บทที่ 30 มีไข้
หญิงสาวเผยรอยยิ้มแสนขมขื่นออกมา ซึ่งดูเหมือนว่าวันนี้ถ้าไม่ถูกกัดจนตายก็คงโดนฟ้าผ่าตายแน่นอน!
ส่วนฉีส่าวฉิงหยุดจูบและกัดเธออย่างดุดัน ก่อนจะมองริมฝีปากเย็นเยียบและสั่นเทาแต่แดงเข้มเป็พิเศษของเธอ จากนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
เขาคว้าแขนของเธอเอาไว้แน่น แล้วก้าวยาว ๆ เพื่อลากลู่จั่นเหยียนขึ้นรถที่จอดอยู่ข้าง ๆ อย่างรุนแรง
แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่อุณหภูมิภายในรถก็อุ่นกว่าข้างนอกมาก จนทำให้สมองของลู่จั่นเหยียนรู้สึกมึนงงและร่างกายก็ยังอ่อนปวกเปียกจนไม่มีแรงจะขัดขืนอีกแล้ว
ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่เสื้อผ้าท่อนล่างถูกฉีกออกไป จากนั้นร่างกายส่วนล่างก็ถูกบุกรุกอย่างรุนแรง จนลู่จั่นเหยียนต้องหลับตาลงและไม่อาจจ้องมองใบหน้าที่ยังมีหยดน้ำฝนได้อีกต่อไป
เมื่อความโกรธของฉีส่าวฉิงถูกระบายออกมาจนเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มถึงจะจบลง แต่เขากลับเห็นลู่จั่นเหยียนนอนอยู่บนเบาะที่ปรับให้ราบและทำเหมือนว่าหลับไปแล้ว จึงได้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอยู่ภายในใจอย่างไร้สาเหตุ
“อย่าคิดว่าทุกครั้งที่เธอหมดสติ แล้วฉันจะปล่อยเธอรอดไปนะ”
ฉีส่าวฉิงผลักไหล่ของเธอ จนศีรษะของลู่จั่นเหยียนกระแทกกับกรอบประตูอย่างแรงจนเกิดเสียงตุบหนัก ๆ
เมื่อเห็นว่าการปลุกครั้งแรกของเขายังไม่สามารถทำให้เธอตื่นได้ ส่าวฉิงจึงเริ่มอยากหาหนทางเพื่อบังคับให้เธอตื่นขึ้นมา ทว่าผิวกายที่เพิ่งััลงไปกลับร้อนจนปลายนิ้วของเขายังสะดุ้งเช่นกัน
ฉีส่าวฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มือใหญ่เคลื่อนไปที่หน้าผากเปียกชื้นและเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว ไม่นานนักสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
ความร้อนที่ถูกส่งผ่านมาจากฝ่ามือของเขามันร้อนมากจนเกินไป!
“ลู่จั่นเหยียน ตื่นสิ รีบตื่นเร็ว จั่นเหยียน”
ฉีส่าวฉิงใช้ฝ่ามือของตนเองตบหน้าอดีตภรรยาอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา อีกทั้งอุณหภูมิกลับยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนมีความตื่นตระหนกผุดขึ้นในแววตาของเขา
ฉีส่าวฉิงจึงรีบถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่แห้งขึ้นมาบ้างเล็กน้อยเพื่อนำมาห่อหุ้มผิวเปลือยเปล่าของเธอ จากนั้นก็อุ้มร่างอันบอบบางแล้ววิ่งไปที่ลิฟต์ของอะพาร์ตเมนต์อย่างรวดเร็ว จนลืมปิดประตูรถของตัวเอง
โชคยังดีที่ในกระเป๋าของเธอมีกุญแจห้องติดเอาไว้ เมื่อเข้ามาได้ เขาจึงรีบก้าวขายาว ๆ และพาร่างของหญิงสาวในอ้อมกอดพุ่งตรงเข้าสู่ห้องน้ำในทันที
ฉีส่าวฉิงเปิดให้น้ำอุ่นไหลผ่านร่างกายทั้งหมดของเธอ จากนั้นก็ใช้ผ้าขนหนูหนาเช็ดตัวให้จนสะอาด แล้วอุ้มร่างของลู่จั่นเหยียนกลับไปที่เตียง
เขารีบค้นหาทุกลิ้นชักในห้องแล้ว แต่กลับยังไม่มีวี่แววของยาลดไข้ จนตอนนี้ยิ่งทำให้สีหน้าของฉีส่าวฉิงมีความร้อนใจและหงุดหงิดมากกว่าเดิม เขาจึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรออกทันที
[เฉิงสือ รีบไปซื้อยาลดไข้ที่ร้านขายยาแล้วเอามาส่งที่ป๋ายเยี่ยนอะพาร์ตเมนต์เร็ว ๆ!]
[อะไรนะ? น้องชาย นาย้ายาคลายเครียดงั้นเหรอ?]
ปลายสายมีเสียงทีเล่นทีจริงของเฉิงสือดังมาท่ามกลางเสียงดังและความวุ่นวาย อีกทั้งยังได้ยินเสียงครางของผู้หญิง
[อย่ามัวแต่พูดไร้สาระ ฉันรู้ว่านายอยู่ที่ผับหงเหยียน ถ้าฉันไม่เห็นนายภายในสิบนาที พรุ่งนี้ก็เตรียมปิดผับหงเหยียนได้เลย!]
เมื่อฉีส่าวฉิงพูดจบก็รีบวางสายทันที เพราะผับหงเหยียนของเฉิงสืออยู่ห่างจากที่นี่แค่สองตรอกถนนเท่านั้น และถ้าหากไม่ใช่เพราะความจำเป็รวมถึงหลีเซี่ยนที่อยู่ไกลเกินไป ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ขอความช่วยเหลือจากเฉิงสือแน่นอน
“โอ๊ย! ไม่ติดต่อกันนานเป็เดือน แต่ทุกครั้งที่ติดต่อมาก็ใช้น้ำเสียงแบบนี้ พวกเธอเล่นกันเองไปก่อนก็แล้วกัน ฉันต้องไปจัดการเื่ของน้องชายเสียหน่อย”
“อ้อ! ว่าแต่…พวกเธอรู้ไหมว่ายาลดไข้ยี่ห้อไหนได้ผลดี?”
เฉิงสือในชุดสูทลายดอกไม้สุดหรู ดวงตาคมดุจพยัคฆ์ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง เขาเอ่ยถามพลางส่งสายตาเ้าเล่ห์ไปยังสาวงามอกสะบึมในห้องวีไอพี
“พี่เฉิงจ๋า พวกเราไม่ได้เป็ไข้ แต่เป็แค่…”
หญิงสาวหัวเราะคิกคักออกมาอย่างยั่วยวน ส่วนเฉิงสือก็รู้ดีว่าต่อให้ถามอะไรต่อไปก็คงไม่ได้คำตอบกลับมา เขาจึงคว้าข้อมือบางของหล่อนแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
คนที่จะทำให้ฉีส่าวฉิงร้อนใจได้ถึงขนาดนี้คงมีไม่มากนัก...
ดูเหมือนจะมีเื่น่าสนใจซะแล้วสิ!
…
ลู่จั่นเหยียนตัวร้อนจนสั่นเทิ้มไปทั่วทั้งร่าง อีกทั้งริมฝีปากแดงก่ำก็พึมพำและครวญครางออกมาเบา ๆ
“นะ… หนาวจัง”
“หนาวเหรอ? แต่ฉันปรับแอร์ให้ร้อนที่สุดแล้วนะ”
ฉีส่าวฉิงรีบพับผ้าห่มให้เป็สองชั้น แล้วนำไปห่อตัวหญิงสาวที่กำลังสั่นเทา
ให้ตายเถอะ! เฉิงสือ! ทำไมยังไม่มาสักทีเนี่ย?
ติ๊งต่อง!
ฉีส่าวฉิงรีบลุกขึ้นและก้าวไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงออดหน้าประตูั้แ่ครั้งแรกที่มันส่งเสียงดัง
“รีบเอามาให้ฉันเร็ว!”
“ร้อนรนอะไรขนาดนั้น? อย่างน้อยก็บอกฉันก่อนสิว่าใครอยู่ข้างใน? อย่าบอกนะว่าคราวนี้นายจะเอาจริง ซ่อนสาวสวยไว้ในห้องลับหรือไง?”
เฉิงสือทำหน้าสงสัยและจะก้าวเข้ามา แต่ฉีส่าวฉิงกลับคว้ายาจากมือแล้วปิดประตูใส่หน้าเขาทันที
“ไอ้บ้าเอ๊ย! นายทำแบบนี้ได้ยังไงวะ!? ฉีส่าวฉิง นายนี่มันเห็นแก่ผู้หญิงจนลืมเพื่อนเลยนะ! ยาลดไข้อันหนึ่งสำหรับผู้ชาย อีกอันสำหรับผู้หญิงที่มีอาการพิเศษ อย่าให้เธอกินผิดนะโว้ย!”
เมื่อฉีส่าวฉิงได้ยินเสียงเอ่ยเตือนของเฉิงสือดังมาจากนอกประตู เขาจึงรีบก้มลงและเปรียบเทียบส่วนประกอบและกลุ่มคนที่ไม่เหมาะสมของยาลดไข้ทั้งสองชนิด ก่อนจะโยนอีกอันลงถังขยะอย่างไม่ใส่ใจ
ลู่จั่นเหยียนรู้สึกถึงบางสิ่งที่ชุ่มชื้นไหลเข้าไปในปากของเธอ จากนั้นก็มีน้ำอุ่น ๆ ไหลผ่านลำคอ ไม่นานนักก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากกับอาการเจ็บคอที่ร้อนราวกับจะเผาไหม้
“นะ.. น้ำ”
เมื่อฉีส่าวฉิงได้ยินเสียงอ้อนวอนและขอร้องของเธอ เขาจึงรีบป้อนน้ำที่เหลืออยู่ครึ่งแก้วให้ดื่มจนหมด ก่อนจะจัดผ้าห่มที่เลิกออกมาให้คลุมตัวเธออีกครั้ง
ขณะที่เวลาเลื่อนผ่านไปทีละน้อย แต่เขากลับจ้องมองลู่จั่นเหยียนอย่างไม่วางตา และยังคอยเอามือแตะหน้าผากของเธอแทบทุกนาทีเพื่อวัดไข้
ทว่าหลังจากที่ทำแบบนั้นหลายครั้งแล้ว คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่นานนักฉีส่าวฉิงจึงตัดสินใจโทรหาเฉิงสืออีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนจนไม่สามารถปิดกลั้นเอาไว้
[นายซื้อยาอะไรมาเนี่ย? สิบนาทีผ่านไปแล้วนะ แต่ไม่เห็นจะได้ผลอะไรเลย!]
[น้องชาย นายคิดว่ามันเป็ยาเสพติดหรือไง? ฉีดปุ๊บก็เคลิ้มปั๊บ นั่นมันยาลดไข้ที่ต้องใช้เวลายี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมงกว่าจะออกฤทธิ์ ฉันบอกนายแล้วว่าคิดแต่จะหาเงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่นายต้องเพิ่มความรู้ทั่วไปในชีวิตด้วย…]
ฉีส่าวฉิงไม่รอให้เฉิงสือพูดจบก็ตัดสายทันที เขาทำหน้าเคร่งเครียดแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ผ่านไปครู่หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดในมือ
เขายังพอจำได้เลือนรางว่าตอนเด็กที่ตัวเองเป็ไข้ แม่ของเขาก็มักจะเอาผ้าเปียกหมาดวางไว้บนหัวของเขาอยู่เสมอ
“อืม…”
ความเย็นที่ััอย่างกะทันหันทำให้ลู่จั่นเหยียนครางออกมาอย่างแ่เบา ส่วนคิ้วที่ขมวดเข้าหากันค่อย ๆ คลายออกเมื่อเธอเริ่มคุ้นชินกับความเย็นที่หน้าผาก ทำให้ฉีส่าวฉิงที่มองอย่างกังวลใจถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
สิบกว่านาทีต่อมา สีหน้าของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากแดงก่ำกลับมาเป็สีปกติ ส่วนผิวััที่เคยร้อนผ่าวก็กลับมามีอุณหภูมิปกติเช่นกัน
ฉีส่าวฉิงจึงยืนและก้มหน้าจ้องมองใบหน้าของเธอที่กำลังหลับใหลมาเป็เวลานาน ก่อนริมฝีปากเม้มแน่นจะคลายออก
‘แค่โดนฝนตกนิดหน่อยก็เป็ไข้ อ่อนแอจังเลยนะ’
แต่ฉีส่าวฉิงก็ยังไม่วางใจว่าไข้ของเธอจะลดลงจริง ๆ เขาจึงนั่งเฝ้าข้างเตียงต่ออีกสองชั่วโมง จนกระทั่งที่หน้าผากของลู่จั่นเหยียนเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย จึงค่อย ๆ คลี่ผ้าห่มสองชั้นออกไป
หลังจากยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้า ฉีส่าวฉิงก็หยิบเสื้อผ้าแห้งสนิทจากราวตากผ้ามาสวมใส่ แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างแ่เบา
ทว่าสภาพอากาศข้างนอกที่ยังคงมีฝนตกอยู่ ทำให้เขาต้องรีบวิ่งไปเปิดประตูรถของตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องใทันทีเมื่อเห็นเฉิงสือนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
“น้องชาย ถ้าหากฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วนายจะจอดรถหรูและเปิดประตูทิ้งไว้จนโดนขโมยรถไปเลยไหม? อีกอย่าง… ฝนตกหนักขนาดนี้ ฉันก็ต้องหาที่สบาย ๆ หลบฝนสิ!”
เฉิงสือเงยหน้ามองขึ้นไปตำแหน่งหนึ่งบนตึกสูง จากนั้นมุมปากสีแดงระเรื่อก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเ้าเล่ห์
“บอกฉันมาสิว่าผู้หญิงข้างในนั้นเป็ใคร? เซี่ยงหว่านหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินว่าเป็ชื่อของเซี่ยงหว่าน ฉีส่าวฉิงก็ขมวดคิ้วออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานนักก็ได้ยินเฉิงสือหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฮ่า ๆ ฉันรู้หรอกน่าว่าไม่ใช่เธอ แต่อย่าบอกนะว่าผู้หญิงข้างในนั้นคือลู่จั่นเหยียน?”
“นายรู้ได้ยังไง?”
ฉีส่าวฉิงหันไปจ้องเฉิงสือราวกับว่ามีความลับบางอย่างถูกเปิดเผยออกมา