ตอนที่ 18 อบอุ่นหัวใจ
เมื่อลู่โจวตื่นนอน ลี่หนานเสวียนก็ไม่อยู่บนเตียงแล้ว
เขาลุกขึ้นจากเตียงเดินมาเปิดม่านตรงหน้าต่าง เห็นผานม่อกับผานสื่อเข็นรถส่งอาหารแบบเก็บอุณหภูมิเดินเข้ามาพร้อมกับเก่อเซียงอี้
เก่อเซียงอี้เห็นลี่หนานเสวียนออกกำลังกายอยู่ในลานบ้าน ดวงตาก็สว่างวาบเป็ประกาย เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ “อาเสวียน นายกลับมาแล้วเหรอ”
ลี่หนานเสวียนหรี่ตาจ้องเก่อเซียงอี้สองวินาที ก่อนเปล่งเสียงตอบ “กลับมาเมื่อคืน เธอล่ะ มาั้แ่เมื่อไร”
ผานม่อกับผานสื่อสบตากัน ผู้หญิงคนนี้ถึงกับกล้าอ่อยผู้ชายของคุณชายต่อหน้าต่อตาพวกเขาโดยไม่ถามพวกเขาสักคำว่าเห็นด้วยหรือไม่
“ฉัน…” เก่อเซียงอี้ไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกจากปาก ผานม่อก็สาวเท้าเข้ามาพูดขัดจังหวะเสียก่อน “พันตรีลี่ อรุณสวัสดิ์ครับ คุณกำลังออกกำลังกายอยู่เหรอ”
ลี่หนานเสวียนดึงผ้าขนหนูสีขาวที่พาดไว้บนลำคอลงมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วตอบ “ฉันเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ”
“แบบนี้ก็หมายความว่าพวกเรามาส่งอาหารเช้าได้ถูกจังหวะพอดี ถ้าอย่างนั้นรบกวนพันตรีลี่ช่วยปลุกคุณชายของพวกเราขึ้นมากินมื้อเช้าด้วยนะครับ”
“ได้” ลี่หนานเสวียนหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง
เก่อเซียงอี้ขมวดคิ้วมุ่นพลางมองตามแผ่นหลังของเขา
ผานม่อพูดกับเธอ “คุณหนูเก่อ เราเข้าไปรอพวกเขาในห้องโถงกันเถอะ”
เก่อเซียงอี้พยักหน้าเบาๆ
ผานม่อกับผานสื่อมาถึงห้องโถง หลังจากจัดวางอาหารเช้าและตะเกียบจานชามเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งลงขนาบสองข้างซ้ายขวาของเก่อเซียงอี้ด้วยท่าทางเป็ธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสได้นั่งคู่กับลี่หนานเสวียน
เก่อเซียงอี้ไม่รู้ตัวว่าพวกเขาจงใจ ตัวเธอที่ได้รับการอบรมจากทางครอบครัวมาเป็อย่างดีก็ไม่สะดวกใจจะขอย้ายที่นั่ง มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเธอรังเกียจพวกเขา
ผ่านไปสิบนาที ลี่หนานเสวียนกับลู่โจวก็มาถึงห้องโถง
ทันทีที่เก่อเซียงอี้เห็นพวกเขาก็รีบเรียกให้พวกเขานั่งลงทันที “อาเสวียน เราไม่ได้นั่งกินข้าวเช้าด้วยกันมานานมากแล้วนะ”
ลู่โจวเหลือบมองรอยยิ้มหวานเยิ้มของเธอ แล้วหยิบปาท่องโก๋บนโต๊ะขึ้นมากัดเข้าปากหนึ่งคำพลางเคี้ยวอย่างเมามัน
ผานสื่อกับผานม่อมองลู่โจวด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ไหนแต่ไรอีกฝ่ายไม่เคยชอบของมันๆ เลี่ยนๆ ทำไมจู่ๆ ถึงเลือกกินปาท่องโก๋
ลี่หนานเสวียนตักโจ๊กให้ลู่โจวกับตัวเองสองถ้วย “่นี้ฉันงานยุ่งเป็พิเศษ อีกสองเดือนก็จะปีใหม่แล้ว ในค่ายทหารคงงานยุ่งกว่านี้ ต้องรอหลังปีใหม่ถึงจะพอมีเวลาว่างบ้าง”
“งั้นวันนี้นายก็มีเวลาว่างสินะ ฉันอยากนัดนายกับพวกกู่ซู่ออกไปเจอกันสักหน่อย”
ลู่โจวกัดปาท่องโก๋อีกหนึ่งคำ เสียงดังกร้วมๆ ฟังดูเอร็ดอร่อยมาก
ลี่หนานเสวียนเหลือบมองเขา “ได้สิ ไม่งั้นหลังจากนี้ก็คงไม่มีเวลานัดเจอกันอีก เธอช่วยติดต่อพวกอาจ่านออกมากินข้าวเย็นที่เทียนซย่าหน่อย ฉันเลี้ยงเอง”
เก่อเซียงอี้ได้ยินดังนั้นยังไม่ทันดีใจ ก็เห็นลี่หนานเสวียนแย่งปาท่องโก๋มาจากลู่โจวพลางพูดเสียงขรึม “ปาท่องโก๋ไม่มีสารอาหาร คุณกินน้อยๆ หน่อย”
แล้ววางโจ๊กลงตรงหน้าลู่โจว “นี่เป็โจ๊กขาหมูต้มถั่วลิสง ผมสั่งพ่อครัวตุ๋นมาให้คุณโดยเฉพาะ คุณกินเยอะๆ นะ”
ลู่โจวเอ่ย “ผมกินปาท่องโก๋หนึ่งคำ โจ๊กหนึ่งคำก็ได้”
ลี่หนานเสวียนเผยท่าทีเข้มงวด “ไม่ได้ อาซู่บอกว่าคุณมีภาวะโลหิตจาง จำเป็ต้องบำรุงให้ดี”
ลู่โจวถาม “ผลตรวจออกมาแล้วเหรอครับ”
“อื้ม”
ผานสื่อกับผานม่อฟังมาถึงตรงนี้ ในที่สุดก็เข้าใจว่าแล้วว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร ที่แท้พันตรีลี่ก็พาคุณชายของพวกเขาไปตรวจร่างกายนี่เอง ถ้าเช่นนั้นผลของการตรวจก็มีแค่อย่างเดียว นั่นคือเป็ภาวะโลหิตจาง ั้แ่เล็กจนโตรายงานผลการตรวจร่างกายก็ออกมาเป็เช่นนี้เสมอไม่เคยเปลี่ยน
หมายความว่าที่คุณชายของพวกเขาจงใจกินปาท่องโก๋ต่อหน้าพันตรีลี่ หนึ่งเพราะอยากให้พันตรีลี่เป็ห่วงเขามากๆ เพื่อเบนความสนใจมาอยู่ที่ตัวเขา สองเพราะอยากให้เก่อเซียงอี้เห็นว่าในใจพันตรีลี่มีแค่คุณชายของพวกเขาคนเดียว
ผานสื่อหลุบตาลงต่ำซ่อนรอยยิ้มในแววตา คิดไม่ถึงว่าเวลาคุณชายของพวกเขาหวงแหนความรักของตัวเองขึ้นมาจะมีฝีมือไม่ใช่เล่นๆ อันที่จริงลู่โจวเองก็กำลังเดิมพัน ถ้าลี่หนานเสวียนไม่ได้เป็ห่วงเขา ต่อให้เขาทำไปมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
ผานม่อได้โอกาสพูด “คุณชายต้องบำรุงร่างกายให้มากๆ ฉันกลัวว่าตอนไม่มีใครอยู่ข้างๆ นายจะเป็ลมหมดสติไปกะทันหันอีก ถึงตอนนั้นใครจะพานายไปโรงพยาบาล”
ลี่หนานเสวียนขมวดคิ้ว “เมื่อก่อนเขาเคยเป็ลมหมดสติด้วยเหรอ”
ผานม่อโกหก “ใช่ครับ เขาชอบเป็ลมไม่รู้สาเหตุอยู่บ่อยๆ ทำให้พวกผมพากันใกันหลายรอบเลยครับ”
ลู่โจวกังวลว่าสุดท้ายเื่จะบานปลายจนจบไม่ลงจึงรีบเอ่ยปากห้ามไม่ให้ผานม่อพูดจาเหลวไหลต่อ “อาม่อ หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว”
เขากลับไม่รู้ว่าคำพูดนี้กลับทำให้ลี่หนานเสวียนเข้าใจผิด คิดไปว่าเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็ห่วง ลี่หนานเสวียนจึงรีบดึงโทรศัพท์ออกมาโทรหาพ่อบ้านทันที “ลุงตี๋ครับ เสี่ยวโจวมีภาวะโลหิตจาง ลุงให้นักโภชนาการของที่บ้านช่วยบำรุงร่างกายเสี่ยวโจวด้วยนะครับ”
ลู่โจวเห็นเขาเป็ห่วงตัวเองแบบนี้ก็รู้สึกอบอุ่นใจ
หลังจากวางสาย ผานม่อก็หัวเราะหึๆ “พันตรีลี่ เห็นคุณเป็ห่วงคุณชายของเราแบบนี้ พวกผมก็วางใจได้แล้ว”
เก่อเซียงอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นั่นสิ อาเสวียน นายดีกับเสี่ยวโจวจริงๆ”
ลี่หนานเสวียนกล่าว “เขาเป็คู่ชีวิตของฉัน ไม่ทำดีกับเขา แล้วจะให้ดีกับใคร”
ลู่โจวพูดอย่างเบิกบานใจ “งั้นผมก็ต้องกินให้เยอะๆ หน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกผิดกับคุณแย่”
“ใช่ ต้องกินให้เยอะหน่อย” หลังจากลู่โจวกินโจ๊กหมดแล้ว ลี่หนานเสวียนก็ตักเพิ่มให้เขาอีกถ้วย
หลังทานมื้อเช้าเสร็จ ผานม่อกับผานสื่อก็เก็บโต๊ะ วางตะเกียบถ้วยชามใส่ในรถเข็นอาหาร จากนั้นก็เข็นรถออกไป
เมื่อออกมาจากห้องโถง ผานม่อก็กล่าวเสียงเบา “พี่คิดว่าคุณหนูเก่อชอบพันตรีลี่จริงหรือเปล่า ตอนที่เธอเห็นพันตรีลี่ดีกับคุณชายของเรา ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไรเลยนะ”
ผานสื่อกระซิบตอบ “เธอซ่อนความรู้สึกของตัวเองได้ดีมากต่างหาก”
“พี่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็ยังไง ตอนที่คนอื่นยังไม่มีแฟน ทำไมไม่รีบคว้าโอกาสจีบก่อน พอได้ยินว่าเขาจะแต่งงานเพิ่งจะมาร้อนใจ น่าเสียดายที่สายไปแล้ว เฮ้อ ไม่พูดถึงเธอดีกว่า ไม่พูดถึงแล้ว” ผานม่อตัวสั่น รีบรูดซิปเสื้อขึ้นสูง “พี่รู้สึกหรือเปล่าว่าอุณหภูมิในบ้านหยางเหมินหนาวกว่าข้างนอก”
“อืม” ผานสื่อไม่เพียงรู้สึกว่าที่นี่หนาวกว่าข้างนอก แต่ยังรู้สึกเหมือนมีคนคอยจับจ้องพวกเขาอยู่ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า
“เรารีบออกจากที่นี่กันดีกว่า” ผานม่อดันรถเข็นอาหาร รีบวิ่งออกจากลานบ้านอย่างรวดเร็ว
ผานสื่อหันกลับมามองภายในลานบ้าน ก่อนเดินตามออกไปเช่นกัน