จักรธรโกรธจนเืขึ้นหน้า เขาโผจะเข้าไปต่อกรกับกลุ่มชายฉกรรจ์เ่าั้แต่พลอยแท้ออกแรงรั้งเขาไว้จนสุดตัวเพราะไม่อยากให้เขาได้รับาเ็
ชั่วเวลาไม่ถึงสิบนาที ทั้งกระทะ หม้อ ถาด และข้าวของเครื่องปรุงต่าง ๆ นั้นเละแบบไม่เหลือสภาพ พลอยแท้มองข้าวของทั้งหมดที่กระจายบนพื้นด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า
“จำเอาไว้ อย่าคิดอวดเก่งกับพวกกู คราวหน้าถ้าเจอพวกกูที่ไหน มึงสองคนผัวเมียจงรีบหนีให้ไกล ไม่งั้นพวกกูจะเหม็นหน้าเอาได้ แล้วก็อย่าคิดเหยียบมาที่ตลาดนี้อีกเด็ดขาด ที่ตลาดนี้ไม่ต้อนรับพวกมึงสองผัวเมีย” ชายคนที่เป็หัวหน้าชี้นิ้วขู่ก่อนพากันเดินเข้าตลาดไปโดยไม่มีใครกล้าก้าวเข้าขวางทางแม้แต่คนเดียว
พลอยแท้ทรุดนั่งลงกับพื้นพร้อมสะอื้นไห้ออกมา “หมดกัน ทำไมชีวิตมันเป็อย่างนี้ ทำไมชีวิตมันลำบากแบบนี้” เธอตัดพ้อเสียงสั่น
จักรธรที่โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขารีบฉุดหญิงสาวให้ลุกขึ้น “ไปแจ้งเอาผิดพวกนั้นที่สำนักงานดูแลตลาดกัน”
“มันจะได้ผลหรือ” พลอยแท้ขืนตัวถาม
“มันต้องได้สิ พวกเราไม่ได้เป็ฝ่ายผิด ฉันจะเอาเื่พวกมันจนถึงที่สุด” จักรธรพูดด้วยแววตากร้าว
แต่แล้วดูเหมือนโชคชะตาจะกำหนดให้สองหนุ่มสาวผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันนี้
“พวกคุณเป็ใคร” เ้าหน้าที่ในสำนักงานนั่งมองสองสามีภรรยาด้วยแววตาเรียบเฉย
“ผมชื่อจักรธร นี่เมียผมพลอยแท้ พวกเราขายผักทอดอยู่หน้าตลาด เรามาแจ้งเอาผิดกับนักเลงสี่คนที่ไปทำลายข้าวของเราจนเสียหาย”
เ้าหน้าที่คนนั้นส่ายหน้าอย่างระอาใจ “คุณตอบไม่ตรงคำถาม ผมถามว่าคุณเป็ใคร”
จักรธรเริ่มชักสีหน้า “เอ๊ะ? ก็ผมบอกแล้วไงว่าชื่อจักรธรและพลอยแท้ เป็พ่อค้าแม่ค้าขายผักทอด”
“ผมขอถามอีกครั้งว่าคุณคือใคร” เ้าหน้าที่ยังคงทวนคำถามเดิม
“ผมก็บอกไปหลายรอบแล้วไงทำไมไม่ยอมเข้าใจ”
เ้าหน้าที่ถอนหายใจยาวและพูดออกมาอย่างใจเย็น “พวกคุณนั่นแหละที่ไม่ยอมเข้าใจและตอบไม่ตรงคำถาม ถ้าคุณสามารถตอบผมได้ว่าคุณเป็ใคร คุณค่อยกลับมาแจ้งเื่นี้ให้ผมทราบอีกรอบ”
“แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ผมขอแนะนำว่าให้คุณทำใจกับเื่นี้และให้ถือว่าฟาดเคราะห์ไปก็พอ” หลังจากนั้นเ้าหน้าที่ก็โบกมือไล่สองสามีภรรยาให้ออกไป
พลอยแท้และจักรธรเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้างุนงง หญิงวัยกลางคนที่ทำหน้าที่เป็เ้าหน้าที่ต้อนรับอยู่หน้าห้องได้มองทั้งคู่อย่างเห็นใจ เธอเดินตามมาจนถึงบันไดหน้าอาคารและบอกกล่าวเสียงเบา “คนที่ไม่มีฐานะอะไรในสังคมแบบเราก็เหมือนเหยื่อให้ปลาใหญ่ฮุบง่าย ๆ แบบนี้แหละ ที่ตลาดนี้เป็แบบนี้” หลังจากพูดจบเธอก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เพราะประโยคนี้เองทำให้จักรธรและพลอยแท้เข้าใจคำถามของเ้าหน้าที่คนนั้น ทั้งสองต่างน้ำตาคลอออกมาด้วยความคับแค้นใจและอับจนหนทางที่จะก้าวต่อไปอีก กำลังใจตอนนี้ไม่เหลืออยู่ในตัวเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดอาคารสำนักงาน พลอยแท้ก็เหลียวไปเห็นศาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคาร เธอจึงวิ่งถลาเข้าหาและก้มลงกราบทันทีโดยไม่สนใจสายฝนที่เริ่มลงเม็ดหนาในตอนนี้
“ท่านคะ ได้โปรดมอบทางออกในชีวิตให้พวกเราด้วย อย่าแกล้งหรือทดสอบพวกเราอีกเลย พวกเราจะไม่ไหวแล้ว เห็นใจพวกเราด้วยเถอะนะเ้าคะ อย่าซ้ำเติมพวกเราอีกเลย” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นพร้อมก้มลงกราบครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้สึกถึงเม็ดฝนที่ตกกระทบไปทั่วร่างแต่อย่างใด
จักรธรวิ่งเข้ามาและพยายามดึงเธอให้ลุกขึ้นวิ่งไปหลบฝน แต่พลอยแท้ขืนตัวไว้และยังคงก้มกราบที่ศาลไม่หยุดอยู่แบบนั้น เมื่อเห็นท่าทางสิ้นหวังของเธอ จักรธรก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา เขาได้ก้าวเข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างพลอยแท้และก้มลงกราบขอพรเป็เพื่อนเธออยู่เงียบ ๆ
สภาพอันน่าเวทนาของสองสามีภรรยาได้ตกกระทบต่อสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น ผู้คนเ่าั้ได้แต่มองด้วยความเห็นใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือเข้าไปช่วยเลยสักคน