'โลกลมปราณ'
‘4 ปีผ่านไป’
ูเาใหญ่กลางป่าลึกห่างไกลจากผู้คน ยามสายแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังเข้ามาภายในถ้ำ กระทบกับร่างของเสี่ยวไป๋พยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่ ที่นอนเฝ้าดูการฝึกฝนของเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ตลอด จนถึงตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยในวันวาน ได้เติบโตเป็สาวสวยไปเสียแล้ว
เวลาผ่านไปหลายปี จากการนั่งสมาธิบ่มเพาะพลังปราณตามแนวทางของโลกใบนี้ ทำให้จิติญญาของบุษยา แปรเปลี่ยนไปเป็ซิ่วอิงทีละน้อย จนถึงตอนนี้เธอกลายเป็จ้าวซิ่วอิงเต็มตัวแล้ว (จากนึ้ไปจะแทนตัวบุษยาว่าซิ่วอิงนะคะ)
ในระหว่างการฝึกฝนบ่มเพาะทุกๆหนึ่งถึงสองอาทิตย์ ซิ่วอิงจะตื่นจากสมาธิขึ้นมาเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย กินอาหารที่อยู่ในแหวนมิติหรือที่เสี่ยวไป๋นำมาให้ รวมไปถึงการฝึกฝนวิชาทบทวนทักษะต่างๆ จากนั้นเธอจะใช้เวลาพักผ่อนร่างกาย หรือออกไปล่าสัตว์อสูรระดับต่ำกับเสี่ยวไป๋ ซึ่งเป็การฝึกทักษะการต่อสู้ที่ให้ผลดีเป็อย่างมาก หลังจากนั้นเธอจะนั่งสมาธิเพื่อบ่มเพาะพลัง และทำความเข้าใจเคล็ดวิชาอีกครั้ง
ใน 4 ปีที่ผ่านมา ซิ่วอิงแม้จะคิดถึงครอบครัวตัวเองขนาดไหน แต่เธอก็ต้องอดทนฝึกฝนเพื่อความแข็งแกร่ง เธอตั้งปณิธานให้กับตัวเองว่า เมื่อถึงเวลาที่สามารถออกไปได้ เธอจะต้องแข็งแกร่งกว่าใคร ไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกตัวเองและครอบครัวได้อีก
‘ภายในส่วนลึกของถ้ำ’
ซิ่วอิงยังคงนั่งสมาธิโคจรพลังเพื่อดูดปราณรอบๆตัว ซิ่วอิงในตอนนี้เธออายุ 14 ปีเเล้ว ผ่านการบ่มเพาะฝึกฝน การปรับเปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูกมาหลายปี ทำให้ตอนนี้เธอมีรูปร่างงดงามสมส่วน หน้าตาสวยงามราวนางฟ้าลงมาจุติ ผมยาวสีดำเป็เงางาม ผิวกายที่ขาวผ่องเป็ยองใย ริมฝีปากแดงอิ่มระเรื่อ ถึงส่วนโค้งส่วนเว้าจะยังดูไม่เต็มสาวนัก แต่ถือว่างดงามล่มเมืองทีเดียว
วันนี้ ซิ่วอิงนั่งสมาธิโคจรพลังดูดไอปราณรอบๆตัวเช่นเดิม แต่แล้วพลันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เมื่อมวลอากาศปราณที่หนาแน่นภายในถ้ำ ถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างเธออย่างรุนแรง จากนั้นไม่นาน
‘ปังงง'
เสียงะเิเสมือนการทำลายกำแพงกั้น ดังขึ้นในความรู้สึกของซิ่วอิง ในที่สุดเธอสามารถยกระดับพลังปราณ ไปยังระดับที่้าได้แล้ว แต่เธอยังคงนั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลของร่างกายต่อไป
‘ผ่านไปอีกหนึ่งวัน’
ซิ่วอิงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
" ครบกำหนด 4 ปี ที่อาจารย์ให้ฝึกฝนเเละบ่มเพาะเเล้วสินะ..” เธอมองสำรวจร่างกายของตัวเอง พร้อมกับส่งจิตไปสำรวจระดับลมปราณและเคล็ดวิชาทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างพอใจว่า
“ ตอนนี้เราอยู่ในระดับยอดยุทธขั้นต้น.. เคล็ดวิชาดารา์ก็สามารถฝึกจนสำเร็จอย่างสมบรูณ์ รวมถึงวิชามายาเร้นเงาก็ฝึกสำเร็จแล้ว.. อืม.. ตอนนี้ร่างกายของเราเเข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก "
ซิ่วอิงค่อยๆโคจรลมปราณสำรวจร่างกายตัวเอง ทั้งเส้นลมปราณเเละจุดๆต่างของชีพจร เธอแย้มยิ้มอย่างพอใจ แล้วค่อยๆคลายถาวะการปรับลมปราณลง ก่อนจะมองไปยังเ้าเสี่ยวไป๋ ตอนนี้มันกำลังจ้องมองเธออยู่ด้วยความสนใจ
ซิ่วอิงเข้าไปกอดรัดเล่นกับเสี่ยวไป๋อยู่ครู่นึง จากนั้นมองไปบนท้องฟ้า แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
" ท่านอาจารย์.. ตอนนี้คงได้เวลาที่ศิษย์ต้องออกไปแล้ว ศิษย์จะแข็งแกร่งตามคำสอนของท่านอาจารย์ให้ได้.. ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง "
กล่าวจบซิ่วอิงคุกเข่าก้มหน้าลง โขกศรีษะคารวะไปยังเบื้องบน สถานที่ที่เธอคิดว่าอาจารย์สาวผู้ลึกลับอาศัยอยู่ จากนั้นลุกขึ้นเข้าไปกอดเสี่ยวไป๋พยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่อีกครั้ง เสี่ยวไป๋ซุกไซร้คลอเคลียกับตัวเธอ พร้อมส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความดีใจ
“ โฮกก..”
" เสี่ยวไป๋.. ที่ผ่านมาเ้าคงลำบากไม่น้อย ต่อไปข้าจะดูแลเ้าเอง.. ” ซิ่วอิงพูดพลางลูบไปที่หัวของมันเบาๆ ทำเอาเสี่ยวไป๋เอียงคอหลับตาพริ้ม
หลังจากเล่นกับเสี่ยวไป๋จนพอใจ ซิ่วอิงกลับเข้าไปยังส่วนลึกภายในถ้ำอีกครั้ง จนมาหยุดอยู่ที่แอ่งน้ำขนาดสามวาที่เธอใช้มาตลอด 4 ปี เธอจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนจะลงไปอาบน้ำชำระร่างกายทันที
หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นมายืนข้างๆสระ เธอสำรวจร่างกายอันเปลือยปล่าวของตัวเองด้วยความพอใจ ร่างกายของเธอตอนนี้ มันช่างสวยงามสมส่วนของดรุณีแรกรุ่นเป็อย่างยิ่ง ด้วยความสูงเกือบ 170 ซม. เอวคอดกิ่ว ่ขาเรียวยาวขาวผ่อง หน้าอก.. อืมม หน้าอกออกจะเล็กไปสักนิด แต่ก็น่ะเธอเพิ่งอายุ 14 ยังมีโอกาสขยายใหญ่ได้อีก
ซิ่วอิงสำรวจร่างกายตัวเองจนพอใจ จากนั้นเธอเดินลมปราณจนตัวแห้ง แล้วนำชุดในแหวนมิติที่อาจารย์มอบให้มาสวมใส่ เป็ชุดจอมยุทธสีดำขลิบทอง มีลวดลายสีทองเล็กน้อยปักบนอยู่บนชุด ซึ่งขนาดของมันช่างพอดีกับตัวของเธอ ซิ่วอิงคิดว่าน่าจะเป็ชุดของอาจารย์ ที่เอาไว้ใส่ตอนออกท่องยุทธภพ ซึ่งตรงกับรสนิยมของเธอในโลกเก่าเหมือนกัน
แต่งตัวเสร็จซิ่วอิงพลันนึกถึงเื่นึง เป็เื่ที่อาจารย์เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่ามิติส่วนตัวที่อาจารย์มอบไว้ให้ สามารถเปิดใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเธออยู่ในระดับยอดยุทธขึ้นไปเท่านั้น และตอนนี้ตัวเธอก็อยู่ในระดับยอดยุทธขั้นต้นเเล้ว
“ ถึงเวลาแล้ว.. เปิดดูมิติส่วนตัวที่อาจารย์มอบให้ดีกว่า ”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซิ่วอิงจึงนั่งสมาธิค้นหาวิธีเปิดใช้มิติ จากความทรงจำของอาจารย์ภายในหัวของเธอทันที ไม่นานเธอรับรู้ได้ถึงวิธีเปิด จึงโคจรพลังปราณส่งััจิติญญา เข้าไปในความคิดตัวเองทันที
‘วู้บบบ’
แล้วทันใดนั้นเอง ซิ่วอิงััได้ถึงโลกอีกใบนึงที่อยู่ในตัวเธอเอง เมื่อใช้จิติญญามองเข้าไปตรวจสอบ ก็เห็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว้างไกลสุดตา มีป่าไม้เขียวขจี ลำธารใส ูเาสูง แผ่นฟ้าสีคราม และมีสวนสมุนไพรต่างๆมากมาย
จากความรู้ของอาจารย์ภายในมิติส่วนตัวนั้น ซิ่วอิงสามารถเข้าไปด้านในและสามารถนำสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็คน สัตว์อสูรหรือสมุนไพรทุกประเภท สามารถเข้าไปอยู่ด้านในได้ตลอดไป อีกทั้งเวลาในมิติ 1 เดือน เท่ากับครึ่งชั่วยามในโลกภายนอก ทำให้เธอแทบจะะโออกมาด้วยความดีใจ
'นี่หากเราฝึกในมิตินี้ได้ั้แ่แรก ตอนนี้ไม่ถึงระดับ์ไปแล้วหรือ’
หลังจากทำความเข้าใจวิธีการใช้มิติส่วนตัวแล้ว ซิ่วอิงเข้าไปเพื่อสำรวจด้านในมิติทันที เธอพบว่าที่ริมลำธารมีกระท่อมที่สร้างขึ้นจากไม้แปลกตาอยู่หลังนึง ด้านนอกมีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมเกือบทั้งหลัง
เมื่อเข้าไปดูด้านในพบขวดหยกเล็กๆวางอยู่มากมาย ที่ผนังกระท่อมมีอาวุธหลายชนิด บ้างก็วางบ้างก็แขวนอย่างเป็ระเบียบ มีหีบไม้สีดำวางอยู่ไกล้ๆ เมื่อเปิดดูซิ่วอิงก็ต้องใ เพราะมีอาวุธทั้งดาบ มีดสั้น มีดคู่ กริช หน้าไม้ ขวาน ค้อน นี่อาจารย์เธอเป็คนขายอาวุธหรืออย่างไร
เมื่อดูจนพอใจซิ่วอิงก็ออกจากระท่อม มองสำรวจไปรอบๆ สวนสมุนไพรขนาดใหญ่ เธอพบว่ามีสมุนไพรมากมายหลายชนิด สวนสมุนไพรนี้ปลูกเป็แนวยาวกินพื้นที่กว่า 10 ลี้ คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีสมุนไพรมากมายขนาดไหน ซิ่วอิงเดินสำรวจไปเรื่อยจนถึงชายเขา เห็นผลไม้และดอกไม้มากมายออกดอกบานสะพรั่ง
จากนั้นซิ่วอิงทะยานขึ้นไปบนยอดเขา พบต้นชามากมายทั้งที่ขึ้นเองและถูกปลูกขึ้นมา ต่ำลงไปจากยอดเขามีโพรงถ้ำขนาดไม่ใหญ่มาก เธอจึงค่อยๆเข้าไปสำรวจด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเข้าไปถึงในถ้ำ แสงสว่างที่ส่องลงมาจากปล่อง้า ทำให้มองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน ซิ่วอิงมองไปยังกลางโถงถ้ำ เห็นแอ่งน้ำขนาดพอๆกับอ้อมแขนตนเอง
ทันใดนั้น องค์ความรู้ของอาจารย์ในสมองบอกเธอว่า ภายแอ่งน้ำคือน้ำทิพย์ดารา ซึ่งมีคุณประโยชน์มากมาย มันเกิดจากการกลั่นตัวของแสงดาว ที่สาดส่องเข้ามาในถ้ำเป็เวลาหลายล้านปี จึงควบแน่นกลายเป็หยดน้ำสะสมอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ซิ่วอิงดีใจจนแทบะโตัวลอย ด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด
เมื่อสำรวจจนพอใจแล้ว ซิ่วอิงออกจากมิติส่วนตัวด้วยความดีใจ ก่อนจะเดินกลับไปหาเสี่ยวไป๋ ที่ตอนนี้มันกำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข เมื่อเดินมาถึงเธอก็พูดกับมันว่า
" เสี่ยวไป๋ .. ตอนนี้ครบ 4 ปีที่ข้าได้สัญญาไว้กับท่านอาจารย์ ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางกลับบ้านข้าแล้ว เ้าพร้อมที่จะไปผจญภัยกับข้ารึยัง "
“ โฮกก..”
พยัคฆเมฆาร่างใหญ่ส่งคำรามเสียงเบาๆ พร้อมกับเอาหัวอันใหญ่โตมาซุกไซร้ ซิ่วอิงลูบหัวมันเบาๆแล้วโบกมือวูบ ตัวเสี่ยวไป๋หายวับเข้าไปในมิติส่วนตัวของเธอทันที
‘ลาก่อนที่พักพิงของข้า.. หากมีเวลาข้าจะกลับมาอยู่สักหลายวัน’
ซิ่วอิงพูดเสียงเบา พลางกวาดตามองไปรอบๆอย่างอาวรณ์ ครู่นึงก็ตัดใจเดินออกไปยังปากถ้ำ ก่อนจะพุ่งทะยานลงจากูเาสูง สองเท้าเหยียบยอดไม้ด้วยวิชาตัวเบาอันสูงส่ง
‘พรึ่บบ’
ใช้เวลาไม่นาน ซิ่วอิงลงจากเขาถึงพื้นป่าเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว จากความทรงจำของอาจารย์ผู้ลึกลับ ถ้ามุ่งตรงไปอีกประมาณ 200 ลี้จะถึงเมืองัฟ้า ซึ่งเป็เมืองที่หมู่บ้านไผ่งามของเธอตั้งอยู่
เมืองัฟ้าเป็เมืองใหญ่ 1 ใน 5 เมืองของแคว้นัศักดิ์สิทธิ์ อีก 4 เมืองคือ เมืองัคราม เมืองัเขียว เมืองัดำ และเมืองัศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็เมืองหลวงของแคว้นัศักดิ์สิทธิ์ เป็ที่ตั้งของวังจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้น
‘ฟิ้ววว’
ซิ่วอิงเร่งรีบกลับไปยังหมู่บ้านของเธอให้เร็วที่สุด จึงทะยานขึ้นไปบนยอดไม้อีกครั้งด้วยวิชาตัวเบาระดับสูง ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามเธอก็เข้าใกล้เขตเมือง เธอยืนมองหาทิศทางที่จะไป ก่อนหันไปเจอกำแพงเมืองขนาดใหญ่โต อยู่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ ราวๆ 5 ลี้
“ อืม.. ไม่รู้ว่าหมู่บ้านไผ่งามของเราอยู่ส่วนไหนของเมือง คงต้องเข้าเมืองไปสอบถามผู้อื่น.. จะเข้าทางประตูเมืองก็ไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวเลย ถ้างั้นขอแอบปีนกำแพงเข้าไปก่อนแล้วกัน..”
เมื่อกำหนดเส้นทางที่จะเข้าไป ซิ่วอิงใช้วิชาตัวเบาทะยานไปตามยอดไม้อย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นานก็มาถึงกำแพงเมืองห่างไกลผู้คน แล้วพุ่งทะยานข้ามกำแพง เข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว
…………………………………..