เช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนยามเช้าของปลายฤดูสารทสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าเข้ามาภายในกระท่อม เฉินอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยล้าที่เบาบางลงกว่าสองวันก่อนหน้ามาก ร่างกายอันบอบบางเริ่มฟื้นคืนสภาพตามปกติทีละน้อย เขาลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ทอดสายตามองไปที่ลำแสงสว่างซึ่งทอประกายฝุ่นละอองล่องลอยอยู่ในอากาศ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ
เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชีวิตอันเรียบง่ายของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากมายเกินกว่าที่คาดคิด ทั้งพลังประหลาดที่ไม่ทราบที่มาซึ่งปะทุขึ้นยามเผชิญภัย ทั้งสายตาของใครบางคนที่แอบซุ่มจับจ้องมาจากในความมืดริมรั้วบ้านเมื่อคืน แม้เขาจะมิได้บอกเล่าเื่เงามืดหลังพุ่มไม้ให้เฉินเหลียนรับรู้ด้วยเกรงว่าน้องสาวจะตื่นใ แต่ในใจส่วนลึกกลับรับรู้ได้ถึงคลื่นลมไม่ชอบมาพากลที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบกายพวกเขาทั้งสองอย่างเงียบเชียบ
"ท่านพี่ วันนี้ตื่นเช้ากว่าปกติ"
เฉินเหลียนโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว ประคองถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ส่งควันฉุยยื่นให้พี่ชาย "ร่างกายรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วหรือ"
"ดีขึ้นมากแล้ว" เฉินอันส่งรอยยิ้มรับถ้วยข้าวต้มมาถือไว้ น้ำเสียงของเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นจากเมื่อวาน "วันนี้พี่จะลองเข้าไปในเมืองเพื่อหางานทำอีกครั้ง หัวหน้าจางบอกไว้เมื่อวันก่อนว่า เรือพาณิชย์ลำใหม่กำลังจะมาเทียบท่า คงมีงานรับจ้างแบกหามให้ทำมากขึ้น"
เฉินเหลียนพยักหน้ารับคำ ทว่ายังไม่ทันที่สองพี่น้องจะทานอาหารเช้าเสร็จสิ้น เสียงเคาะประตูบ้านอันหนักแน่นและรุนแรงก็ดังสนั่นขึ้นจากภายนอก
ปัง! ปัง! ปัง!
ตามมาด้วยเสียงะโข่มขู่ก้องกังวานที่ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวพร้อมกัน
"เปิดประตู! เ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีแห่งเมืองลั่วเฉิงมาถึงแล้ว!"
เฉินอันและเฉินเหลียนสบสายตากันด้วยความใปนระแวง เฉินอันวางถ้วยข้าวต้มลงบนตั่งไม้ ลุกขึ้นเดินตรงไปเปิดบานประตูด้วยท่าทีระมัดระวังสูงสุด
เื้ัประตูไม้ มีชายสามคนยืนคอยอยู่ ชายคนแรกสวมชุดขุนนางท้องถิ่นสีเทาเข้มปักลายตราประจำเมือง มือถือสมุดบัญชีหนังเล่มหนา ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความโลภและความบีบคั้น นี่คือ 'ขุนช้าง' โยธาบาลประจำหมู่บ้านดอนไผ่และพื้นที่ใกล้เคียง ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีที่ดินและเตาไฟให้กับทางการ ส่วนอีกสองคนที่ยืนขนาบข้างเป็ชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดคนรับใช้ ถือกระบองไม้เนื้อแข็งในมือ ั์ตากวาดมองเข้าไปภายในกระท่อมอย่างประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
"ท่านขุนช้าง มีธุระอันใดหรือ" เฉินอันประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อมตามมารยาท แม้ในอกจะรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ขุนช้างเปิดสมุดบัญชีขึ้นพลิกหน้ากระดาษอย่างเชื่องช้า จงใจถ่วงเวลาเพื่อสร้างแรงกดดัน "ครัวเรือนตระกูลเฉิน ค้างชำระภาษีที่ดินและเตาไฟประจำฤดูสารทติดต่อกันมาสามงวดแล้ว รวมเป็เงินทั้งสิ้นสิบห้าเหรียญเงิน หากมิอาจนำมาชำระได้ภายในสามวันนับจากนี้ ทางการมีความจำเป็ต้องยึดครองที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านเพื่อชดใช้หนี้สิน!"
"สิบห้าเหรียญเงิน?!" เฉินอันอุทานออกมาด้วยความใ นั่นเป็จำนวนเงินมหาศาลสำหรับสองพี่น้องที่หาเช้ากินค่ำ เทียบเท่ากับค่าแรงงานแบกหามกว่าสองเดือนของเขาเลยทีเดียว "ท่านขุนช้าง ท่านพ่อของข้าพเ้าเคยชำระภาษีตรงเวลามาโดยตลอด เหตุใดจึงมีหนี้ค้างสะสมมากถึงเพียงนี้..."
"บิดาของเ้าสิ้นใจไปแล้วสองปี มารดาก็เพิ่งตายตกตามไปเมื่อต้นปี!" ขุนช้างตวาดสวนกลับอย่างไร้ความเมตตา "ใน่ที่ไร้ผู้ใหญ่ดูแลบัญชี ภาษีก็ย่อมค้างสะสมขึ้นมาตามกฎระเบียบ นี่ทางการยังเมตตามิได้คิดดอกเบี้ยทบต้นเพิ่มแก่เ้าแล้วนะ!"
เฉินเหลียนที่เดินตามออกมายืนข้างหลังพี่ชายกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ แต่เธอก็ยังคงอดทนเก็บอาการไว้ มิกล้าแสดงความก้าวร้าวต่อเ้าหน้าที่ทางการ
"ท่านขุนช้าง ในยามนี้ข้าพเ้ามีเงินติดตัวเพียงแปดเหรียญทองแดงเท่านั้น" เฉินอันพยายามควบคุมน้ำเสียงให้สงบที่สุด "ขอความเมตตาจากท่านโปรดผ่อนผันเวลาให้อีกสักระยะ ข้าพเ้าจะตรากตรำทำงานหาเงินมาชำระให้ครบโดยเร็ว"
ขุนช้างหรี่ตามองเฉินอันั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหยามหยัน "แปดเหรียญทองแดง? เ้าคิดจะล้อเล่นกับทางการหรือไร แปดเหรียญทองแดงยังมิพอเป็ค่าหมึกที่ข้าใช้เขียนบันทึกชื่อเ้าลงสมุดเสียด้วยซ้ำ!"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนที่ยืนอยู่ข้างขุนช้างก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กระบองไม้ในมือเคาะลงบนฝ่ามืออีกข้างเป็จังหวะส่งเสียงดัง เคว็ด! เคว็ด! เพื่อข่มขู่ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง "ท่านขุนช้าง ให้พวกข้าพเ้ายึดหม้อไห เสื้อผ้า และเครื่องมือทำมาหากินในบ้านไปก่อนเลยดีหรือไม่ อย่างน้อยก็พอประเมินราคาทดแทนได้บ้าง"
"อย่าได้แตะต้อง!" เฉินเหลียนอุทานออกมาด้วยความใ เธอก้าวออกมายืนเคียงข้างพี่ชาย เผชิญหน้ากับกลุ่มคนตรงๆ ด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว "หม้อไหและสิ่งของเ่าั้เป็เครื่องมือประทังชีวิตเดียวของเราสองคนพี่น้อง หากพวกท่านยึดไปเสียแล้ว เราจะเอาสิ่งใดไปทำมาหากินเพื่อหาเงินมาชำระภาษีแก่ท่านได้เล่า"
ขุนช้างมองจ้องเฉินเหลียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความดูแคลนกลายเป็ความพินิจพิเคราะห์แฝงเจตนาชั่วร้าย เขาลูบคางตนเองพลางยิ้มหัวเราะในลำคอ "เด็กหญิงคนนี้เอื้อนเอ่ยมีเหตุผลอยู่นะ... เอาเถิด ข้าจะเสนอทางออกอันดีงามให้แก่พวกเ้า"
"ขอรับฟังข้อเสนอของท่านขุนช้าง" เฉินเหลียนก้มศีรษะลงเล็กน้อย
"ข้อเสนอนั้นง่ายดายยิ่ง" ขุนช้างยกมือขึ้น สายตาจ้องมองใบหน้าหมดจดของเฉินเหลียนอย่างมิปิดบังความปรารถนา "หากพวกเ้าไม่มีเงินสดมาชำระ เ้าก็ส่งเด็กหญิงผู้นี้ไปเป็คนรับใช้ที่บ้านพักของข้าสักระยะหนึ่ง งานในครัวเรือนเบาสบายไม่หนักหนา แลกกับการปลดหนี้ภาษีทั้งหมด เ้าเห็นว่าเป็ข้อเสนอที่ยุติธรรมหรือไม่"
ประกายความโกรธพุ่งขึ้นในดวงตาของเฉินอันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาก้าวเข้ามายืนบังร่างของเฉินเหลียนไว้มิดชิด ร่างกายผอมแห้งที่ดูอ่อนแอ ยามนี้กลับยืนหยัดมั่นคงราวกับขุนเขาหินกล้า
"ท่านขุนช้าง ข้าพเ้าขอปฏิเสธข้อเสนอนี้โดยสิ้นเชิง" น้ำเสียงของเฉินอันเรียบเย็นลงอย่างน่าประหลาด "น้องสาวของข้าพเ้าจะไม่ไปเป็คนรับใช้ให้ผู้ใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะแลกกับสิ่งใดก็ตาม ขอเวลาให้ข้าพเ้าอีกห้าวัน ข้าพเ้าจะหาเงินมาชำระภาษีให้ครบถ้วนทุกเหรียญ"
ขุนช้างจ้องมองเฉินอันด้วยสายตาเ็า จงใจจะตวาดข่มขู่กลับ แต่เมื่อนึกถึงข่าวลือที่หลิวซานคนสนิทของตระกูลหลิวถูกผลักกระเด็นเมื่อวันก่อน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางอันแปลกประหลาดของเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาจึงเพียงขมวดคิ้วและถอนหายใจยาวด้วยความหงุดหงิด
"ห้าวัน... เอาเถิด ข้าจะให้เวลาเ้าห้าวัน! แต่หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีเงินมาชำระ อย่าหาว่าข้าไร้ความเมตตา!" ขุนช้างปิดสมุดบัญชีดัง พับ! ก่อนจะสะบัดหน้าส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองเดินตามจากไป พร้อมทิ้งคำเตือนสุดท้ายไว้ "ห้าวันเท่านั้น อย่าได้คิดหลบหนี เ้าหน้าที่ทางการรู้จักหน้าค่าตาพวกเ้าดี!"
เมื่อกลุ่มคนเดินลับหายไปตามทางเดินดินของหมู่บ้าน เฉินอันก็ร่วงตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้หน้าบ้าน มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะไว้แน่น ความเครียดและกดดันทางจิตใจหนักหน่วงยิ่งกว่าาแทางกายที่เขาเคยได้รับ
"สิบห้าเหรียญเงิน..." เขาลอดฟันพึมพำ "เท่ากับแปดสิบเหรียญทองแดงโดยประมาณ ข้าจะไปหาเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้มาจากที่ใดในเวลาเพียงห้าวัน"
เฉินเหลียนเดินเข้ามานั่งลงข้างกายพี่ชาย มือเล็กๆ นุ่มนวลของเธอยื่นไปลูบแผ่นหลังของเขาอย่างปลอบประโลม "ท่านพี่ ข้ายังมีปิ่นปักผมเงินแท้ที่ท่านแม่มอบไว้ให้ก่อนสิ้นใจ หากนำไปจำนำในเมือง อาจได้เงินมาสักสามสี่เหรียญเงิน..."
"ไม่ได้เด็ดขาด!" เฉินอันตอบปฏิเสธทันควัน "นั่นเป็ของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของท่านแม่ พี่จะไม่ยอมให้นำมันไปขายหรือจำนำเป็อันขาด ไม่ว่าสถานการณ์จะวิกฤตเพียงใดก็ตาม"
"แต่หากไม่ทำเช่นนั้น เราจะหาเงินสิบห้าเหรียญเงินมาจากที่ใดภายในห้าวันเล่า" เฉินเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าอ่อนเยาว์
เฉินอันนิ่งเงียบไป สมองคิดหาทางออกอย่างหนัก ในที่สุดเขาก็ยกศีรษะขึ้นพร้อมสายตามุ่งมั่น "พี่จะไปหาหัวหน้าจางที่ท่าเรือ ขอทำงานเพิ่มเป็สองเท่าทุกวัน แม้จะได้ค่าแรงไม่มาก แต่หากรวมกับเงินที่มีอยู่ก็อาจพอมีหวัง และ..." เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง "พี่จะลองเสี่ยงเดินทางเข้าไปในป่าลึก ป่าด้านในมีจิ้งจอกขนเงินและสัตว์อสูรระดับต่ำที่ขายได้ราคาดีกว่าผักกาดป่ามาก แม้จะอันตราย แต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง"
"ท่านพี่จะไปคนเดียวไม่ได้นะ หากพบสัตว์อสูรดุร้ายเหมือนเมื่อวานอีก..."
"เ้าลืมเื่เมื่อวานไปแล้วหรือ" เฉินอันยิ้มบางๆ ให้น้องสาว แม้รอยยิ้มจะแฝงความอ่อนล้าอยู่ก็ตาม "ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อันตรายใด พลังเร้นลับนั้นจะช่วยปกป้องพี่ไว้เสมอ พี่เชื่อมั่นว่ามันจะช่วยให้พี่รอดชีวิตกลับมาได้"
ตกบ่ายวันเดียวกัน ขณะที่เฉินอันเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเพื่อขอทำงานเพิ่ม เฉินเหลียนก็ตัดสินใจเดินไปหาป้าซัวที่บ้านปลายซอย หญิงชราผู้เป็เพื่อนบ้านใจดีที่คุ้นเคยกับครอบครัวเฉินมานาน
ป้าซัวกำลังนั่งอยู่บนลานหน้าบ้าน คัดแยกสมุนไพรตากแห้งกองใหญ่ที่วางเรียงบนกระดานไม้ เมื่อเห็นเฉินเหลียนเดินเข้ามา หญิงชราก็ส่งรอยยิ้มอบอุ่นต้อนรับ
"เหลียนเอ๋อร์มาแล้วหรือ มาช่วยป้าคัดแยกสมุนไพรหน่อยสิ วันนี้สายตาป้าฝ้าฟางจนแยกไม่ออกแล้วว่าใบใดเป็ใบใด" ป้าซัวหัวเราะเบาๆ
เฉินเหลียนนั่งลงข้างกายป้าซัวและเริ่มช่วยคัดแยกใบสมุนไพรอย่างตั้งใจ มือเล็กๆ เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว หยิบใบชะเอมเทศวางกองหนึ่ง หยิบใบระย่อมวางอีกกองหนึ่ง ราวกับรู้จักสรรพคุณและลักษณะของสมุนไพรแต่ละชนิดเป็อย่างดี โดยที่มิเคยมีใครสั่งสอนเธออย่างเป็ทางการมาก่อน
ป้าซัวจ้องมองมือของเฉินเหลียนด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง "เหลียนเอ๋อร์... เ้าแยกแยะใบชะเอมเทศออกจากใบระย่อมได้อย่างแม่นยำยิ่งนัก ทั้งสองสิ่งนี้หน้าตาคล้ายคลึงกันจนแม้แต่หมอยาในเมืองบางคนยังมองผิดพลาด เ้าไปเรียนรู้วิธีมาจากที่ใดกัน"
เฉินเหลียนชะงักมือลงเล็กน้อย พลางมองดูใบสมุนไพรในมือด้วยความฉงนใจไม่แพ้กัน "ข้า... ข้าก็มิอาจทราบได้ เพียงแต่มองเห็นก็รู้สึกคุ้นเคยและจดจำได้ทันที ราวกับภาพความทรงจำเหล่านี้ติดตัวข้ามาั้แ่นานมาแล้ว"
ป้าซัวหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู ยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กสาว "เ้าเด็กคนนี้ พูดจาแปลกพิสดารประหนึ่งผู้มีอายุ แต่ก็ประเสริฐยิ่งนัก มีพร์ติดตัวเช่นนี้ วันหน้าอาจได้เป็หมอยาผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็ได้"
ระหว่างที่นั่งทำงานร่วมกัน เฉินเหลียนได้เล่าเื่ขุนช้างมาข่มขู่ทวงภาษีให้ป้าซัวฟังตามความจริง สีหน้าของหญิงชราหมองลงทันทีด้วยความคับแค้นใจ
"ไอ้ขุนช้างผู้นี้จิตใจชั่วช้านัก ชอบกดขี่รีดไถชาวบ้านที่ไร้ทางสู้มาโดยตลอด" ป้าซัวถอนหายใจยาว ถอนกายลุกเดินเข้าบ้านไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่ง "นี่... รับไปเถิด มันมีเพียงสองเหรียญเงินเท่านั้น ป้าสะสมไว้จากการขายสมุนไพร ถือว่าช่วยพวกเ้าไปก่อน"
"มิได้ป้าซัว! ข้ารับไว้มิได้หรอก" เฉินเหลียนรีบผลักถุงเงินคืนด้วยความใ
"รับไปเถิดเด็กดี" ป้าซัวยิ้มอย่างเมตตา ยัดถุงเงินใส่ดันมือเฉินเหลียน "บิดาของเ้าเคยช่วยรักษาโรคให้ป้าโดยมิคิดเงินค่ายาอยู่หลายครั้งยามที่ป้าตกยาก ป้ามิเคยลืมเลือนน้ำใจนั้นเลย ถือเสียว่าป้าตอบแทนน้ำใจของบิดาเ้าก็แล้วกัน"
น้ำตาไหลซึมออกมาจากดวงตากลมโตของเฉินเหลียน เธอโค้งคำนับป้าซัวด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสูงสุด ก่อนจะประคองถุงเงินเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เย็นวันนั้น เฉินอันกลับมาจากท่าเรือด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแรง แต่สายตากลับแฝงความหวัง เขากลับมาเล่าให้น้องสาวฟังว่า หัวหน้าจางใจดียินยอมให้เขาทำงานเพิ่มเป็สองกะต่อวันตลอด่ห้าวันข้างหน้า แม้จะต้องแลกกับความเหน็ดเหนื่อยอย่างหนัก แต่ก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นราวสี่ถึงห้าเหรียญทองแดงต่อวัน
ยามที่เฉินเหลียนมอบถุงเงินสองเหรียญเงินจากป้าซัวให้พี่ชาย เฉินอันก็อดยิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้งใจมิได้ "โลกใบนี้ยังคงมีผู้ใจบุญเหลืออยู่อีกมาก... พวกเราต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณป้าซัวให้จงได้"
สองพี่น้องนั่งลงช่วยกันคำนวณตัวเลขข้างเตาไฟ รวบรวมเงินที่มีและประมาณการรายรับที่จะได้ในห้าวันข้างหน้า แม้ตัวเลขจะยังคงห่างไกลจากสิบห้าเหรียญเงิน แต่ก็เริ่มเห็นเค้าลางแห่งความรอดพ้น
"หากยังไม่ครบถ้วน พี่จะเดินทางเข้าป่าลึกไปล่าจิ้งจอกขนเงินในวันสุดท้ายก่อนครบกำหนด" เฉินอันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ร้านค้าขนสัตว์ในเมืองรับซื้อขนจิ้งจอกขนเงินราคาสูงถึงตัวละห้าเหรียญเงิน"
เฉินเหลียนพยักหน้ารับคำด้วยความห่วงใย แม้จะหวาดกลัวอันตรายในป่าลึก แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่
ทว่าในค่ำคืนนั้นเอง ขณะที่สองพี่น้องกำลังดับไฟเตรียมตัวนอน ชายฉกรรจ์สองคนซึ่งเป็คนรับใช้รับจ้างจากเมืองหลวงที่ตระกูลหลิวส่งมาสอดแนม ได้แอบลอบเข้ามาใกล้รั้วบ้านของเฉินอันอีกครั้ง
"ได้ยินข่าวหรือไม่ ไอ้ขุนช้างมันไปขู่ทวงภาษีสิบห้าเหรียญเงินจากพวกมัน" ชายคนแรกกระซิบเบาๆ ในเงามืดของต้นไม้ใหญ่
"ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก" ชายคนที่สองแค่นหัวเราะในลำคอ "นายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยกำชับไว้ว่า หากพวกมันตกอับจนไร้ทางออก ให้พวกเราลงมือต้อนพวกมันให้จนมุม ยิ่งพวกมันบีบคั้นมากเท่าไร เ้าเด็กเฉินอันนั่นก็ต้องก้มหัวยอมสยบกลายเป็คนรับใช้ตระกูลหลิวง่ายขึ้นเท่านั้น!"
"แล้วเด็กหญิงผู้นั้นเล่า นายน้อยสั่งการไว้ว่าอย่างไร"
"นายน้อยสั่งว่า หากจับตัวเด็กหญิงผู้นั้นไปได้ เ้าเฉินอันย่อมต้องยอมสลายความยโสแล้วเดินทางมาสยบแทบเท้าตระกูลหลิวอย่างแน่นอน คืนวันพรุ่งนี้ยามที่เ้าเฉินอันเข้าไปในป่าหาล่าสัตว์ พวกเราจะลอบเข้าจับตัวเด็กหญิงผู้นั้น!"
ทั้งสองหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมในเงามืด ก่อนจะค่อยๆ ถอยร่นร่างหายลับไปในความมืดมิดของราวป่าอย่างเงียบเชียบ
วันรุ่งขึ้น เวลาโคจรผ่านไปจนถึง่บ่ายแก่ๆ เฉินอันเดินทางกลับมาจากท่าเรือด้วยความอ่อนล้าจากการทำงานหนักติดต่อกัน ร่างกายผอมแห้งบอบช้ำ แต่เขาก็มิได้หยุดพัก เขารีบหยิบเคียวเหล็กเล่มเก่าและสะพายตะกร้าสาน เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเชิงเขาด้านหลังหมู่บ้านทันที เพื่อหาล่าสัตว์อสูรตามแผนที่วางไว้
ผืนป่าชั้นนอกเงียบสงบ ลมหนาวพัดเอาใบไม้แห้งปลิวว่อน เฉินอันก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในเขตป่าชั้นกลาง ร่างกายของเขายังคงไร้ซึ่งลมปราณ เดินเหินด้วยฝีเท้าของคนธรรมดา หอบหายใจเหนื่อยอ่อนเป็ระยะ
กระทั่งเขาเดินลึกเข้ามาถึงบริเวณหุบเขาไผ่ดำ อันเป็ถิ่นอาศัยของ 'จิ้งจอกขนเงิน' สัตว์อสูรระดับต่ำที่มีความปราดเปรียวและเร้นกายในเงามืดอย่างชำนาญ
สายตาของเฉินอันเหลือบไปเห็นเงาร่างสีเงินยวงขนาดเท่าสุนัขบ้าน กำลังก้มลงดื่มน้ำอยู่ริมลำธารเล็กๆ นั่นคือจิ้งจอกขนเงิน!
เฉินอันค่อยๆ ย่องก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง พยายามมิให้เกิดเสียงใบไม้แห้งส่ายไหว ทว่าสัตว์อสูรย่อมมีความรู้สึกไวต่อสิ่งรอบข้าง จิ้งจอกขนเงินหันขวับมามองทันที ดวงตาสีฟ้าใสส่องประกายระแวง มันขู่คำรามในลำคอดัง ฟ่อ! ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาเฉินอันด้วยความเร็วสูงดั่งศรออกจากคันธนู!
จิ้งจอกขนเงินตัวนี้ถือครองอานุภาพพลังปราณเทียบเท่าขอบเขตผลัดเปลี่ยนเนื้อหนัง ระดับสอง (หรือปราณขั้นก่อกายา ระดับแปด)! ความเร็วและเล็บคมของมันสามารถฉีกเนื้อคนธรรมดาให้ขาดสะบั้นได้ในเสี้ยววินาที!
"มาเลย!" เฉินอันกระชับเคียวเหล็กในมือแน่น ก้าวเท้าถอยหลังเตรียมรับแรงปะทะ
ในเสี้ยววินาทีที่เล็บคมสีเงินของจิ้งจอกกำลังจะปาดผ่านลำคอของเฉินอันนั่นเอง!
ลึกลงไปในจิติญญา กฎแห่ง 'ครรลองผันแปร' พลันตื่นขึ้นและหมุนเกลียวทำงานอย่างทรงอานุภาพ!
วิ้ง!
ไร้ซึ่งออราแสงสี ไร้ซึ่งกลิ่นอายลมปราณปรากฏ ทว่าสภาวะความหนาแน่นและพลังตอบรับของกายเนื้อเฉินอัน ถูกปรับเปลี่ยนยกระดับขึ้นไปเหนือจิ้งจอกขนเงินหนึ่งขั้นทันที! จากสภาวะพลังระดับแปด ถูกทะยานยกระดับขึ้นเป็ ระดับสิบ (หรือขอบเขตผลัดเปลี่ยนเนื้อหนัง ระดับสี่) ในพริบตา!
ตึง!!
เคียวเหล็กเล่มเก่าในมือของเฉินอันถูกเหวี่ยงตบสวนออกไปในอากาศอย่างไร้ท่วงท่ามวยยุทธ์! ทว่าแรงสภาวะที่แฝงอยู่นั้นกลับหนักหน่วงดั่งท่อนเหล็กกล้าพันชั่ง!
ปัง!!
เสียงเคียวเหล็กตบปะทะเข้ากับลำตัวของจิ้งจอกขนเงินดังสนั่นก้องไปทั่วหุบเขา! ร่างของจิ้งจอกขนเงินลอยกระเด็นโค้งไปกลางอากาศ ก่อนจะตกกระแทกพื้นหินริมลำธารอย่างรุนแรง
ตึง!
ร่างของมันแน่นิ่งไปในทันที ขนสีเงินเงางามมิได้รับความเสียหาย แต่บอบช้ำภายในจนหมดสติสมบูรณ์!
เฉินอันยืนหอบหายใจกระหึ่ม ความอ่อนล้าถาโถมเข้าใส่จนขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นดินเย็นชืด เหงื่อไหลซึมเต็มแผ่นหลัง "สำเร็จ... ได้ขนจิ้งจอกขนเงินแล้ว"
เขารีบประคองกายลุกขึ้น ใช้เคียวเหล็กชำแหละและแล่เอาผืนขนจิ้งจอกสีเงินสวยงามบรรจุลงในตะกร้าอย่างระมัดระวัง แม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยจนแทบก้าวขาไม่ออก แต่หัวใจกลับพองโตด้วยความหวัง ขนจิ้งจอกผืนนี้มีมูลค่ามากพอจะช่วยชำระหนี้ภาษีได้เกือบครึ่งหนึ่ง!
ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ กระท่อมหลังเล็กท้ายหมู่บ้านดอนไผ่...
ท้องฟ้าเบื้องนอกเริ่มมืดดับลง ความมืดมิดของราตรีคลุมเครือไปทั่วบริเวณ เฉินเหลียนนั่งจุดตะเกียงน้ำมันพืชรอคอยการกลับมาของพี่ชายอยู่ข้างเตาไฟ
ปัง!!
บานประตูบ้านถูกเท้าหนาเตะอัดจนสลักไม้บิดเบี้ยวหลุดกระจาย! ร่างของชายฉกรรจ์สองคนในชุดคนรับใช้ตระกูลหลิว ก้าวเท้าพรวดพราดเข้ามาภายในบ้านด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม!
"พวกเ้า... พวกเ้าเป็ใครกัน!" เฉินเหลียนถอยหลังไปชิดผนังบ้าน มือเล็กๆ คว้ามีดทำครัวเล่มสั้นขึ้นมากุมไว้ด้วยความหวาดกลัว
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำคนแรกผู้มีพลังปราณขั้นก่อกายา ระดับสี่ หัวเราะเยาะอย่างเหี้ยมโหด "เป็ใครมิสำคัญ! สาวน้อย... นายน้อยหลิวเหวินฮุ่ยแห่งตระกูลหลิวมีความประสงค์จะเชิญเ้าไปเป็แขกที่คฤหาสน์! หากเ้าไม่อยากให้พี่ชายขี้โรคของเ้าต้องถูกซ้อมจนตายตก จงยอมเดินตามพวกเราไปเสียดีๆ!"
"ข้าไม่ไป! ออกไปจากบ้านของข้านะ!" เฉินเหลียนเงื้อมีดทำครัวขึ้นขู่ด้วยมือที่สั่นระริก
ชายฉกรรจ์คนที่สองแค่นหัวเราะก้าวเท้าเข้ามาหา พลางยื่นมือหนาหมายจะคว้าจับตัวเด็กสาว "อย่าเล่นตัวไปเลย! เ้าขี้โรคเฉินอันนั่นยามนี้คงกลายเป็ศพเฝ้าป่าไปแล้ว ยอมตามพวกเราไปแต่โดยดีเสียเถิด!"
"ปล่อยนางนะ!"
เสียงะโแหบแห้งดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน! เฉินอันที่ประคองร่างแบกตะกร้ากลับมาจากป่า เดินมาถึงหน้าบ้านพอดี! เมื่อเห็นบานประตูที่พังทลายและชายฉกรรจ์กำลังจะลงมือทำร้ายน้องสาว ประกายตาของเขากลายเป็สีแดงฉานด้วยความโกรธแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!
"พี่!" เฉินเหลียนร้องเรียกด้วยความดีใจและห่วงใย
ชายฉกรรจ์ทั้งสองหันขวับมามองเฉินอันด้วยความประหลาดใจ "เ้า... เ้ายังไม่ตายรึ?!"
"ปล่อยน้องสาวของข้าเดี๋ยวนี้!" เฉินอันก้าวเท้าข้ามบานประตูเข้ามาภายในบ้าน ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทว่าสายตากลับจ้องมองศัตรูทั้งสองอย่างมิเกรงกลัว
ชายฉกรรจ์คนแรกแค่นหัวเราะเหี้ยม "มาได้จังหวะพอดี! ในเมื่อเ้าอยากหาเื่ตาย เช่นนั้นข้าจะหักขากระดูกของเ้าเสียก่อน แล้วค่อยอุ้มน้องสาวเ้าไปถวายนายน้อย!"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำง้างหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณขั้นก่อกายา ระดับสี่ พุ่งซัดเข้าหาใบหน้าของเฉินอันอย่างรุนแรง! หมัดแหวกอากาศเกิดเสียงลมดัง วืด! หมายจะน็อคเด็กหนุ่มให้สลบจมกองเืในหมัดเดียว!
ในวินาทีแห่งอันตรายถึงชีวิตของตนและน้องสาว...
วิ้ง!!
กฎแห่ง 'ครรลองผันแปร' ในจิติญญาของเฉินอัน หมุนทะยานทำงานตอบรับอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ!
กายเนื้อของเฉินอันถูกยกระดับสภาวะพลังขึ้นจากคนธรรมดา พุ่งสูงขึ้นเหนือชายฉกรรจ์ผู้นั้นทันที! ปรากฏสภาวะพลังระดับ หก ข่มทับทั่วทั้งกระท่อมอย่างเงียบเชียบ!
หมัดของชายฉกรรจ์ซัดเข้าใส่โหนกแก้มของเฉินอันเต็มรัก!
ตึง!!
เสียงหมัดปะทะเข้ากับใบหน้าดังสนั่นประหนึ่งชกเข้าใส่แผ่นหินผาโบราณ! นิ้วมือของชายฉกรรจ์หักบิดเบี้ยวเสียงดัง กร๊อบ! มันส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปแสนสาหัส "อ๊ากกกก! มือของข้า! กรามของเ้าทำด้วยสิ่งใดกัน!"
เฉินอันมิเปิดโอกาสให้ศัตรูได้ตั้งตัว เขาง้างหมัดขวาธรรมดาที่ไร้ท่วงท่ามวยยุทธ์ ชกสวนเข้าใส่หน้าอกของชายฉกรรจ์ผู้นั้นเต็มแรง!
ปัง!!
อานุภาพสภาวะระดับหกพุ่งปะทะร่างของชายฉกรรจ์เต็มรัก! ส่งร่างอันกำยำลอยกระเด็นลอยข้ามบานประตูบ้านที่พังทลาย ไปตกลงบนลานดินหน้าบ้านดัง ตูม! มันจุกจนกระอักเืออกมาคำใหญ่และสลบไปในทันที!
ชายฉกรรจ์คนที่สองที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษ ตาค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด "เ้า... เ้าเป็ตัวประหลาดสิ่งใดกัน!"
มันมิกล้าชักช้า รีบะโหนีออกทางหน้าต่างกระท่อม ละทิ้งเพื่อนที่สลบอยู่ และวิ่งหนีหายเข้าไปในความมืดของราตรีอย่างลนลาน!
ความเงียบสงบกลับคืนสู่กระท่อมหลังเล็กอีกครั้ง...
เฉินอันยืนหอบหายใจกระหึ่ม ร่างกายผอมแห้งทรุดวูบลงนั่งกองกับพื้นบ้านอย่างหมดแรงสภาวะ พลังเร้นลับดับวูบลงทันที ทิ้งไว้เพียงความเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสและความปวดรวดร้าวไปทั่วกาย
"ท่านพี่!"
เฉินเหลียนทิ้งมีดในมือ โผเข้ามากอดร่างของพี่ชายไว้แน่น น้ำตาแห่งความใและซาบซึ้งไหลพรูออกมาเต็มสองแก้ม "ท่านพี่... ท่านไม่เป็อันใดใช่ไหมเ้าคะ"
เฉินอันยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นลูบเรือนผมของน้องสาวเบาๆ ส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้เธออย่างอ่อนโยน "พี่มิเป็ไร... ตราบใดที่พี่ยังคงอยู่... จะมิยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเ้าได้เด็ดขาด..."
ภายนอกกระท่อม ลมหนาวพัดเอาเศษดินฝุ่นตลบอบอวล ยามนี้ภัยคุกคามจากตระกูลหลิวได้เผยตัวตนออกมาอย่างเด็ดขาดแล้ว สองพี่น้องรู้ดีว่า กระท่อมหลังเล็กแห่งนี้มิใช่อื่นใดนอกเหนือจากเป้าหมายการกวาดล้าง และพวกเขามีเวลาเหลือเพียงไม่มากในการเตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่จะตามมาในไม่ช้า!