกมัน...เอาไป...ไม่ได้...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แหบเครือและขาดเป็นห้วงๆ แม้จะเป็นเสียงพูดที่แผ่วเบา กระนั้นก็คล้ายกับแฝงชัยชนะไว้อย่างประหลาดจัสตินออกจะพิศวง เพราะเขาเห็นอยู่กับตา ว่าคนร้ายได้ขโมยกระเป๋าใส่เงินของบุรุษผู้นี้ไป“อะไรหรือขอรับที่พวกมันเอาไปไม่ได้? ” จัสตินถาม“จดหมายของเธอ...” เกอร์เวสหอบสะท้าน และแล้วก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำอย่างน่าแปลกใจ “ฉันจะทำให้เธอผิดหวังไม่ได้...สัญญากับฉัน...สัญญากับฉันสิ...”“ท่านจะให้กระผมสัญญาอะไรล่ะขอรับ? ” จัสตินถามอย่างระแวง เพราะรู้อยู่ว่าคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับคนใกล้ตายนั้น มันจะเป็นสิ่งผูกมัดชีวิตของเขาไว้ทีเดียวขณะนี้หยดเลือดเริ่มไหลลงจากมุมปากของเกอร์เวสแล้ว เมื่อเขาเอ่ยปากพูดอีกครั้งนั้น จัสตินถึงกับต้องแนบหูลงเพื่อให้ได้ยินถ้อยคำชัดเจนขึ้น ลมหายใจของเกอร์เวสระรวยอยู่กับใบหน้าของเขาเขาไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ตนเองกำลังได้ยินอยู่ขณะนี้ เขาถึงกับเงยหน้าขึ้นและจ้องมองใบหน้าของเกอร์เวสอย่างตะลึงงัน“เดี๋ยว...ท่านว่ากระไรนะขอรับ? ”“สัญญา...ว่า...” เกอร์เวสกล่าวซ้ำ ดวงตาของเขาหรี่ปรือลงทุกที ทั้งสุ้มเสียงก็แผ่วโรย “เจ้าจะต้อง...เอาจดหมาย...ฉบับนี้...ไปส่งให้...พระราชินี...”
ลอนดอนมกราคม, 1193จัสตินรังสายบังเหียนให้มาหยุดยืนอยู่เหนือเนินเขาโอลด์ บาว์น ฮิลล์ และทอดสายตามองลงไปยังเมืองที่แผ่กว้างอยู่เบื้องล่าง เกิดมาในชีวิต เขาไม่เคยเห็นตัวเมืองที่เต็มไปด้วยหลังคาอาคารบ้านเรือนที่มากมายเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นยอดปลายแหลมของหลังคาโบสถ์เหลือคณานับเช่นนี้ ทั้งยังไม่เคยเห็นถนนหนทางขนาดใหญ่หรือซอกเล็กซอยน้อยที่พาดพันกันอยู่เช่นนี้เลย เพียงส่วนเสี้ยวของหอคอยและปลายเรียวแหลมของหลังคามหาวิหารแห่งเซ้นท์ ปอล ก็ดูราวจะพุ่งสูงขึ้นสู่สวรรค์ครึ่งค่อนทางแล้ว เมื่อยืนมาอยู่ในระยะไกลเช่นนี้ จะเห็นกำแพงหอคอยที่ฉาบไว้ด้วยสีขาวดูเด่นเป็นสง่าตัดอยู่กับแสงสียามตะวันชิงพลบลำน้ำเทมส์นั้นเล่าก็ดูราวกับแถบริบบิ้นสีทอง ระยิบระยับ อยู่ด้วยแสงไฟจากเรือลำน้อยที่ลอยล่องอยู่เหนือพื้นน้ำ จัสตินได้แต่นั่งอยู่บนหลังม้า ตื่นตะลึงกับภาพแห่งมหานครลอนดอนที่เพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตยิ่งเข้ามาใกล้บรรยากาศของตัวเมืองก็ยิ่งจะสร้างความหวาดหวั่นให้เกิดขึ้น มันเป็นบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นที่ประสมประสานอยู่กับความคับคั่งและความโกลาหลอลหม่านของผู้คนถนนที่ยังเป็นดินลูกรังทุกสายค่อนข้างแคบ ทั้งอาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างขึ้นด้วยไม้สักหนาหนักนั้นเล่า ก็ฉาบไว้ด้วยสีสันทึบทึมมีทั้งสีแดง สีน้ำเงินและสีดำ ท้องฟ้ามืดทึบลงด้วยควันจากปล่องไฟนับร้อย ขณะที่ฝูงนกนางนวลบินวน ส่งเสียงกรีดร้องประสมอยู่ กับเสียงแห่งการจราจรในท้องน้ำคนแจวเรือจะร้องตะโกนอยู่ว่า “เวสท์เวิร์ด โฮ” เมื่อพวกเขาพาเรือมุ่งหน้าสู่เซ้าธ์วาร์ดและจะร้องว่า “อิสท์เวิร์ด โฮ” สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางตัดข้ามไปยังฟากฝั่งอันเป็นที่ตั้งของนครลอนดอนพวกพ่อค้าหาบเร่แผงลอยต่างร้องตะโกนขายสินค้าของตนอยู่ข้างกำแพงเมือง บ้างก็ขาย “พายร้อนๆ ...” บ้างก็พยายามจะเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าด้วยการอวดคุณภาพของเข็มเย็บผ้า เข็มปักผม หรือไม่ก็ยาน้ำมันบรรเทาอาการปวดเมื่อย บ้างขายริบบิ้น หวีสางที่ทำจากไม้ และเชิงเทียนที่หล่อขึ้นจากเหล็กด้วยฝีมือหยาบ จัสตินไม่สงสัยเลยว่า ถ้าเพียงแต่เขาจะเอ่ยปากซื้อกางเขนสักอัน พ่อค้าจะต้องรีบนำมาส่งให้ด้วยความยินดีในทันใดขณะขี่ม้าลัดเลาะผ่านเข้าไปในย่านการค้านั้น จัสตินต้องคอยชักม้าให้หยุดเดินอยู่เป็นระยะๆ เพราะไม่เพียงแต่ท้องถนนจะคับคั่งด้วยผู้คนเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเกวียนลาก เสียงตวาดกราดเกรี้ยวของคนขับรถม้าที่ร้องสั่งให้พวกพ่อค้าหลีกทาง ผู้คนดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับสุนัข ห่านหรือหมูที่ออกมาเดินร่วมถนนกันอยู่เพ่นพ่าน สีหน้าไม่ได้บอกความแปลกใจแม้แต่น้อยเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเปิดหน้าต่างชั้นบนเทน้ำสกปรกในกระโถนลงมา อาจ จะมีบ้างบางคนที่พอหลบน้ำที่สาดกระเด็นลงมาได้ก็ตะโกนด่าสวนขึ้นไป แต่ขณะเดียวกันก็มิได้ลดฝีเท้าที่รีบเร่งลง ในท่ามกลางความโกลาหลอลหม่านนี้ที่จัสตินยังคงขี่ม้ามุ่งหน้าต่อไปโลกของชาวกรุงลอนดอนนั้น เป็นโลกที่ระงมอยู่ด้วยเสียงระฆังที่ดูราวจะดังก้องอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพื่องานรื่นเริง ก็เป็นงานศพ งานแต่งงาน พระราชพิธีสวมมหามงกุฎ การเลือกตั้งเจ้าเมือง ไม่ก็เป็นเสียงระฆังจากขบวนแห่ พิธีตั้งชื่อแก่ทารกน้อยแรกเกิด ระฆังอันเป็นสัญญาณให้ผู้ที่เป็นสาวกแห่งพระเจ้าได้มาร่วมประชุมนมัสการและอื่นๆ อีกมากมายเนื่องจากจัสตินเรียนรู้การที่จะต้องทำให้ตัวเองหูหนวกเสียบ้างในบางครั้ง ดังนั้นเสียงต่าง ๆ ที่อึงอลอยู่รอบตัวจึงกลายเป็นเพียงสรรพเสียงที่ดังอยู่เป็นฉากหลัง สรรพสำเนียงแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนเท่านั้นอย่างไรก็ตาม เกิดมาในชีวิต เขาไม่เคยเดินทางผ่านเข้าไปในเมืองไหนที่มีโบสถ์นับร้อยเช่นนี้ ดังนั้น แม้จะทำเป็นหูหนวกสักเพียงไร เสียงต่างๆ เหล่านั้นก็จะยังสามารถสร้างความตื่นเต้นให้เกิดขึ้นได้อยู่ดีขณะนี้ อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เขาจึงรีบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาว่าจะหาที่พักแรมได้ที่ไหน และผู้ชายคนหนึ่งก็ชี้ให้เขาดูโรงแรมเล็กๆ ที่อยู่ตรงขอบย่านการค้านั้นเอง ซึ่งในที่สุดจัสตินก็สามารถหาที่พักให้กับตนเองและคอกสำหรับคอปเปอร์ได้ โรงแรมเล็กๆ นี้ไม่มีอาหารบริการให้ และจัสตินได้รับคำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างว่า ถ้าหิวก็ให้ไปหาซื้ออาหารกินบริเวณใกล้แม่น้ำจัสตินยอมรับว่าตนเองหิวอยู่ไม่น้อย แต่ความอ่อนระโหยโรยแรงนั้นมากกว่า เขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุสยองขวัญขึ้นที่ถนนอัลเรสฝอร์ด เขากับเอ็ดวิน ซึ่งเป็นคนสนิทของเกอร์เวส ฟิทซ์ แรนดอล์ฟ ได้ช่วยกันนำร่างของช่างทองผู้นั้นเข้าไปในตัวเมืองอัลเรสฝอร์ด ซึ่งบาทหลวงประจำตำบลได้ให้คำมั่นว่าจะช่วยเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งแฮมไชร์และยังจะช่วยแจ้งข่าวร้ายนี้ให้แก่ครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายได้ทราบด้วย